เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 14 บุคคลที่นับถือ

บทที่ 14 บุคคลที่นับถือ

บทที่ 14 บุคคลที่นับถือ


กำลังโหลดไฟล์

บทที่ 14 บุคคลที่นับถือ

หลังกินซุปหม่าล่าริมฝีปากของเฉินฉีก็แดงเถือกเพราะความเผ็ดร้อนที่ได้รับ หลินถงซูมองเขาด้วยสายตารังเกียจแต่กลับถูกเขาล้อเลียน “ผมรู้น่าว่าผมหล่อ แต่คุณไม่ต้องจ้องผมตลอดเวลาก็ได้”

หลินถงซูทุบแขนเขาขณะโต้กลับ “คุณรู้ไหมว่าตอนอยู่ในร้านฉันกลัวแค่ไหน ฉันกังวลมากว่าเธอ...” เธอเหลือบมองเกาเสี่ยวฮุ่ยที่นั่งอยู่บริเวณเบาะหลัง “ฉันกลัวมากว่าผู้ต้องสงสัยจะวิ่งหนี!”

“โอเค! โอเค คราวหน้าผมจะตัดสินใจส่ง ๆ แบบนี้อีก”

บนถนนระหว่างทางกลับไปยังสถานีตำรวจ หลินถงซูได้รับโทรศัพท์ถึงสามสายเพื่อเร่งให้เธอรีบกลับไปโดยเร็ว เพราะหลินชิวผูอดกังวลไม่ได้ว่าระหว่างทางอาจเกิดอันตรายขึ้นกับน้องสาวของเขาจนผิดแผน

ครึ่งชั่วโมงต่อมารถจึงเคลื่อนไปจอดเทียบอยู่บริเวณหน้าสถานีตำรวจ หลินชิวผูและเจ้าหน้าที่อีกหลายคนซึ่งยังไม่มีข้าวมื้อกลางวันตกถึงท้องต่างออกมารอจ่อหน้าประตู ทันใดนั้นหลินถงซูจึงเข้าใจเจตนาของเฉินฉี ‘หมอนี่คงต้องการถ่วงเวลาให้ทุกคนกระวนกระวายนั่งไม่ติดเพื่อจะแก้เผ็ดแน่ ๆ’

รถจอดสนิท หลินถงซูและเฉินฉีเปิดประตูลงจากรถพร้อมกัน หลินชิวผูตรงเข้าไปหาขณะที่ดวงตาจับสังเกตถึงความผิดปกติ จากนั้นจึงแค่นเสียงเย็นชาเมื่อเห็นคนที่เขาไม่ชอบหน้า “กระแสน้ำเปลี่ยนทิศแต่ภูเขาไม่เคยเปลี่ยนตำแหน่ง* คุณเฉิน จะไม่พูดถึงความรู้สึกเมื่อถูกเชิญมาสถานีเป็นครั้งที่สองหน่อยเหรอ? เข้าไปในห้องสอบสวนและพูดคุยกันสักหน่อยเป็นไง!”

* กระแสน้ำเปลี่ยนทิศแต่ภูเขาไม่เคยเปลี่ยนตำแหน่ง = สำนวนแปลความหมายได้ว่าแม้บางสิ่งเปลี่ยนแปลง แต่อีกสิ่งกลับเหมือนเดิมทุกประการ

เฉินฉีแสดงท่าทียียวนพร้อมชี้ไปที่รถ “บางทีคุณอาจได้เวลาตัดแว่นแล้วนะผู้กองหลิน ยังมีอีกคนนั่งอยู่ในรถ คุณมองไม่เห็นหรือยังไงกัน?”

หลินชิวผูมองเข้าไปในรถตามที่เขาว่าก่อนจะหันไปมองหลินถงซูด้วยความไม่เข้าใจ หลินถงซูเห็นดังนั้นจึงรีบชี้แจง “ผู้กองหลิน นั่นคือผู้ต้องสงสัยว่าเป็นฆาตกรในคดีนี้ตัวจริง เธอสารภาพทุกอย่างหมดเปลือกแล้ว!”

“แต่... ทำไมถึงเป็นผู้หญิงไปได้ล่ะ? คุณได้บันทึกเสียงขณะทำการสอบสวนเอาไว้ไหม?”

“โอ้! เอ่อ... ไม่เลย...” หลินถงซูตอบไม่เต็มเสียงนัก

เฉินฉีรีบหยิบโทรศัพท์มือถือของตัวเองออกมาและพูดขึ้น “ผมบันทึกเอาไว้หมดแล้ว เดี๋ยวจะส่งให้คุณเอง”

“ว้าว! คุณนี่รอบคอบเรื่องรายละเอียดพวกนี้จริงเชียว!” หลินถงซูชื่นชมเขา

“หมายความว่าไง? คุณสองคนไปไขคดีด้วยกันมาเหรอ?” หลินชิวผูหันไปหาหลินถงซูทันที “ทำไมคุณถึงมาอยู่กับหมอนี่ได้?”

