เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 23 พี่ชายใจแคบ

บทที่ 23 พี่ชายใจแคบ

บทที่ 23 พี่ชายใจแคบ


กำลังโหลดไฟล์

บทที่ 23 พี่ชายใจแคบ

เฉินฉีจอดรถด้านล่างลานจอดบริเวณที่พักของหลินถงซู จากนั้นจึงใช้สายตาสำรวจตัวอะพาร์ตเมนต์ที่ดูธรรมดา “คุณอยู่ที่นี่เหรอ?” เขาถาม

“คุณกำลังจะบอกว่าที่อยู่ของฉันทำเลไม่ดีแถมยังเชยระเบิดถูกไหม? ฉันเช่าที่นี่แค่เพราะว่ามันใกล้กับที่ทำงานเท่านั้นเอง… เดี๋ยวฉันขึ้นไปคนเดียว ไม่ชอบให้คนที่ไม่สนิทเข้ามาในห้อง!”

“ผมจะตั้งใจจะรอคุณอยู่ข้างล่างนี่อยู่แล้ว… คุณนี่เหมือนพี่ชายจริง ๆ ชอบมองคนในแง่ลบตลอดเลย!” เฉินฉีพูดกลั้วหัวเราะ

“ไม่เหมือนซะหน่อย พี่ชายของฉันชอบจับผิด แต่ฉันแค่มีสัญชาตญาณของเด็กสาวขี้ระแวง”

“อายุจะยี่สิบห้าอยู่รอมร่อแล้ว คุณยังกล้าเรียกตัวเองว่าเด็กสาวอีกเหรอ?”

“อยากมีเรื่องรึไง?!” หลินถงซูยกกำปั้นขึ้นมา

“อย่าทำผมเลย! ผมผิดไปแล้ว!”

“รอตรงนี้นะ!” พูดจบหลินถงซูก็ลงจากรถไป

เฉินฉีเอนตัวพิงพวงมาลัยรถพลางกวาดสายตามองอะไรไปเรื่อยเปื่อย พ่อลูกคู่หนึ่งเดินออกมาจากตัวอาคาร พ่อคนนั้นจูงมือลูกน้อยวัยหัดเดินของตนด้วยใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความรักพลางร้องเตือน “ลูกรัก เดินช้า ๆ หน่อยสิ!”

สายตาของเฉินฉีจ้องมองสองพ่อลูกอยู่นานจนความคิดเลื่อนลอยออกไป ไม่สังเกตเห็นหลินถงซูที่เดินกลับมา เธอเคาะประตูเพื่อเรียกอีกฝ่ายให้ปลดล็อก เมื่อขึ้นมานั่งแล้วจึงถามเขา “มองอะไรอยู่น่ะ?”

“เผลอฝันกลางวันเฉย ๆ” เฉินฉีตอบเธอ

หลินถงซูเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดสุภาพเช่นทุกครั้ง สวมทับด้วยแจ็กเกตที่ใส่อยู่เป็นประจำและมัดรวบผมเป็นทรงหางม้าทำให้ดูทะมัดทะแมงเรียบร้อย เฉินฉีสังเกตว่าใบหน้าของเธอขาวผ่องขึ้นเล็กน้อย แสดงว่าเพิ่งลงเครื่องสำอางใหม่แบบบางเบา

“ไปกันเถอะ!” หลินถงซูบอกเขา

ระหว่างทางหลินถงซูก็ตั้งคำถามอย่างนึกสนุก “คุณลองเดาเหมือนครั้งที่แล้วดูสิว่าพี่ชายของฉันจะเริ่มสืบคดีจากอะไร?!”

“เขาจะสืบยังไงน่ะเหรอ? ในเมื่อเขารู้แล้วว่าผู้ก่อคดีต้องเป็นคนรู้จักใกล้ตัวของครอบครัวนี้แน่ ๆ ดังนั้นเขาคงเริ่มจากการสืบหาคนที่มีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับพวกเขานี้ ความจริงแล้วในคดีฆาตกรรมส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากไม่กี่อย่าง ไม่มีต้นตอมาจากความรักก็ทำไปเพื่อแก้แค้น และมูลเหตุเหล่านั้นถูกรวมไว้ในคำเพียงคำเดียว... ผลประโยชน์ไงล่ะ! ดังนั้นพี่ชายของคุณจึงตั้งใจจะสืบหาคนที่มีความขัดแย้งกับครอบครัวนี้ หรือคนที่เคยทะเลาะกันมาก่อนกับบรรดาผู้ตาย จากนั้นก็เป็นไปได้มากว่าเขาจะส่งคุณไปสอบปากคำเหล่าพยาน”

“คุณรู้จักพี่ชายฉันดีขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่?”

