เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 3 ตกเป็นผู้ต้องสงสัย

บทที่ 3 ตกเป็นผู้ต้องสงสัย

บทที่ 3 ตกเป็นผู้ต้องสงสัย


กำลังโหลดไฟล์

บทที่ 3 ตกเป็นผู้ต้องสงสัย

เฉินฉีเงียบไปสองสามวินาทีพลางเหลือบมองผ่านกระจกมองหลังโดยไม่มีท่าทางตื่นเต้น “ทำอะไรของคุณ?”

“ฉันบอกให้คุณจอดรถไง! ไม่ได้ยินเหรอ?!”

“คุณก็ดูสิ จะให้ผมจอดกลางถนนเนี่ยนะ? ขอผ่านสี่แยกนี้ไปก่อนแล้วค่อยว่ากันไม่ได้เหรอ?”

“ไม่ได้! จอด! จอดเดี๋ยวนี้!” หลินถงซูไม่พอใจมากกับท่าทีที่ไม่ตกใจอะไรเลยของอีกฝ่าย ผลตรวจสอบชี้ชัดว่าเขาเป็นผู้ต้องสงสัยคดีฆาตกรรมแต่เขากลับไม่แยแสว่าตัวเองกำลังจะถูกจับเลยแม้แต่นิดเดียว เมื่อทำอะไรไม่ได้เธอจึงยกขาถีบที่นั่งคนขับเพื่อข่มขู่

สิ่งที่มีอิทธิพลกับใจเธอมากกว่าความกังวลและความกลัวคือความตื่นเต้น! เหตุการณ์นี้ช่างเพอร์เฟกต์เหมือนพระเจ้าช่วยจับผู้ต้องสงสัยมาวางไว้ตรงหน้า โอกาสนี้ล่ะ! เธอจะได้สร้างผลงานจนเป็นที่ยอมรับจากพี่ชายและบรรดาเพื่อนร่วมงานสักที!

สีหน้าที่เปลี่ยนแปลงเล็กน้อยของเธออยู่ในสายตาของอีกคนที่คอยสังเกตผ่านกระจกมองหลังทั้งหมด เฉินฉีพูดต่อโดยไม่สนใจปากกระบอกปืนที่จ่ออยู่บนหัว “พอคุณเงยหน้าขึ้นจากจอมือถือทัศนคติที่คุณมีต่อผมก็เปลี่ยนไปทันทีเลยนะ ดูเหมือนพวกคุณจะเข้าใจอะไรผิดแล้วสงสัยว่าผมเป็นฆาตกรอย่างนั้นใช่ไหม?”

“จะเข้าใจผิดหรือเปล่านั่นไม่ขึ้นอยู่กับคุณ! ตอนนี้ที่คุณต้องทำคือไปสถานีตำรวจกับฉัน!”

“ผมจะบอกให้ว่าคุณทำพลาดไปสามสิ่ง...”

“อะไร?!” หลินถงซูตวาดเป็นครั้งที่สอง ผู้ชายคนนี้พูดไม่รู้เรื่องหรือไง?

“อย่างแรก... เมื่อคุณพบว่าคนขับรถของคุณเข้าข่ายเป็นผู้ต้องสงสัยคุณควรติดต่อเพื่อนร่วมงานทันทีและรายงานตำแหน่งปัจจุบันของคุณให้พวกเขารับรู้ ในขณะเดียวกันก็ต้องพยายามอย่างเต็มที่เพื่อรักษาความปลอดภัยของผู้ต้องสงสัย อย่างที่สอง... คุณจะไปขู่ใครได้ถ้าปืนยังไม่ได้ปลดเซฟแบบนั้น? อย่างสุดท้าย... การที่คุณใช้อาวุธปืนเพื่อข่มขู่ใครสักคนในรถที่กำลังวิ่งอยู่เนี่ย เป็นอะไรที่โคตรไม่เข้าท่าเลย จะว่าไปแล้วผมเองก็...”

เขาฉวยโอกาสขณะที่อีกฝ่ายยังนิ่งอึ้งไร้การตอบสนองใช้เท้าเหยียบเบรกจนจมมิดทันที! แรงกระแทกทำให้หัวของหลินถงซูกระแทกเข้ากับที่นั่งคนขับโดยแรงจนปืนร่วงหลุดจากมือ

ทันทีที่เธอเงยหน้าขึ้นจึงเห็นปากกระบอกปืนสีดำสนิทหันเล็งมาที่ใบหน้า สิ่งที่อยู่หลังปืนกระบอกนั้นคือใบหน้าของเฉินฉีที่มองกลับมาพร้อมรอยยิ้มเยาะเย้ย “เห็นรึยัง? มันเป็นเรื่องง่ายมากเลยนะที่ผมจะจัดการคุณ! ต่อให้ผมฆ่าคุณซะตอนนี้เพื่อนร่วมงานของคุณก็คงไม่รู้ด้วยซ้ำ! คุณยังอ่อนประสบการณ์นะสาวน้อย!”

