เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 4 ข้อสันนิษฐาน

บทที่ 4 ข้อสันนิษฐาน

บทที่ 4 ข้อสันนิษฐาน


กำลังโหลดไฟล์

บทที่ 4 ข้อสันนิษฐาน

เมื่อพวกเขากลับมาที่รถแล้ว เฉินฉีก็หยิบบุหรี่ขึ้นมาหนึ่งมวนก่อนจะถามว่า

“คุณตำรวจครับ ผมขอสูบบุหรี่ซักมวนก่อนได้ไหม?”

“จะทำอะไรก็ทำไปเถอะ!” หลินถงซูพูดเสียงแข็ง “อ้อ ฉันจะจ่ายเงินคืนให้คุณเลยก็แล้วกัน”

เฉินฉีหยิบโทรศัพท์ออกมาและยื่นให้เธอ บนจอโทรศัพท์นั้นแสดงคิวอาร์โค้ดทิ้งไว้ หลินถงซูกำลังจะยื่นโทรศัพท์ไปสแกนเพื่อจ่ายเงินแต่ปรากฏว่ามันเป็นคิวอาร์โค้ดสำหรับเพิ่มเพื่อน เธอจึงขมวดคิ้ว

“นี่หมายความว่าไง? ใครจะไปอยากเพิ่มคนแบบคุณเป็นเพื่อนบนวีแชทกัน!?”

เฉินฉียิ้มและถามว่า “ก็แค่เพิ่มผมเป็นเพื่อนบนวีแชทเองเป็นปัญหาใหญ่ตรงไหน?”

“ฉันหมายความว่าฉันไม่มีความจำเป็นอะไรต้องเพิ่มคุณเป็นเพื่อนบนวีแชทสักหน่อย! คุณคือผู้ต้องสงสัยคดีฆาตกรรมนะ อย่ามาล้อฉันเล่นแบบนี้!” หลังจากหยุดไปชั่วครู่ หลินถงซูก็ถามขึ้นว่า “แรงจูงใจของคุณคืออะไรกันแน่?”

“คุณหมายความว่าไง ‘แรงจูงใจของผม’ งั้นเหรอ ผมไม่มีแรงจูงใจอะไรทั้งนั้นแหละ”

“คุณรู้ดีอยู่แก่ใจว่าคุณทำอะไรลงไป! นอกจากนั้นคุณยังวางแผนที่จะให้ฉันเพิ่มเป็นเพื่อนคุณตั้งแต่แรกอีก อย่างแรกเลย คุณแกล้งทำเป็นไม่สนใจว่าฉันเป็นตำรวจ หลังจากนั้นคุณก็พยายามทำตัวว่าตัวเองเป็นคนดีต่อหน้าฉัน และคุณก็ยังพยายามที่จะติดสินบนฉันด้วยรองเท้าฟรีสักคู่ อย่าคิดว่าฉันรู้ไม่ทันนะ! เพื่อนร่วมงานฉันสืบประวัติของคุณมาหมดแล้ว”

เฉินฉียิ้มอย่างขมขื่น “ผมไม่รู้จริง ๆ ว่าผมทำอะไรลงไป ทำไมคุณไม่บอกอะไรผมสักหน่อยล่ะ?”

“คุณทำอะไรอยู่ในคืนที่ 10 กันยายน?”

“ผมทำงานแล้วก็ไปดื่มกับเพื่อนร่วมงานนิดหน่อย หลังจากนั้นก็กลับบ้านไปอาบน้ำ เสร็จแล้วก็เข้านอน”

หลินถงซูยิ้มเยาะ “อย่าคิดว่าฉันจะเชื่อคุณง่าย ๆ คุณทำอะไรอีก?”

“คุณคิดว่าชีวิตคนขับรถอย่างผมจะอู้ฟู่น่าตื่นเต้นเหรอ? เอาแบบนี้ไหม ทำไมคุณไม่เตือนสติแล้วเรียกความจำผมหน่อยล่ะว่าผมควรจะทำอะไรลงไป?”

“เลิกทำเป็นไขสือได้แล้ว! คุณแค่พยายามทำตัวเป็นผู้บริสุทธิ์เท่านั้นแหละ อย่าคิดว่าจะหลอกฉันได้!”

เฉินฉีกดบุหรี่ลงกับถาดเขี่ยแล้วชี้ไปที่หน้าของเขา “ดูที่หน้าหล่อ ๆ นี่สิ หน้าแบบนี้เนี่ยนะจะเป็นผู้ต้องสงสัยได้?”

“การแยกแยะว่าเป็นคนดีหรือเลวมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับหน้าตา!”

“นั่นไม่จริงเสมอไปสักหน่อย มันอาจไม่ได้โชว์หราไว้บนหน้าก็จริง แต่มันก็มี ‘บางคำ’ ที่ต้องใช้สายตาที่เฉียบแหลมเพื่อที่จะเปิดโปงว่าคนคนนั้นมีบุคลิกที่เป็นคนเลวรึเปล่า อย่างเช่นคนที่ขโมยกระเป๋าเมื่อกี้ แค่ชำเลืองดูผมก็รู้ได้เลยทันทีว่าเขากำลังหวาดระแวงและกระวนกระวายมากต่างจากคนทั่วไป”

เสียงแจ้งเตือนของโทรศัพท์ดังขึ้น หลินถงซูเห็นว่าพี่ชายของเธอส่งข้อความมาตั้งแต่ตอนที่เธอลืมไว้บนรถ ถามว่าทำไมเธอถึงยังมาไม่ถึงสักที

หลินถงซูสั่งเฉินฉี “สตาร์ตรถเดี๋ยวนี้เลย!”