“ผมไม่รู้จักเขาเป็นการส่วนตัวหรอก แต่เขาเป็นคนที่ดูออกง่ายมาก”

หลินถงซูหัวเราะ “คุณกำลังจะบอกว่าพี่ชายฉันเป็นคนโง่เหรอ?”

“คนอย่างพี่ชายคุณมาถึงจุดนี้ได้ในวัยเพียงเท่านี้ มีความเป็นไปได้อยู่สองอย่าง หนึ่งคือเขาเป็นฉลาดเป็นกรด หรือสอง... เขาไม่ได้ฉลาดเอาซะเลยแต่ขยันทุ่มเททำงานจนเกินตัว”

“งั้นพี่ชายของฉันเป็นคนประเภทที่หนึ่งหรือสองล่ะ?”

“เขาเป็นคนโง่ที่คิดว่าตัวเองฉลาดมากต่างหาก”

หลินถงซูหัวเราะเสียงดังและหันไปทุบเฉินฉี “เหตุผลของคุณไม่ค่อยสมเหตุสมผลเท่าไหร่เลย ยังมีความเป็นไปได้อื่นอีกนะ บางทีอาจเพราะเขามีเส้นสาย ครอบครัวฝากฝังให้ อะไรทำนองนี้”

“เรื่องนั้นเป็นไปไม่ได้ พ่อแม่ของพวกคุณจากไปแล้ว จะมีเส้นสายจากไหนมากพอจะฝากฝังล่ะ?”

หลินถงซูตกใจจึงรีบถามกลับ “คุณ… คุณรู้ได้ยังไง?”

“โอ้… อ๋อ ผมก็แค่เดาน่ะ คุณไม่ได้อยู่กับพ่อแม่แต่เช่าห้องอยู่ด้านนอก และตัวคุณเองก็ไม่เคยพูดถึงพ่อแม่กับผมเลยสักครั้ง แถมคุณป้าของคุณก็เป็นคนจัดการหาคู่ดูตัวให้ก็เลยเดาได้ไม่ยาก ผมขอโทษด้วยนะ ถ้าคำพูดของผมทำให้คุณรู้สึกไม่พอใจ”

หลินถงซูรู้สึกถึงความผิดปกติจากสิ่งที่เขาพูด แต่เธอไม่แน่ใจเหมือนกันว่าทำไมถึงคิดแบบนั้น ‘ปกติเฉินฉีสุขุมเยือกเย็นมาโดยตลอด แต่เมื่อกี้เขาดูตกใจแปลก ๆ เขารู้จักกับพี่ชายฉันอยู่แล้วเหรอ?!’

แต่หลังจากทบทวนอีกครั้งเธอก็ปัดความคิดนี้ทิ้งไป ‘จะเป็นไปได้ยังไงกัน? พวกเขาไม่เจอกันมาก่อนเลยนี่นา’

หลินถงซูกลับมาถึงที่สถานีตำรวจ เมื่อเปิดประตูห้องประชุมเข้าไปกลับพบว่าเก้าอี้ทุกตัวไม่เหลือว่างแล้ว หลินชิวผูยืนยืดอกผึ่งผายอยู่หน้าห้องเช่นเคย เขากวาดสายตาไปรอบห้อง “เมื่อคืนที่ผ่านมามีการสังหารหมู่ทั้งครอบครัวเกิดขึ้น ชายผู้ตายทำงานอยู่ที่บริษัทขายประกันแห่งหนึ่ง…”

หลังจากพูดถึงประวัติของผู้ตายโดยคร่าวแล้ว เขาจึงอธิบายต่อไป “หน่วยงานของเราให้ความสำคัญในการจัดการกับคดีนี้เป็นอย่างยิ่ง ตราบใดที่คดีนี้ถูกเผยแพร่สู่สาธารณชนจะทำให้ประชาชนทั่วทั้งมลรัฐและทั่วประเทศให้ความสนใจและเกิดความกังวลอย่างมากแน่นอน ดังนั้นพวกเราต้องคืนความยุติธรรมให้กับผู้ตาย และมอบคำตอบที่เหมาะสมให้กับสื่อมวลชน ทุกคนที่อยู่ที่นี่โปรดทุ่มเทให้กับคดีนี้อย่างเต็มกำลัง ใช้ความสามารถทั้งหมดที่พวกคุณมีเพื่อใช้ในการสืบสวนคดีนี้ และต้องปิดคดีนี้ให้ได้ภายในเวลาสี่สิบแปดชั่วโมง พวกคุณมั่นใจไหม?”