“คุณ... คุณจะทำอะไรน่ะ!?” หลินถงซูรู้สึกกลัวจนลนลาน ลิ้นพันกันจนคำพูดรวนไปหมด เธอพยายามควานหาโทรศัพท์ของตัวเองอย่างร้อนรน แต่ไม่ว่าจะหายังไงก็ไม่เจอซะที

เฉินฉีหันด้ามปืนไปอีกทางและยื่นคืนให้กับเธอ “ผมแค่ชี้ให้เห็นข้อผิดพลาดของคุณเท่านั้นแหละ!”

หญิงสาวถึงกับทำอะไรไม่ถูกเพราะไม่คิดว่าผู้ต้องสงสัยคนนี้จะคืนปืนให้เธอโดยไม่มีอาการหวาดกลัวใด ๆ

พอได้ทีเขาก็พูดเตือนอีกครั้ง “อย่าเล็งปืนมาที่ผมอีกนะ! คุณต้องระวังให้ดีไม่งั้นปืนลั่นใส่ละก็จบเห่เลย! ก็แค่นั่งเฉย ๆ ให้ผมขับวกกลับไปที่สถานีตำรวจพร้อมคุณไม่ดีกว่าเหรอ?”

“ขับบ้าอะไรของมึงวะ?! อยากตายรึไง!” รถคันที่ขับตามหลังเปิดกระจกด่าด้วยความโมโหพร้อมบีบแตรเสียงแหลมบาดแก้วหู

เฉินฉีเปิดกระจกบ้างและยกมือออกไปชูนิ้วกลางให้รถคันหลังที่บีบแตรด่าก่อนหันกลับมาสตาร์ทรถ

หลินถงซูยกมือลูบศีรษะที่ถูกกระแทกป้อยๆ ด้วยความตกตะลึงไม่หาย ‘ไอ้หมอนี่รู้ตัวว่ากำลังตกเป็นผู้ต้องสงสัยแล้วทำไมเขายังใจเย็นได้อยู่กันนะ?’

“อืม... ทางกลับไปสถานีตำรวจรถติดยาวเลยแฮะ ผมขอใช้ทางลัดได้ไหม?” เขาถาม

เธอรีบพูดดักทางทันที “อย่าคิดตุกติกเชียว!”

อีกฝ่ายยิ้มร่า “แล้วพิกัดปลายทางตอนแรกล่ะ? ถ้าเปลี่ยนเส้นทางผมต้องขอคิดเงินเพิ่มนิดหน่อยนะ”

“ตามสบาย!”

หลินถงซูเจอโทรศัพท์ตกอยู่ใต้เบาะ เมื่อหยิบขึ้นเปิดอ่านข้อความของสวีเสี่ยวตงต่อจึงคิดในใจ ‘โธ่เอ๊ย! เราไม่มีทางรู้แน่ว่าเป็นเขาถ้าไม่ได้เช็คข้อมูลก่อน แต่พอรู้แล้วก็ทำเอาฉันกลัวเลยล่ะ คดีเก่าของไอ้หมอนี่เยอะเป็นบ้า เคยอยู่ในแก๊งนักเลงและถูกจับข้อหาทำร้ายร่างกาย เคยถูกพิพากษาจำคุกคดีร้ายแรงเป็นเวลาสิบปี แอปอูเบอร์นี่ไม่รู้จักตรวจสอบประวัติคนที่มาสมัครเลยหรือยังไงกัน?! แค่เขามาขับรถก็อันตรายพออยู่แล้ว เกิดมีผู้โดยสารที่เป็นผู้หญิงขึ้นรถของเขากลางดึกละก็ ไม่อยากจะคิดเลย! เพราะเขาเจ้าเล่ห์แบบนี้สินะ ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเจอเรื่องแบบนี้ถึงยังใจเย็นอยู่ได้!’

เธอพยายามหาเหตุผลให้กับความคิดของตัวเอง ทันใดนั้นจึงรีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาพิมพ์ข้อความอย่างรวดเร็วและกดส่งทันที “ตอนนี้ฉันอยู่ในรถของผู้ต้องสงสัย และกำลังสั่งให้เขาขับรถมุ่งหน้าไปที่สถานีตำรวจ ขอให้เจ้าหน้าที่เตรียมตัวให้พร้อม!”

ทันใดนั้นกรุปแชทจึงเด้งรัวจนลำโพงแทบแตก

“เป็นไปไม่ได้!”

“คุณหลินชนะรางวัลใหญ่แล้ว!”