เฉินฉีจงใจเพิกเฉยต่อท่าทีที่อีกฝ่ายแสดงออกนอกหน้าว่ามองตัวเองเป็นศัตรู “คดีนี้ไขได้ก็เพราะคุณหลิน ผมมีโอกาสช่วยเหลือเธอแค่นิดหน่อย ผู้กองหลิน ผมคิดว่าคุณมักจะละเลยความสามารถของน้องสาวคุณอยู่เสมอ ความจริงแล้วสัญชาตญาณความกระตือรือร้นของเธอเฉียบคมไม่แพ้ใครเลย ผมบอกไว้ตรงนี้ว่าหลังปิดคดีได้แล้วคุณควรมองน้องสาวของคุณซะใหม่”

ใบหน้าของหลินถงซูเปลี่ยนเป็นสีแดงเรื่อเมื่อได้รับการชื่นชมที่ดูจะเกินจริงไปสักหน่อย ส่วนหลินชิวผูตกตะลึงไม่น้อยและหันไปหาเธออีกครั้ง “เธอไม่ฟังคำสั่งจากฉันและทำคดีนี้โดยพลการได้ยังไงกัน?”

“ไม่แล้วค่ะ! จะไม่เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นอีก!” หลินถงซูพูดยิ้ม ๆ

“ครั้งเดียวก็เกินพอแล้ว เตรียมรับข้อลงโทษได้เลย!” หลินชิวผูขู่ด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“ดี งั้นส่วนที่เหลือให้พวกคุณไปจัดการต่อเองก็แล้วกัน รีบควบคุมเธอออกไปจากรถทีเถอะ ผมต้องรีบไปทำงานต่อ” เฉินฉีเปิดประตูรถ “โอ้ จริงสิ ถ้าพวกคุณจะให้เรียกผมมาเป็นพยานรบกวนนัดหมายไว้ล่วงหน้าด้วยนะ เพราะงานผมค่อนข้างยุ่งน่าดูเลยล่ะ”

หลังเฉินฉีจากไปแล้วหลินชิวผูจึงเปิดไฟล์บันทึกเสียงที่อีกฝ่ายส่งให้เพื่อฟังประกอบการพิจารณาคดี ความจริงของสาเหตุทั้งหมดไม่อยู่ในการคาดเดาของเขามาก่อน ถึงอย่างไรก็ตามเขาก็ยังไม่เข้าใจในสิ่งหนึ่งจึงหันไปถามหลินถงซู “ไหนไอ้หมอนั่นบอกว่าเขาช่วยคุณแค่นิดเดียวไง ทำไมถึงมีแต่เสียงเขาที่เป็นคนสอบสวน? ตกลงใครช่วยใครกันแน่?”

หลินถงซูเองก็นึกกระดากอายจึงไม่คิดปิดบังอีกต่อไป “ถ้าฉันบอกคุณ คุณต้องเชื่อฉันนะ ที่จริงแล้วคดีนี้เขาเป็นคนไขด้วยตัวคนเดียวทั้งหมดเลยค่ะ!”

“เขา? คนขับอูเบอร์เนี่ยนะ?!” หลินชิวผูนิ่งอึ้งไปอีกครั้ง

เกาเสี่ยวฮุ่ยให้การรับสารภาพทั้งหมด หลักฐานทุกชิ้นได้ทำการรวบรวมไว้อย่างครบถ้วนและมีผลพิสูจน์ยืนยันตรงกัน ทำให้หลินชิวผูสามารถส่งมอบคดีและดำเนินการทางกฎหมายต่อไปได้อย่างรวดเร็ว สื่อรายงานข่าวดังกล่าวสู่สาธารณชนโดยใช้พาดหัวที่สะดุดตาอย่าง ‘รักสลายจนกลายเป็นเหตุสังหาร’ ‘เพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด’ และแน่นอนว่าพวกเขาไม่ได้พูดถึงชื่อเฉินฉี แต่ให้เครดิตเขาไว้ในนาม ‘ด้วยการช่วยเหลือจากพลเมืองดีท่านหนึ่ง’ เท่านั้น

หลินถงซูได้รับการยกย่องจากทางสำนักงานตำรวจจากการทำคดีที่ประสบความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ แม้ว่านี่จะเป็นครั้งแรกที่หลินถงซูได้รับรางวัลอันมีเกียรติ แต่เธอก็อดรู้สึกผิดอยู่ในใจไม่ได้

หลังพิธีมอบรางวัลเชิดชูเกียรติเสร็จสิ้น หลินชิวผูจึงมาพบเธอเป็นการส่วนตัวโดยที่สีหน้ามืดมนไม่สู้ดีนัก “ตามผมมาที่ห้องส่วนตัวหน่อย”

ทันทีที่ก้าวเข้าไปในห้องส่วนตัวของหลินชิวผู หลินถงซูเป็นฝ่ายทักทายก่อน “ผู้กองคะ จำเป็นต้องลงโทษฉันทางวินัยด้วยเหรอ? แค่เรื่องสะสางคดีโดยไม่ได้รับอนุญาตเนี่ยนะ?”