“พวกเรามั่นใจครับ/ค่ะ!” ทุก ๆ คนตอบโดยพร้อมเพรียงกัน

หลินชิวผูปิดไฟ จากนั้นจึงเปิดเครื่องฉายวิดีโอเพื่อแสดงภาพที่เกิดเหตุบนจอโปรเจคเตอร์ ขณะที่ภาพเลื่อนไปเรื่อย ๆ เขาก็ได้อธิบายในแต่ละจุดให้ได้ทราบทั่วกันอย่างละเอียด บรรดาเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ไม่ได้ไปเห็นสถานที่เกิดเหตุจริง พอได้เห็นภาพผู้เสียชีวิตถูกฆ่าอย่างทารุณต่างก็ร้องอุทานออกมาด้วยความตกใจ

แต่ละคนต่างผลัดเปลี่ยนกันแสดงความคิดเห็นของตัวเองออกมา จากเบาะแสที่มีอยู่ในมือตอนนี้แสดงให้เห็นไปในทิศทางเดียวกันคือคดีนี้ฆาตกรจะต้องเป็นคนรู้จักใกล้ชิด จากนั้นหลินชิวผูจึงจัดการมอบหมายงานต่างโดยเริ่มจากสืบสวนคนที่มีความสัมพันธ์กับผู้เสียชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ครอบครัวนี้ติดหนี้เงินกู้นอกระบบเป็นจำนวนกว่าแปดแสนหยวน อาจจะเป็นกุญแจสำคัญที่จะไขคดีนี้ได้

ทันทีที่ได้ยินอีกฝ่ายพูด หลินถงซูก็ต้องนับถือเฉินฉีอีกครั้งเพราะการคาดเดาของเขาตรงเผงอีกครั้งแล้ว

แถมเขายังเดาอีกอย่างได้ถูกต้องด้วย คืองานที่เธอได้รับมอบหมายจากเขาเป็นงานที่ง่ายที่สุด... ไปสอบถามพยานผู้เห็นเหตุการณ์

ถ้าเป็นก่อนหน้านี้หลินถงซูคงคัดค้านไปนานแล้ว แต่ตอนนี้เธอมีเฉินฉี... ที่ปรึกษาและผู้ช่วยเหลือผู้ทรงพลัง ดังนั้นเธอก็ไม่จำเป็นต้องโต้แย้งเรื่องนี้ เธอกลับคิดว่า ‘ยิ่งพี่ดูถูกฉันมากเท่าไหร่ ฉันก็จะพิสูจน์ให้เห็นว่าพี่คิดผิดมากเท่านั้น!’

แต่ประโยคถัดมาของหลินชิวผูทำให้เธอต้องตกใจ หลินชิวผูออกคำสั่ง “อีกอย่าง... หลินถงซู คุณจะต้องทำงานที่ได้รับมอบหมายร่วมกับสวีเสี่ยวตง”

“อะไรนะคะ?!” หลินถงซูอุทานเสียงหลง

“หมายความว่าไง? ยังไงคุณก็ต้องฟังคำสั่งของผมไม่ใช่เหรอ? เรื่องทั้งหมดคงมีเพียงเท่านี้ เลิกประชุม!”

เจ้าหน้าที่คนอื่นแยกย้ายกันไปทำงานที่ตัวเองได้รับมอบหมาย สวีเสี่ยวตงที่ได้งานง่าย ๆ จึงวิ่งมาหาเธอด้วยความเร่งรีบ “ถงซู เราเองก็ไปกันเถอะ!”

หลินถงซูโกรธมากจนเปลือกตากระตุก ว่าแล้ว... หลินชิวผูต้องไม่ยอมคนง่าย ๆ ดังภาพลักษณ์ที่แสดงออกในตอนแรก เขามอบหมายสวีเสี่ยวตงให้ทำคดีร่วมกับเธอก็เพื่อคอยเป็นหูเป็นตาอีกแรงนี่เอง ตอนนี้เธอรู้สึกว่าพี่ชายตัวดีชักจะใจแคบเกินไปหน่อยแล้ว!

