เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 15 ดูตัว

บทที่ 15 ดูตัว

บทที่ 15 ดูตัว


กำลังโหลดไฟล์

บทที่ 15 ดูตัว

คดีที่ 2 ฆ่าล้างครัว

หลินถงซูได้รับสายจากเฉินฉีในวันหยุดสุดสัปดาห์ เขาถามเธอว่า “วันนี้คุณหลินหยุดงานหรือเปล่าครับ?”

“ใช่ค่ะ ทำไมเหรอ?”

“คุณคงยังไม่ลืมสัญญาที่ว่าจะเลี้ยงข้าวผมหรอกใช่ไหม? ผมเพิ่งส่งลูกค้าคนล่าสุดเสร็จเมื่อกี้นี้เอง กระเพาะผมร้องโครกครกไปหมดแล้ว”

หลินถงซูจำได้ แต่ตอนนั้นเธอแค่รับปากไปแบบส่ง ๆ เท่านั้น ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะความจำดีขนาดนี้ ดังนั้นเธอจึงตอบตกลง “โอเค ถ้างั้นฉันจะชวนคุณไปกินมื้อเที่ยงสักหน่อย มารับฉันได้ไหมล่ะ?”

“ส่งโลเคชันให้ผมสิ”

หลินถงซูขอให้เฉินฉีขับไปจอดรอเธอแถวแหล่งอาคารพาณิชย์หัวหยุน ทันทีที่มาถึงเฉินฉีกวาดสายตามองทั้งทางซ้ายและขวาแต่ไม่เห็นเธอ ทันใดนั้นหญิงสาวผอมเพรียวสวมเสื้อครอปสีเขียวนำสมัยก็เปิดประตูรถฝั่งที่นั่งข้างคนขับ ดวงตาของเฉินฉีเบิกกว้างฉับพลัน “คุณนั่นเอง! ผมแทบจำไม่ได้แน่ะ!”

หลินถงซูเป็นคนพิถีพิถันการเลือกชุดลำลองอยู่สักหน่อย อย่างวันนี้เธอก็สวมเสื้อผ้าที่ซื้อมาใหม่ทั้งชุด เธอค้อนขวับ “คุณกำลังชมฉันอยู่รึเปล่า?”

“คิดว่าไงล่ะ? เสื้อผ้าดูดียิ่งส่งเสริมให้คนดูดีตามไปด้วยนะครับ ตอนนี้ต่อให้ผมบอกใครต่อใครว่าคุณเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจคงไม่มีใครเชื่อ” เฉินฉียิ้ม

หลินถงซูตัดพ้อทันที “คุณพูดแบบนี้หมายความว่าภาพลักษณ์ตำรวจของฉันดูแย่มากเลยเหรอ?”

“ก็เจ้าหน้าที่ตำรวจคนอื่น ๆ เขาไม่ได้น่ารักอะไรขนาดนั้นนี่ อย่างน้อยก็ไม่เท่าคุณ”

“ปากคอช่างลื่นไหลซะเหลือเกินนะ คุณเคยเห็นตำรวจมาเยอะงั้นเหรอ?”

หลินถงซูคิดว่าอีกฝ่ายคงพาเธอไปที่ร้านอาหารหรูที่ไหนสักที่ แต่ผิดคาดเพราะร้านอาหารที่เขาเลือกนั้นค่อนข้างธรรมดา เขาสั่งอาหารเมนูเล็ก ๆ เพียงสองสามจานเท่านั้น หลินถงซูหยิบซองจดหมายปึกหนาออกมาจากกระเป๋า “นี่คือเงินรางวัลจากครั้งที่แล้ว”

เฉินฉีรับไว้และนับทีละใบ ทั้งหมดรวมกันสองพันหยวน เขาหันไปถามเธอ “แบ่งกันคนละครึ่งดีไหม?”

“ไม่ต้องหรอก นี่คือส่วนที่ควรเป็นของคุณทั้งหมด ฉันคิดว่าคดีนี้คลี่คลายได้ก็เพราะความสามารถของคุณเพียงคนเดียว ดังนั้นคุณควรได้รับรางวัลนี้แหละถูกแล้ว”

“ถ้าอย่างนั้นผมยินดีรับข้อเสนอของคุณ ขอบคุณมาก!”

หลินถงซูถึงกับอ้าปากค้าง “คุณนี่ไม่มีความเกรงใจเอาซะเลย!”

“ผมได้เงินนี่มา เพราะฉะนั้นวันนี้ผมต้องเลี้ยงคุณ แบบนี้เป็นไง?”

