เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 25 คุณลุงเพื่อนบ้าน

บทที่ 25 คุณลุงเพื่อนบ้าน

บทที่ 25 คุณลุงเพื่อนบ้าน


กำลังโหลดไฟล์

บทที่ 25 คุณลุงเพื่อนบ้าน

หลินถงซูนั่งรถของสวีเสี่ยวตงเดินทางกลับไปยังอาคารที่เกิดเหตุฆาตกรรม ทั้งคู่ถามทุกคนในตึกเกี่ยวกับเรื่องของผู้ตาย แต่เหตุการณ์เกิดขึ้นในช่วงกลางดึกสงัด ผู้พักอาศัยคนอื่น ๆ จึงไม่ได้ยินเสียงอะไรผิดปกติ และเพียงแสดงความเศร้าเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

บรรดาเพื่อนบ้านต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าครอบครัวนี้มีมิตรไมตรีดีมาก โดยเฉพาะชายเจ้าของห้องเขายิ้มแย้มทักทายเพื่อนบ้านอยู่เสมอ เขาเป็นคนนิสัยดีมาก อีกทั้งครอบครัวของเขายังแบ่งปันอาหารให้กับเพื่อนบ้านบ่อยครั้ง บางทีก็ช่วยกวาดฝุ่นตามทางเดินด้วย

ส่วนคำถามที่เฉินฉีแนะนำให้ถามพวกเขา ไม่มีเพื่อนบ้านคนไหนรู้ลึกถึงขนาดนั้น มีเพียงแค่คุณลุงคนหนึ่งที่อาศัยอยู่ในห้องฝั่งตรงข้าม เขาเห็นคนกลุ่มหนึ่งมาป้วนเปี้ยนแถวห้องของกงเหวินอยู่บ่อย ๆ พร้อมแบกถังสีมาด้วย ลักษณะคล้ายคนทวงหนี้ที่จ้องจะสาดสีใส่เป็นการข่มขู่คุกคาม คุณลุงหวังดีจึงเตือนให้พวกนั้นอย่ามาสร้างความวุ่นวาย จากนั้นจึงเรียกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยให้มาขับไล่ออกไป

หลินถงซูเตรียมตัวจะขอบคุณเขาและจบการตั้งคำถาม ขณะนั้นเองเฉินฉีก็โทรมาหาเธอ “การสืบสวนเป็นยังไงบ้าง?”

“ไม่มีความคืบหน้าอะไรเลย เพื่อนบ้านหลายคนบอกว่าครอบครัวนี้อัธยาศัยดีมาก ๆ และความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนบ้านก็สนิทสนมกันปกติดี”

“ถามความสัมพันธ์ระหว่างสามีภรรยาคู่นั้นด้วยสิ จำขั้นตอนการสืบสวนอาชญากรรมไม่ได้แล้วรึไง?”

หลังเฉินฉีวางสายไป หลินถงซูจึงบ่นอุบ “สำคัญตัวว่าเป็นเจ้านายฉันรึยังไงกัน?” จากนั้นเธอจึงหันไปคุยกับคุณลุงต่อ “ฉันมีอีกคำถามหนึ่งค่ะ ความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยาของพวกเขาดีแค่ไหนคะ?”

“นั่นคำถามอะไรของคุณน่ะ? พวกเขาเป็นสามีภรรยากัน ความสัมพันธ์ของพวกเขาก็ต้องดีสิ ไอ้หมอนี่ก็แค่สุ่มคำถามไปมั่ว ๆ คุณจำเป็นต้องทำตามเขาว่าทุกอย่างเลยเหรอ?” สวีเสี่ยวตงบ่นเพราะได้ยินเสียงจากโทรศัพท์เช่นกัน

ไม่คาดคิดว่าคุณลุงจะตอบกลับโดยทันที “ความสัมพันธ์ช่วงแรกก็ดูรักใคร่กันดีอยู่หรอก แต่ช่วงปีนี้ไม่รู้ว่าทำไมพวกเขาถึงได้ทะเลาะกันเป็นประจำ”

“จริงเหรอ?” ทั้งสองตกใจในคำตอบนั้น หลินถงซูจึงยิงคำถามต่อไป “คุณช่วยอธิบายเรื่องนี้ให้พวกเราทราบอย่างละเอียดได้ไหมคะ?”