หลินถงซูเหลือบมองสวีเสี่ยวตงแวบหนึ่งก่อนพูดเสียงแข็ง “ฉันจะไปเข้าห้องน้ำ!”

ระหว่างทางเดิน หลินถงซูก็โทรหาเฉินฉีแล้วยืนยันทฤษฎีของเขา “คุณคาดเดาได้ถูกเผง พี่ชายให้ฉันไปสอบปากคำพยานผู้เห็นเหตุการณ์จริง ๆ ไม่ใช่แค่นั้นนะ เขายังให้เพื่อนร่วมงานตามประกบฉันด้วย!”

“ฮ่าๆๆ!” เฉินฉีได้ยินแบบนั้นก็หัวเราะออกมา “งั้นคุณก็ควรทำตามนั้น”

“แต่...”

“ผมรู้น่าว่าคุณจำเป็นต้องทำตามคำสั่ง” ตอนนั้นเองเสียงดังของเขากลับดังขึ้นพร้อมกันจากในสายและด้านหลังตัวเธอ หลินถงซูหันขวับไปดูจึงเห็นเฉินฉีกำลังเดินตามมา

หลินถงซูกดวางสายและถามเขา “คุณมาทำอะไรเนี่ย?”

“ผู้กองหลินหลินสัญญากับผมไว้ไม่ใช่เหรอว่าจะให้ผมร่วมทำคดีด้วย? แน่นอนว่าไม่มีปัญหาอยู่แล้ว! กลับไปเรื่องเมื่อกี้นี้ก่อน ผมรู้ว่าคุณอยากทำผลงานไว ๆ แต่คดีนี้ยังมีโอกาสอีกมาก ทุกคนต่างก็กำลังตามหาเบาะแสอยู่ เพราะงั้นการไปพบพยานก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเสียหน่อย”

“งั้นคุณจะทำอะไรต่อ? จะมากับฉันเหรอ?”

“งานน่าเบื่ออย่างการพูดคุยไม่ใช่แนวผมเลยสักนิด”

“โธ่เอ๊ย เลิกให้ฉันเดาได้แล้วน่า”

“ที่จริงผมต้องการไปดูซะหน่อยว่าทีมเก็บหลักฐานได้อะไรมาบ้าง เผื่อจะนำมาเปรียบเทียบกับความคิดเห็น ผมได้ยินมาว่ารายงานของเจ้าหน้าที่ชันสูตรศพมักจะช่วยในการไขคดีได้ไม่น้อยเลย”

ขณะนั้นเองสวีเสี่ยวตงก็เดินออกมาจากห้องประชุมและหันมาเห็นเฉินฉีพอดี ปากของเขาอ้าหวอกลายเป็นรูปตัวโอ เขาพูดอย่างนึกลังเล “เฮ้ คุณใช่คนที่เกี่ยวข้องกับคดีก่อนหน้านี้รึเปล่าเนี่ย?”

“ผมชื่อเฉินฉี ผู้กองหลินมอบหมายให้ผมมาช่วยไขคดี ฝากตัวด้วยนะครับ” เฉินฉีตอบกลับโดยพูดความจริงแค่บางส่วนพลางยื่นมือออกไป

สวีเสี่ยวตงยังคงมึนงงอยู่แต่ก็ยื่นมือไปจับตามมารยาท จากนั้นเขาจึงหันมาถามหลินถงซู “ผู้กองหลินเรียกเขามาเพื่อการนี้จริง ๆ เหรอ?”

“เอ่อ... ใช่แล้ว!”

“เขาเป็นนักสืบชำนาญการหรือนี่?!” สวีเสี่ยวตงอุทาน

“ผมไม่กล้าเรียกตัวเองแบบนั้นหรอกครับ” เฉินฉีชี้ไปข้างหน้า “ผมขอตัวไปที่แผนกชันสูตรศพก่อน”

“รอเดี๋ยวสิ!” หลินถงซูหยุดเขา “ลืมตัวเหรอว่าคุณไม่รู้จักใครที่นี่เลยด้วยซ้ำ ฉันจะพาคุณไปเอง ฉันก็อยากฟังรายงานเหมือนกัน”

จบบทที่ บทที่ 23 พี่ชายใจแคบ

คัดลอกลิงก์แล้ว