“เรื่องเป็นแบบนี้ได้ยังไงกัน?! อยู่ดี ๆ ก็ไปเจอตัวผู้ต้องสงสัยเนี่ยนะ? ดวงดีจริง ๆ เลย!”

“รายงานตำแหน่งปัจจุบันของคุณมา อย่าเปิดเผยตัวตน และอย่าเผลอทำอะไรให้ผู้ต้องสงสัยหงุดหงิด พยายามทำให้เขาผ่อนคลายและถ่วงเวลาไว้!”

หลินชิวผูพี่ชายของเธอเป็นคนล่าสุดที่ส่งข้อความมา เธอรีบเปิดแชร์ตำแหน่งลงในกรุปแชททันที

จู่ๆ รถของเขากลับหักเข้าจอดที่ริมถนน เฉินฉีเปิดประตูกว้างแล้วรีบพุ่งตัวออกไปเหมือนหมาบ้าหลุดจากกรงขัง หลินถงซูตระหนกจนหายใจไม่ทั่วท้อง “ฉันน่าจะคิดได้ตั้งแต่แรกว่าเขาไม่มีทางทำแบบที่พูดแน่ ๆ!” ตอนนี้เธอได้แต่ตำหนิตัวเองที่ประมาทเกินไป

“หยุดนะ!” เธอตะโกนลั่นขณะวิ่งไล่ตามเขา

เฉินฉีวิ่งสุดแรงเกิดด้วยความเร็วที่เหลือเชื่อ ส่วนหลินถงซูใส่รองเท้าแตะทำให้ความเร็วให้การวิ่งเทียบเท่าอีกฝ่ายไม่ได้ ทุกคนบนถนนต่างตกใจเพราะเห็นชายคนหนึ่งกำลังวิ่งหนี ในขณะที่หญิงสาวอีกคนเล็งปืนและวิ่งตามไปอย่างไม่ลดละ ผู้คนพากันหลบหลีกชิดข้างทางอย่างชุลมุนวุ่นวาย

เรื่องที่เกิดขึ้นต้องกลายเป็นพาดหัวข่าวบนหน้าหนังสือพิมพ์อย่างไม่ต้องสงสัย!

หลินถงซูวิ่งไปอีกสองสามก้าวแต่แล้วสายรองเท้าแตะข้างขวากลับขาดเสียก่อน เธอเตะมันทิ้งไปอย่างไม่ไยดีและออกวิ่งต่อ แม้พื้นฟุตบาทจะเป็นซีเมนต์แข็งจนทำให้เธอเจ็บเท้าแต่หญิงสาวก็อุตส่าห์กัดฟันทนและไล่ตามเขาต่อไป

ผู้คนที่เห็นต่างหลีกทางให้โดยดี ขณะนั้นเองหลินถงซูก็เห็นชายคนหนึ่งวิ่งจ้ำอ้าวอยู่ด้านหน้าเฉินฉี ระยะห่างของคนทั้งสองอยู่ใกล้กันน้อยกว่าสองเมตร ทันใดนั้นเฉินฉีจึงพุ่งตัวเข้าไปผลักชายคนนั้นจนล้มลงกับพื้นก่อนแย่งกระเป๋าถือของผู้หญิงออกมาจากมือของผู้ชายคนนั้น!

เฉินฉีหยิบสายไฟออกจากกระเป๋าสตางค์ของตัวเองและใช้มันมัดมือชายที่นอนอยู่บนพื้นในท่าไพล่หลัง ผู้คนรอบ ๆ ต่างล้อมเข้ามามุงดูสิ่งที่เกิดขึ้นและกล่าวชื่นชมหนุ่มพลเมืองดีที่ช่วยจัดการกับโจรวิ่งราว

หลินถงซูตกตะลึงอีกครั้ง “นี่เขารีบพุ่งออกมาจากรถเพื่อไล่จับโจรหรอกเหรอ?”

หญิงวัยกลางคนวิ่งแหวกฝูงชนเข้าไปหาเฉินฉีและร้องไห้โฮด้วยความดีใจ “ขอบคุณมาก ๆ เลยนะน้องชาย! ในกระเป๋าใบนี้มีเงินที่ฉันอุตส่าห์เก็บหอมรอมริบเพื่อจะเอาไปจ่ายค่ายาให้แม่ของฉัน ถ้ามันถูกขโมยไปฉันคงจนปัญญาแน่ ๆ!”

เขายื่นกระเป๋าคืนให้ผู้หญิงคนนั้น “คุณพี่ต้องระวังทรัพย์สินให้ดีนะครับ แถวนี้โจรมันชุม!”