ตอนนั้นเองภายในห้องของคุณลุงกลับมีเสียงบางอย่างร้องเตือน เขาจึงขัดจังหวะขึ้นเสียก่อน “ซุปที่ผมต้มไว้เดือดพอดีน่ะ ขอโทษด้วยนะ!” ว่าแล้วเขาก็รีบหันกลับเข้าไปในห้องอย่างรวดเร็ว

ทั้งคู่หันมองหน้ากัน หลินถงซูเสนอขึ้น “เข้าไปข้างในก่อนเถอะ”

“เดี๋ยวสิ เขายังไม่อนุญาตเลยนะ” สวีเสี่ยวตงเกิดความเกรงใจขึ้นมากะทันหัน

“มัวแต่ชักช้าเดี๋ยวก็พลาดข้อมูลสำคัญหรอก”

หลินถงซูไม่สนใจเขาและเดินเข้าไปในห้องทันที พบว่าคุณลงคนนั้นกำลังสาละวนอยู่ภายในครัว เขาหยิบถ้วยออกมาตักซุปสองถ้วยก่อนยื่นให้พวกเขา “คุณสองคนคงทำงานกันเหนื่อยน่าดู พักกินซุปสักหน่อยสิ”

“เอ่อ ไม่เป็นไรค่ะ ขอบคุณมาก!”

“อย่าเกรงใจเลย ค่อย ๆ กินไปพูดคุยกันไปก็ได้”

ทั้งคู่รู้สึกเกรงใจจึงรับถ้วยซุปมาตามมารยาท คุณลุงเริ่มเล่าว่าสามีภรรยาคู่นี้โต้เถียงกันบ่อยมาก จับสังเกตว่าจะทะเลาะกันด้วยเรื่องใหญ่โตทุก ๆ ห้าวัน ส่วนทุกสามวันจะขัดแย้งกันด้วยเรื่องเล็กน้อย ทุกครั้งที่เกิดเรื่องพวกเขาชอบทำลายข้าวของและเขวี้ยงจานชามเสียงดัง จากนั้นจึงตามด้วยเสียงร้องไห้โฮของเด็กชาย ส่วนหญิงชราแม่ของหญิงสาวนั้นเข้าข้างลูกสาวของตนเสมอ ทั้งยังออกโรงปกป้องและมีปากเสียงกับลูกเขยอยู่เป็นประจำ เมื่อมีคนคอยหนุนหลังหญิงสาวจึงเอาแต่ตะโกนลั่นและสรรหาข้อบกพร่องของอีกฝ่ายมาก่นด่า หลายครั้งในช่วงกลางดึก คุณลุงมักได้ยินชายเจ้าของห้องตะโกนโต้กลับไปว่า “ฉันไม่อยากอยู่ในสภาพนี้อีกแล้ว!”

หลินถงซูนั่งฟังพร้อมคิดตาม ‘ทำไมคุณลุงคนนี้ถึงได้ตามติดสถานการณ์ของครอบครัวฝั่งตรงข้ามละเอียดดีจัง’ เธอกวาดสายตามองไปรอบห้อง ในห้องนี้ไม่มีโทรทัศน์ เฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ในห้องบ่งบอกว่าชายชราอาศัยอยู่เพียงคนเดียว ดังนั้นเขาคงเป็นคุณลุงขี้เหงาคนหนึ่งที่ไม่มีกิจกรรมอะไรทำ จึงตั้งใจเงี่ยหูฟังเรื่องของครอบครัวอื่นเป็นพิเศษ