“ไม่ อย่าเลย ฉันรับปากคุณเองนี่ว่าวันนี้ฉันจะเป็นเจ้ามือ”

หลังจากนั้นไม่นานอาหารก็ทยอยมาเสิร์ฟที่โต๊ะ เฉินฉีตักอาหารเข้าปากพร้อมทำท่าทีเหมือนกับมันอร่อยเป็นพิเศษ หลินถงซูมองเขากินแล้วให้รู้สึกหิวขึ้นมาจึงเริ่มกินบ้าง ไม่นานนักข้าวก็หมดไปกว่าครึ่งชามซึ่งเป็นปริมาณที่มากกว่าปกติ เมื่อคิดได้เธอจึงเสียใจกับการปากพาไปของตัวเอง ไม่แน่ว่าน้ำหนักของเธออาจเพิ่มขึ้นเพราะการกินแค่มื้อเดียวนี้

ระหว่างมื้ออาหาร เฉินฉีพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องแปลก ๆ ที่เขามักพบจากบรรดาผู้โดยสารของเขาให้ฟัง หลินถงซูฟังแล้วมองอย่างไรตาลุงนี่ก็คงเป็นเพียงคนขับรถธรรมดาเท่านั้น คงไม่มีภูมิหลังอะไรพิเศษ

หลินถงซูขัดจังหวะเขาครั้งหนึ่งโดยการตั้งคำถาม “ฉันสงสัยอยู่ข้อหนึ่ง คุณสามารถสืบเรื่องและไขคดีได้ยังไงกัน? คุณไม่เคยผ่านการอบรมพิเศษมาก่อนจริงเหรอ?”

เฉินฉีตักน้ำแกงลงราดข้าว “เราตกลงกันแล้วไม่ใช่เหรอว่าจะไม่พูดถึงเรื่องนี้?”

“ฉันแค่อยากรู้ อีกอย่างฉันเป็นตำรวจ ต่อให้คุณไม่บอกฉันก็ไปตามสืบประวัติคุณได้อยู่ดี”

“งั้นก็เชิญคุณไปตรวจสอบได้เลย ประวัติของใครสักคนไม่ใช่สิ่งที่สามารถสรุปได้โดยการยัดใส่กระดาษเพียงไม่กี่แผ่นหรอกนะ ปล่อยให้คนเขาอยู่อย่างสงบโดยไม่ต้องขุดคุ้ยอดีตขึ้นมาเถอะ แบบผมนี่ไง”

“เชอะ คุณก็แค่พยายามทำตัวให้ลึกลับเท่านั้นเอง”

หลังเสร็จสิ้นมื้ออาหารเฉินฉีจึงเสนอขึ้น “ในเมื่อวันนี้เป็นวันหยุดของคุณ และผมได้รับเงินรางวัลมาสองพันหยวน ดังนั้นให้ผมออกค่าตั๋วหนังให้คุณดีไหม?”

“อย่าหวังไปหน่อยเลย” หลินถงซูดึงหน้า “เลี้ยงอาหารเป็นการตอบแทนก็เรื่องหนึ่ง แต่ฉันไม่ได้สนิทสนมอะไรกับตาลุงอย่างคุณมากมายซะหน่อย”

“เถอะน่า ยังไงเราสองคนก็ต้องเจอกันอีกอยู่ดี”

“โอ้ เก็บความปรารถนาดีไว้เถอะค่ะ ฉันคงไม่มาพบคุณอีกแล้ว”

ทั้งสองเดินไปยังบริเวณที่มีผู้คนคึกคัก ทันใดนั้นเฉินฉีก็หยุดยืนอยู่หน้าทางเข้าโรงภาพยนตร์ “Mission: Impossible 6 เพิ่งเข้าฉายพอดี อยากไปดูด้วยกันไหมล่ะ?”

“เนื้อเรื่องเป็นแบบไหน? แอ็กชัน บู๊ล้างผลาญ สู้กันทั้งเรื่องน่ะเหรอ?” หลินถงซูทำท่าไม่ชอบใจนัก

“ทอม ครูซหล่อมากนะ สาว ๆ หลายคนคลั่งไคล้เขาจะเป็นจะตาย”

“เขาดูดีจริง แต่ฉันไม่ชอบหนังแนวนี้”

เฉินฉีเดินตรงไปยังหน้าจอจำหน่ายตั๋วและทำการซื้อด้วยตัวเองสองใบ “หนังเริ่มฉายไปแล้วประมาณยี่สิบนาที เอายังไง? อยากดูไหม?”