“ขอบคุณค่ะ! ขอบคุณอีกครั้งนะคะ!” หล่อนเปิดกระเป๋าก่อนหยิบธนบัตรหยวนออกมาปึกใหญ่ จากนั้นจึงยื่นให้อีกฝ่ายเพื่อตอบแทนน้ำใจ

เขาหยิบธนบัตรออกมาแค่สามสี่ใบพลางดันเงินปึกใหญ่คืนให้หล่อนพร้อมพูดว่า “แค่นี้ก็พอแล้วครับ หนึ่งหมื่นหยวนเยอะเกินไป ผมรับไว้ไม่ได้หรอกครับ!”

พอจับคนร้ายได้หล่อนจึงรีบโทรแจ้งตำรวจ ส่วนเฉินฉีกวาดสายตามองรอบ ๆ และเดินแหวกฝูงชนออกมา หลินถงซูที่ยืนมองอยู่ไม่วายพูดแขวะ “ถ้าคุณอยากทำความดีจริง ๆ ก็ไม่เห็นต้องรับเงินจากผู้หญิงคนนั้นเลยนี่ แบบนั้นต่างหากถึงจะเรียกว่าพลเมืองดีโดยแท้”

“การมีคุณธรรมกับการเสียสละ สองอย่างนี่ไม่เหมือนกันหรอกนะคุณ ผมคิดว่ามันคงเป็นเรื่องประหลาดสิ้นดีที่คนจะมีน้ำใจต่อกันโดยไม่สนผลตอบแทนอะไรเลย อีกอย่าง ... การที่ผมรับเงินตอบแทนเล็ก ๆ น้อย ๆ นี่ นอกจากผมเองจะมีความสุขแล้ว ผู้หญิงคนนั้นก็ไม่ต้องรู้สึกติดค้างผมด้วย!”

หลินถงซูพูดไม่ออกเพราะสิ่งที่เขาพูดถูกต้องจึงรีบเปลี่ยนเรื่องกะทันหัน “แต่ถึงยังไงคุณก็เป็นแค่คนขับรถนะ ไม่คิดว่าไอ้โจรนั่นจะกลับมาแก้แค้นคุณเหรอ?”

“คนที่จะกลัวโจรกระจอกพรรค์นั้นคงมีแต่คนธรรมดาที่คิดมากเท่านั้นแหละ ไม่ต่างอะไรกับหนูที่เอาแต่กลัวคน”

“เชอะ! แต่พอคิด ๆ ดูแล้วคุณก็ไม่เห็นต้องกลัวคนตามมาแก้แค้นเลยนี่นา เพราะเดี๋ยวคุณก็ต้องเข้าไปอยู่ในคุกแล้ว ผู้ต้องสงสัยเฉิน!”

เฉินฉีไม่ตอบอะไรแต่ก้มมองไปที่เท้าเปล่าของเธอ “รองเท้าของคุณหายไปไหนซะล่ะ?”

หลินถงซูเดินย้อนกลับไปจุดที่เธอเตะรองเท้าทิ้งไว้ แต่พบว่ามันถูกคนจรจัดแถวนี้ขโมยไปเสียแล้ว ตอนนี้ฝ่าเท้าของเธอทั้งร้อนพองและปวดมาก แต่เธอยังแกล้งทำเป็นเข้มแข็งและเชิดหน้าใส่เขา “ไม่เห็นต้องเป็นห่วงฉัน”

เขาช่วยพยุงเธอไปยังร้านขายรองเท้าที่อยู่ใกล้ๆ หลินถงซูตกใจจนรีบดึงมือออก “ทำอะไรน่ะ? มาจูงมือฉันทำไมกัน? เราทันไปสนิทกันตั้งแต่เมื่อไหร่?!”

เฉินฉีไม่สนใจท่าทางบ่ายเบี่ยงของเธอและประคองไหล่ให้เดินต่อ “ไปเถอะน่า!”

หญิงสาวรู้สึกกระอักกระอ่วนที่ตัวเองต้องมาใส่รองเท้าที่ผู้ชายซึ่งเพิ่งรู้จักได้ไม่นานซื้อให้ เขาหยิบรองเท้าผ้าใบทรงสุภาพสุ่ม ๆ มาให้เธอคู่หนึ่ง พอเขาตั้งท่าจะเดินไปจ่ายเงินเธอจึงโพล่งออกมา “เดี๋ยวฉันจ่ายเอง!” แต่เมื่อเธอกำลังจะเอื้อมไปหยิบกระเป๋าสตางค์จึงนึกขึ้นได้ว่าตัวเองลืมมันไว้บนรถพร้อมโทรศัพท์

“ถ้างั้นถือซะว่าผมให้คุณยืมก่อนก็แล้วกัน” เฉินฉียิ้มขณะนำเงินที่ได้รับเป็นสินน้ำใจจากการจับโจรจ่ายให้แคชเชียร์ไป

จบบทที่ บทที่ 3 ตกเป็นผู้ต้องสงสัย

คัดลอกลิงก์แล้ว