ข้อสรุปดังกล่าวทำให้เธอภูมิใจกับตัวเองมาก ‘ดูเหมือนว่าฉันเริ่มซึมซับทักษะจากคนใกล้ตัวมาบ้างแล้วสินะ ตอนนี้ฉันสามารถตั้งข้อสันนิษฐานและหาเหตุผลได้ไม่เลวเลย’

“คุณลุงคะ พอจะรู้สาเหตุที่พวกเขาทะเลาะเบาะแว้งกันหรือเปล่า?” หลินถงซูถาม

“สาเหตุน่ะเหรอ?” คุณลุงกะพริบตาและทำท่าราวกับการนินทาเป็นสิ่งที่ช่วยจรรโลงใจเสียเหลือเกิน “จะเป็นเรื่องอะไรไปได้ถ้าไม่ใช่เรื่องเงิน! พวกเขาติดหนี้ก้อนใหญ่ แล้วอย่าลืมเสียล่ะว่าครอบครัวของเขามีกันตั้งสี่ชีวิต แต่เงินกินใช้หักโน่นนี่แล้วเหลือแค่ไม่กี่พันหยวนต่อเดือน รายได้ก็มาจากการทำงานของกงเหวินแค่ทางเดียวเท่านั้น เพราะฉะนั้นจะไม่ให้พวกเขาวิตกยังไงไหว? สามีภรรยาคู่นั้นต่างกดดันมาก ต่อให้ตอนแรกจะยังพอหาหนทางถูไถไปได้เป็นครั้ง ๆ ไป แต่นานวันเข้าก็กลายเป็นเรื่องใหญ่อย่างไม่ต้องสงสัยเลยล่ะ!”

“ดูเหมือนคุณลุงจะรู้เรื่องของครอบครัวนี้ดีมาก ๆ เลยนะคะ”

“ไม่ใช่แค่เรื่องของครอบครัวนี้หรอก ไม่ว่าเรื่องของเพื่อนบ้านคนไหนผมก็รู้หมดแหละ!” คุณลุงพูดด้วยความภาคภูมิใจ

ขณะนั้นเองสวีเสี่ยวตงกลับพูดแทรกขึ้น “คุณลุงครับ ซุปของคุณดูเหมือนจะเค็มไปหน่อย”

หลินถงซูหันขวับไปมองเขา เจ้าบ้านี่สนใจแต่การกินซุปแถมยังซดเข้าไปจนเกือบหมดถ้วย! เธอใช้ไหล่ดันกระแทกตัวเขาทันทีเป็นการตำหนิจนสวีเสี่ยวตงร้องโอ๊ย

“งั้นเดี๋ยวผมจะไปเติมน้ำสักหน่อยแล้วตักเพิ่มให้คุณใหม่” คุณลุงตั้งท่าจะลุกจากเก้าอี้

“ไม่ต้องค่ะ ไม่เป็นไร อย่าใส่ใจเขาเลย คุณเล่าต่อเถอะค่ะ แล้วคุณลุงรู้ไหมคะว่าทำไมครอบครัวของเขาถึงได้เป็นหนี้มากมายขนาดนั้น?”

“เรื่องนี้ผมเองก็ไม่เคยได้ยินพวกเขาพูดถึงมาก่อน แต่เดาว่าอาจเป็นผลพวงมาจากอาการล้มป่วยของพ่อตาเขา เหล่าซูเสียชีวิตไปเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา แต่ก่อนหน้านั้นก็ยื้อชีวิตกันมาตั้งปีกว่า ใช้เงินรักษาไปไม่น้อย แต่สุดท้ายเงินเหล่านั้นก็สูญเปล่า ผมเคยแนะนำให้พวกเขารักษาเหล่าซูที่บ้านด้วยวิธีอนุรักษนิยม ไม่เห็นจำเป็นต้องนำส่งโรงพยาบาลและรับการผ่าตัดเลย ไม่รู้รึว่าสถานที่นั้นนอกจากดูดชีวิตแล้วยังขูดรีดเงินทองไปจากเรา ตัวเหล่าซูเองก็อายุปาเข้าไปแปดสิบกว่าแล้ว จะเร็วหรือช้าสุดท้ายเขาก็ต้องตายอยู่ดี ไม่เห็นต้องพยายามใช้เงินยื้อเวลาให้มากเรื่อง เฮ้อ... ยิ่งชราภาพเท่าไหร่โรคภัยก็ยิ่งถามหา อยู่ที่ความตายจะมาพรากลมหายใจไปเมื่อไหร่ก็เท่านั้น!”