“ลงโทษทางวินัยอะไรกัน? ในเมื่อคุณทำความดีความชอบจนท่านผู้บัญชาการถึงกับลงมามองรางวัลให้ด้วยตัวเอง ถ้าผมยังลงโทษคุณอีกคนอื่นจะไม่มองว่าผมใจแคบรึ?”

“ถ้างั้นคุณเรียกฉันมาทำไมล่ะ?”

“ผมยังข้องใจอยู่อย่างหนึ่ง ผู้ชายคนนั้นเป็นใครกันแน่? แค่คนขับรถที่ไม่มีการเรียนรู้วิชาชีพสืบสวนจะไขคดีทั้งหมดแตกฉานได้ยังไง? อีกอย่างเขายัง...” หลินชิวผูเกือบหลุดคำว่าแม้แต่เขาเห็นแล้วยังรู้สึกอับอายแทบอยากลาออกไปซะ แต่ไม่มีความกล้าพอที่จะพูดจึงได้แต่กลืนคำนั้นกลับลงคอไป

“ความจริงฉันก็คิดว่าเขาคงเป็นนักสืบมืออาชีพ ความรู้ของเขาเกี่ยวกับการสืบสวนคดีอาญาเข้าขั้นชั้นยอดเลยเชียว คิดด้วยซ้ำว่าเขาอาจเป็นตำรวจนอกเครื่องแบบหรือเปล่า...”

“จะบ้าหรือไง?! คุณเคยเห็นตำรวจนอกเครื่องแบบคนไหนรับจ็อบขับอูเบอร์ไหมล่ะ? แล้วการไปขุดค้นภูมิหลังของเขานี่หมายความว่ายังไงกัน? ยิ่งคิดก็ยิ่งสงสัยไม่หาย ไม่ว่าผมจะอยู่ในฐานะหัวหน้าหรือพี่ชายของคุณก็ทนไม่ได้หรอกนะที่จะปล่อยให้คุณไปอยู่ใกล้ไอ้หมอนั่นที่ไม่รู้แม้แต่หัวนอนปลายเท้าน่ะ!”

“ข้อนี้คุณมั่นใจได้เลยค่ะผู้กองหลิน ฉันแค่ตรวจสอบตัวตนของเขาเบื้องต้นเท่านั้น ไม่มีอะไรอื่นแอบแฝง”

หลินชิวผูยังมองเธอด้วยสายตาไม่ไว้ใจ แต่เธอทำไม่สนใจและโค้งตัวทำความเคารพ “ฉันจะสืบหาข้อมูลของเขาให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ค่ะ!”

“อีกเรื่อง...” สีหน้าของหลินชิวผูผ่อนคลายลง น้ำเสียงผ่อนลงขณะที่พูดคุยกับอีกฝ่าย “วันอาทิตย์นี้อย่าลืมไปลายเดท* ล่ะ”

*บลายเดท = การไปตามนัดเดทโดยที่ทั้งสองฝ่ายยังไม่เคยเห็นหน้ากันมาก่อน

“ห๊ะ?!” ริมฝีปากของหลินถงซูอ้ากว้าง “พี่หมายถึงอะไร? บลายเดท?”

“อย่าทำเป็นไร้เดียงสาน่า ป้าของเธอจัดแจงเลือกคู่ไว้ให้เธอแล้ว พี่จะปฏิเสธได้ยังไงกัน?”

“อย่าบอกนะว่าพี่แอบหักหลังฉัน?”

“พี่จะไปหักหลังอะไรเธอ? เรื่องที่น่ายินดีที่สุดในชีวิตของผู้หญิงคือการแต่งงานนะ เธอไปเจอเขาแล้วก็พูดคุยตามน้ำไปนั่นแหละ”

“ง่ายขนาดนั้นทำไมพี่ไม่ไปเองล่ะ?” หลินถงซูไม่เต็มใจอย่างเห็นได้ชัด

“น้องสาว ให้ความร่วมมือหน่อยเถอะ ไล่พี่ไปบลายเดทคิดว่าชีวิตนี้พี่จะขายไม่ออกรึไง? ผู้ใหญ่เขาคงเป็นห่วงเธอเลยอุตส่าห์มีน้ำใจจัดการเรื่องนี้ให้ ถ้าปฏิเสธไม่ไปซะจะเป็นการเสียมารยาทเอาได้”

“ก็ได้” หลินถงซูถึงไม่มีทางเลือกนอกจากจำใจตอบตกลง “แล้วผู้ชายคนนั้นเป็นใครเหรอคะ? ฉันถามได้ไหม?”