หลินถงซูลังเล เธอยุ่งอยู่กับการทำงานในสายอาชีพนี้มานานจนไม่มีเวลามาดูหนังในโรงมาหลายปีแล้ว ดังนั้นการหลอกล่อของเฉินฉีจึงมีผลอยู่บ้าง

เฉินฉียังคงต่อรองต่อไป “เอาอย่างนี้ เราเข้าไปดูกันสักครึ่งเรื่อง ถ้าคุณไม่โอเคงั้นผมจะถือโอกาสพาคุณไปเลี้ยงข้าวมื้อเย็นเป็นการไถ่โทษเอง”

“ทำไมคุณถึงชอบเซ้าซี้อะไรแบบนี้นะ?!” หลินถงซูพูดไม่ออก

“ไม่เอาน่า ผมอยากดูนะ”

หลินถงซูจึงตอบรับแม้ไม่ค่อยเต็มใจนัก ขณะกำลังจะก้าวเข้าโซนโรงภาพยนตร์เสียงเรียกเข้ากลับดังขึ้นเสียก่อน เมื่อหยิบขึ้นมาดูจึงเห็นว่าเป็นสายจากหลินชิวผู เธอคิดว่าคงมีเรื่องด่วนเกิดขึ้นที่สถานี ไม่คาดคิดว่าอีกฝ่ายจะกรอกเสียงผ่านสายมาด้วยความร้อนรน “เธอหนีหายไปอยู่ที่ไหนซะล่ะ?”

“มีอะไรเหรอคะ?”

“จำไม่ได้เหรอ พี่กำชับเธอนักหนาว่าเธอมีนัดบลายเดทวันนี้ ผู้ชายคนนั้นเขานั่งรอเธอที่ร้านอาหารมาเป็นชั่วโมงแล้ว!”

“อ๊า ลืมไปสนิทเลย บอกหน่อยสิว่าร้านไหน ฉันจะไปเจอเข้าเดี๋ยวนี้แหละ”

หลังวางสายแล้วสีหน้าของหลินถงซูก็เปลี่ยนเป็นหดหู่ทันที เฉินฉีที่แอบได้ยินจึงถามขั้น “ว่าไง? จะล้มเลิกแพลนไปดูตัวแทนไหมล่ะ? มิน่าล่ะวันนี้คุณถึงแต่งตัวสวยผิดหูผิดตา ผมรู้สึกเศร้าใจยิ่งกว่าคุณซะอีก”

“เหลวไหลน่า ถ้าฉันจำได้ว่าวันนี้มีนัดดูตัวคงไม่แต่งตัวแบบนี้ออกจากบ้านแน่ ๆ”

“งั้น... คุณตั้งใจแต่งตัวมาเจอผมเหรอ?”

ใบหน้าหลินถงซูแดงก่ำทันที เธอขยับไปเหยียบเท้าเฉินฉีด้วยความไม่พอใจ จนเขาได้แต่ร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวด “โกรธอะไรขนาดนี้เล่า?!”

“ใครใช้ให้คุณคิดหลงตัวเองแบบนั้นกันล่ะ? ผู้หญิงทุกคนเขาก็ชอบแต่งตัวสวย ๆ กันทั้งนั้น จำเป็นด้วยเหรอว่าจะต้องแต่งมาให้ใครดู? ผู้ชายก็เป็นซะอย่างนี้!”

“กลายเป็นผมผิดซะงั้น? ได้... งั้นเดี๋ยวผมจะขับรถไปส่งคุณถึงที่”

“ไม่เป็นไร ขอบคุณนะ แต่คุณซื้อตั๋วหนังมาแล้วไม่ใช่เหรอ? คุณไปดูเรื่องที่คุณอยากดูเถอะ” หลินถงซูปฏิเสธเขาก่อนจะหันหลังกลับ

หลังเดินห่างออกไปไม่กี่ก้าว เฉินฉีก็เดินตามเธอมา “ให้ผมไปส่งคุณเถอะ”

“แล้วตั๋วหนังพวกนั้นจะทำยังไงล่ะ?”

“ผมแจกให้คนอื่นไปแล้ว”

“แจกกันง่าย ๆ แบบนี้เลยเหรอ?” หลินถงซูนึกประหลาดใจ

“ทำไงได้ เรื่องของคุณสำคัญกว่านี่นา” เฉินฉียิ้ม

หัวใจของหลินถงซูกระตุกเล็กน้อย ถึงแม้จะรู้ว่านี่เป็นมารยาททั่วไปซึ่งคนขับรถรับส่งผู้โดยสารพึงมี แต่เมื่อมันออกจากปากของเฉินฉีกลับให้ความรู้สึกที่แตกต่างออกไปเล็กน้อย

...