หลินถงซูคิดตามและพบว่าสิ่งที่เขาพูดมีเหตุผล แต่แล้วก็รู้สึกว่าคนข้าง ๆ กำลังขยับตัวยุกยิก สวีเสี่ยวตงตักซุปที่เหลือเข้าปากและเริ่มประเมินรสชาติอีกรอบ จากนั้นจึงยกย่องฝีมือการปรุงอาหารของคุณลุงไม่หยุดปาก ซึ่งคุณลุงก็ปลื้มปริ่มมากและเชิญพวกเขามากินซุปอีกในโอกาสหน้า

หลินถงซูเริ่มเข้าใจอะไรบางอย่างบ้างแล้ว เธอถามต่อไป “โดยปกติแล้วคนเราจะยอมกู้เงินนอกระบบที่ดอกเบี้ยมหาโหดแค่เพื่อนำมารักษาคนที่บ้านเชียวหรือคะ? ต่อให้เงินขาดมือจริงก็ควรนำห้องไปจำนองแทนจะเป็นการดีกว่าหรือเปล่า? โอ้ จริงสิคะ คุณลุงได้ยินเขาพูดถึงการนำห้องไปจำนองบ้างไหม?”

คุณลุงส่ายหน้า “เรื่องนี้ผมเองก็ไม่รู้ สงสัยคุณต้องกลับไปค้นข้อมูลที่สถานีตำรวจดู ยัยหนู... ทำไมไม่แตะซุปสักช้อนเลยล่ะ?”

“อ๊ะ ฉันจะกินเดี๋ยวนี้ล่ะค่ะ!”

หลังตักซุปกินจนหมดถ้วย คุณลุงเจ้าของห้องจึงเดินลงมาส่งเขาถึงหน้าประตูอาคาร โดยที่สวีเสี่ยวตงพูดคุยกับคุณลุงอย่างเป็นกันเองตลอดทาง ทันทีที่ทั้งสองเดินพ้นออกมาจากตัวอาคารแล้วหลินถงซูก็รีบหันไปตำหนิเขา “คุณตั้งใจมากินหรือมาสืบคดีกันแน่?”

“โธ่ เธอจะเข้าใจอะไร การทำแบบนี้เท่ากับเป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับมวลชนยังไงล่ะ ถ้าผมไม่ทำตัวเฟรนลี่แล้วเขาจะยอมเล่าข้อมูลทุกเรื่องที่คุณอยากรู้จนหมดเปลือกขนาดนี้เหรอ?”

หลินถงซูขี้เกียจเกินกว่าจะโต้เถียงกับเขา เธอรีบส่งข้อมูลที่ได้รับมาให้เฉินฉีรู้ผ่านวีแชททันที และเขาก็พิมพ์ตอบกลับเธอแทบจะในทันทีเช่นกัน “เรื่องนี้ต้องมีเงื่อนงำอะไรบางอย่างแน่ คุณลองไปสืบถามบริษัทที่ผู้ตายทำงานอยู่ก็ดีนะ”

สวีเสี่ยวตงแอบเหล่ตาอ่านข้อความผ่านจอมือถือของหลินถงซู “ผู้ชายคนนี้คิดว่าตัวเองเป็นใครกัน? คำพูดคำจาแต่ละอย่างแทบจะชี้นิ้วสั่งอยู่ละ ผมฟังคำสั่งจากผู้กองหลินเท่านั้น ไม่ใช่จากเขา!”