หลินชิวผูหยิบกรอบรูปขึ้นมาปัดฝุ่นและเริ่มทบทวนข้อมูลที่ตัวเองรับรู้มา “พี่ได้ยินมาว่าเขาเป็นวิศวกรซอฟต์แวร์ จบจากนอก มีดีกรีสูงเชียวล่ะ พี่เห็นรูปถ่ายแล้วด้วย... เขาก็ดูดีอยู่นะ”

“เขาหล่อเท่าพี่หรือเปล่าล่ะ?”

หลินชิวผูเพิ่งยิ้มออก “เรียกว่าคนละสไตล์ดีกว่า”

หลินถงซูยิ้มออกเช่นกัน สายตาเหลือบมองกรอบรูปในมือของพี่ชายแล้วจึงตั้งคำถาม “อ๊ะ จริงสิ ฉันนึกอยากถามเรื่องนี้แต่ก็ลืมตลอดเลย ทำไมพี่ต้องวางรูปผู้ชายคนนี้ไว้บนโต๊ะทำงานตลอดด้วยล่ะคะ? อย่าบอกนะว่าพี่...”

หลินชิวผูเบ้ปาก “เหลวไหล! นี่คือไอดอลของพี่ต่างหาก เขาเป็นตำรวจ”

“เหรอคะ?” หลินถงซูจ้องภาพนั้นอีกครั้ง ผู้ชายในรูปควรอายุประมาณยี่สิบไม่เกินสามสิบปี แต่งกายด้วยเสื้อแจ็กเกตกันลม สองมือยกขึ้นเท้าเอว รอยยิ้มที่ส่งให้กล้องเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจเป็นพิเศษ “เขาคือใครคะ?”

“เขาชื่อซ่งหลาง เป็นรุ่นพี่ของพี่อีกทีหนึ่ง ตอนที่พี่เริ่มทำงานเป็นตำรวจเธอยังเรียนชั้นมัธยมต้นอยู่เลยมั้ง เลยไม่รู้ว่าเขาคนนี้มีชื่อเสียงฉกาจฉกรรจ์ในวงการแค่ไหน ไม่ว่าคดีใดที่ผ่านมือไม่เคยมีแม้แต่คดีเดียวที่เขาไม่สามารถไขได้ หลายคนเรียกขานว่าเขาเป็นอัจฉริยะยอดนักสืบแห่งเมืองหลงอัน ในบรรดาพวกที่เป็นตำรวจมาตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปไม่มีใครไม่รู้จักเขา มหาวิทยาลัยหลายที่ต้องการจ้างเขามาเป็นวิทยากรพิเศษ แต่เขาค่อนข้างถ่อมตัวจึงปฏิเสธไปทุกราย”

“ตอนฉันอยู่ที่หลงอันทำไมถึงไม่เคยเห็นหน้าเขาเลยล่ะ? เขาถูกย้ายไปประจำการที่อื่นใช่ไหมคะ?” หลินถงซูคาดเดา

หลินชิวผูส่ายหน้า “เปล่า เขาหายตัวไป”

“มีบางคนพยายามตามล่าเขาเหรอ?”

“เรื่องนั้นพูดยาก ใครบางคนบอกว่าเขาฆ่าเพื่อนร่วมงาน ตอนที่บุกเข้าไปจับกุมเขาไปพี่ก็ไปด้วย แต่พี่ไม่อยากเชื่อเลยว่ามันจะเป็นเรื่องจริง ที่พี่วางรูปเขาไว้บนโต๊ะก็เพื่อเตือนใจตัวเอง หวังว่าสักวันพี่จะเก่งกาจให้ได้แบบเขา” หลินชิวผูไล้นิ้วมือไปตามกรอบรูปด้วยความอาวรณ์ ร่องรอยความเศร้าปรากฏชัดในแววตา

หลินถงซูจับจ้องไปยังรอยยิ้มของชายในภาพที่เธอไม่รู้จัก จู่ ๆ ก็เกิดความคิดประหลาดขึ้น ทำไมเธอถึงคุ้นตากับท่าทางแบบนี้เหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อนเลยนะ?

จบบทที่ บทที่ 14 บุคคลที่นับถือ

คัดลอกลิงก์แล้ว