เฉินฉีขับรถไปส่งหลินถงซูถึงหน้าร้านอาหาร เมื่อรถจอดสนิทแล้วเขาจึงหันไปแนะนำเธอบางอย่าง “การนัดดูตัวไม่ใช่เรื่องน่ากลัว คุณไม่เห็นต้องประหม่าอะไรขนาดนั้น แค่สานต่อบทสนทนาให้ราบรื่นก็พอแล้ว”

“ตาข้างไหนของคุณมองว่าฉันกำลังประหม่า?”

“ก็ได้! ก็ได้! คุณไม่ได้ประหม่าเลยแม้แต่นิดเดียว แต่การที่คุณเอาแต่มองเหม่อออกไปนอกหน้าต่างแล้วม้วนปลายผมเล่นโดยไม่พูดอะไรสักคำ นั่นแหละ คือสิ่งที่ตาผมเห็น”

“ที่ฉันไม่พูดอะไรเลย ก็เพราะฉันไม่อยากคุยกับคุณต่างหาก!” หลินถงซูมองค้อนก่อนเปิดประตูลงจากรถไป

เธอก้าวเข้าไปในร้านอาหารและเหลือบมองบรรดาลูกค้าที่นั่งอยู่ตามโต๊ะ ทันใดนั้นเธอก็รู้สึกประหม่าขึ้นมาจริง ๆ เมื่อชายคนหนึ่งซึ่งแต่งกายด้วยชุดสูทผูกเนกไท สวมแว่นสายตากรอบทองกำลังโบกมือให้ “คุณคือคุณหลินใช่ไหมครับ?”

“เอ่อ... ใช่ค่ะ คุณคือ...” สมองของหลินถงซูขาวโพลนจนลืมแม้กระทั่งชื่อแซ่ของอีกฝ่าย

“ผมแซ่หลี่ครับ” เมื่อเขายิ้มบริเวณรอบดวงตาจึงเต็มไปด้วยรอยยับย่น ความจริงแล้วรูปร่างหน้าตาของเขาดูภูมิฐานไม่น้อย เพียงแต่ใบหน้ารวมถึงเส้นผมของเขาวาวมันแผล็บเหมือนถูกทาเคลือบไว้ด้วยน้ำมันจนเยิ้มไปหมด ซึ่งลักษณะข้อนี้ทำให้หลินถงซูรู้สึกอึดอัดทุกครั้งที่จ้องมอง

“วันนี้คุณหลินแต่งตัวสวยมากนะครับ สวยยิ่งกว่าในรูปถ่ายซะอีก” ชายคนนั้นชื่นชมขณะที่สายตาสำรวจเธอขึ้นลงอยู่หลายครั้ง การกระทำนั้นทำให้หลินถงซูยิ่งรู้สึกกระอักกระอ่วนเข้าไปใหญ่

หลังเธอนั่งลงตรงเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม เขาก็เริ่มแนะนำตัวเองอย่างเป็นทางการพร้อมเป็นฝ่ายยิงคำถามใส่เธอสองสามข้อ ไม่ว่าจะเป็น... ครอบครัวของคุณมีสมาชิกกี่คน? บ้านเกิดอยู่ที่ไหน? จบการศึกษาจากสถาบันใด? ซึ่งเธอก็ตอบคำถามทั้งหมดไปตามจริง แต่ไดอะล็อกการสนทนานั้นค่อนข้างน่าเบื่อมากทีเดียว

การนัดดูตัวเป็นอะไรที่น่าเบื่อและย่ำแย่อย่างที่ใครเขาพูดกันจริง ๆ

อาหารในจานบนโต๊ะไม่ได้พร่องลงไปจากตอนแรกแม้แต่น้อย เขาเอาแต่เล่าถึงประสบการณ์สมัยเรียนอยู่ต่างประเทศและสารพันความรู้ที่ได้รับตามฉบับนักเรียนนอกค่อนไปในทางโอ้อวด หลินถงซูนิ่งฟังอยู่เงียบ ๆ แต่ความคิดคำนึงล่องลอยออกไปจากจุดนี้เสียแล้ว

ทันใดนั้นเธอจึงเห็นใครบางคนยืนอยู่นอกตัวร้าน เมื่อเพ่งสายตามองผ่านกระจกไปจึงเห็นว่าเป็นเฉินฉีที่กำลังโบกมือให้เธออย่างกระตือรือร้น

จบบทที่ บทที่ 15 ดูตัว

คัดลอกลิงก์แล้ว