“เขาเก่งกว่าคุณเป็นร้อย ๆ เท่า!” หลินถงซูตอบโต้

สวีเสี่ยวตงสะดุ้งโหยง “ถงซู คุณคงไม่ได้ชอบเขาจริง ๆ ใช่ไหม?”

หลินถงซูก้าวฉับ ๆ ตรงไปที่ทางออกของตัวอาคาร สวีเสี่ยวตงกึ่งเดินกึ่งวิ่งตามมาจนทัน “นี่ก็ห้าโมงเย็นแล้วนะ ไปกินข้าวกันสักหน่อยไหม เดี๋ยวผมเลี้ยงคุณเอง!”

“กิน กิน แล้วก็กิน! ใจคอคุณจะสนใจแต่เรื่องกินรึไง? เราต้องไปที่บริษัทก่อนที่จะปิดทำการนะ!”

ไม่นานนักพวกเขาจึงขับรถมาบริษัทประกันที่กงเหวินทำงานอยู่ ออฟฟิศยังคงเปิดอยู่ในตอนที่พวกเขามาถึง จู่ ๆ สวีเสี่ยวตงก็เหมือนมีความคิดบางอย่างแวบเข้ามาในสมอง “ผมพอเข้าใจแล้ว ผู้ตายทำงานให้กับบริษัทประกัน เพราะงั้นคดีนี้ต้องเกี่ยวข้องกับประกันภัยแน่ ๆ!”

“เกี่ยวข้องกันแบบไหนล่ะ?” หลินถงซูถามกลับ

“ก็... อาจมีใครสักวันหวังเอาเงินประกันจากเขา”

“ผลประโยชน์ที่จะได้รับจากประกันภัย ผู้ที่จะได้ต้องเป็นคนในครอบครัวเท่านั้น คนนอกไม่มีส่วนได้เสียอะไรซะหน่อย”

สวีเสี่ยวตงมือเกาแก้มตัวเองแก้เขินและพยายามพูดกลบเกลื่อน “ผมว่าต้องเกี่ยวสักอย่างแหละ ไปดูเดี๋ยวก็รู้!”

ทั้งสองพบกับคุณป้าที่เป็นหัวหน้าทีมขายประกันของกงเหวิน เมื่อถามไถ่ถึงเรื่องเกี่ยวกับเขาคุณป้าจึงรีบตอบกลับทันที “โอ้ เสี่ยวกงน่ะเหรอ เขาทำงานเก่งแถมยังนิสัยดีมาก ๆ เลยล่ะ เขาเป็นคนทุ่มเทเต็มร้อยและใสซื่อจริงใจมาก เขาทำงานให้ฉันมาประมาณสิบปีแล้ว ไม่เคยทำอะไรผิดพลาดเลย”

“คุณหรือเปล่าคะว่าความจริงแล้วเขาติดหนี้นอกระบบก้อนโตเลย” หลินถงซูถาม

“ติดหนี้งั้นเหรอ!?” คุณป้าดูตกใจมาก แต่แล้วก็แปรเปลี่ยนสีหน้าครุ่นคิดกลับมาเป็นปกติ การแสดงออกที่รวดเร็วนั้นทำให้หลินถงซูไม่คิดอะไรมาก “ไม่รู้สิ เพราะนี่ถือเป็นเรื่องส่วนตัวของเขา”

“เขาเคยลงทุนทำประกันในนามตัวเองหรือเล่าครับ?” สวีเสี่ยวตงถามบ้าง

“อ้อ แน่นอนสิ”

“รู้ไหมครับว่าเขาทำไว้สำหรับใครบ้าง?”

“ตัวเขาเอง ภรรยา แม่ยาย แล้วก็ลูกชายของเขาน่ะ”

ได้ยินแบบนี้สวีเสี่ยวตงจึงพูดกับหลินถงซูด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น “เห็นไหม!? ผมบอกคุณแล้วว่าคดีนี้ต้องเกี่ยวข้องกับเงินประกันแน่!”

จบบทที่ บทที่ 25 คุณลุงเพื่อนบ้าน

คัดลอกลิงก์แล้ว