เธอเปิดประตูเข้าไปนั่งที่เบาะผู้โดยสารก่อนจะจับมือขวาของเฉินฉี แขนของเขามีสีขาวและเรียวบาง ดูไม่เหมือนคนที่ใช้แรงงานมาเป็นเวลานาน เฉินฉียิ้มแล้วถามว่า “มีอะไรเหรอ? คุณดูลายมือเป็นด้วยเหรอเนี่ย?”

คำตอบที่เขาได้รับคือเสียงของกุญแจมือที่สวมเข้าที่ข้อมือขวาของตนเอง ขณะที่หลินถงซูกำลังจะนำอีกข้างของกุญแจมือใส่เข้าที่ข้อมือของเธอ เฉินฉีก็กล่าวอย่างเฉียบคมว่า “ยัยเซ่อ แบบนี้ผมจะมีสมาธิตั้งใจขับรถได้ยังไง? เอาอีกข้างคล้องกับพวงมาลัยไว้สิ!”

หลินถงซูมองไปที่เขาด้วยความไม่พอใจ เฉินฉีอธิบายว่า “ผมต้องใช้มือขวาเปลี่ยนเกียร์ และต้องใช้มือซ้ายจับพวงมาลัย คุณขับรถเป็นมั้ยเนี่ย?”

“เงียบนะ! ฉันไม่อยากได้ยินคำพูดไร้สาระจากคุณอีก!”

หลินถงซูปลดล็อกกุญแจมือออก และพาดร่างของเธอผ่านลำตัวของเฉินฉีเพื่อใส่กุญแจมือที่มือซ้ายของเขาขณะที่อีกด้านคล้องไว้กับพวงมาลัย เฉินฉีมองไปที่การกระทำที่แสนงุ่มง่ามของเธอพลางคิดในใจว่า ‘ต่อให้ฉันทำให้เธอสลบซะตรงนี้แล้วแย่งกุญแจของเธอมาก็คงไม่มีปัญหาเลย’

ในขณะเดียวกัน บางอย่างก็แทรกเข้ามาในความคิดเขา ‘ผู้หญิงคนนี้หุ่นดีเป็นบ้า!’

หลังจากสตาร์ตรถขึ้นมาอีกครั้ง เฉินฉียิ้มขึ้นมาบาง ๆ และถามว่า “คุณชื่ออะไร?”

“ฉันไม่เสียเวลาคุยเรื่องไร้สาระกับผู้ต้องสงสัยคดีฆาตกรรมหรอกนะ!”

เฉินฉีส่ายหัวเบา ๆ “คุณเอาแต่พูดว่าผมเป็นผู้ต้องสงสัยคดีฆาตกรรม นั่นมันฟังดูแย่มากเลยนะ ถ้าเกิดว่าผมไม่ได้เป็นคนผิดขึ้นมาล่ะ?”

ดวงตาของหลินถงซูเกิดอาการสั่นไหวเล็กน้อยเมื่อมองเห็นสายตาของเขาที่จ้องมองมาด้วยความจริงใจ ‘ผู้ชายคนนี้ดูแตกต่างไปจากฆาตกรคนอื่นอยู่บ้าง แต่พอลองคิดดูแล้วประวัติเขาเลวร้ายมาก มันจะไม่ใช่เขาได้ยังไง?’

“เป็นไปไม่ได้!”

“ผมพูดว่า ‘ถ้าเกิดว่า’ ทำไมเราไม่ลองเสี่ยงดูล่ะ?”

“งั้นฉันต้องลองเสี่ยงกับอะไร?”

“ถ้าผมสามารถพิสูจน์ได้ว่าผมเป็นคนบริสุทธิ์ คุณจะต้องเลี้ยงข้าวผมหนึ่งมื้อ”

“ฉันไม่มีวันทำแบบนั้นเด็ดขาด!”

“นี่คุณ! ฟังนะ ผมเป็นแค่คนขับรถที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วผมก็กำลังถูกเชิญไปให้ปากคำกับพวกคุณ สำหรับคุณแล้วนี่อาจเป็นเรื่องเล็กแต่มันเป็นเรื่องใหญ่สำหรับผม เพื่อน ๆ กับครอบครัวของผมเขาจะคิดว่ายังไงกัน? ยิ่งกว่านั้นวันนี้ผมเสียรายได้ไปหลายหมื่นเลยนะ พวกคุณจะรับผิดชอบยังไงไหว?”

“หลายหมื่น? นี่คุณกำลังจะบอกว่ารถคุณฝังเพชรไว้หรือยังไง?”

“ก็อาจจะ เท่าที่ผมรู้ผมอาจจะต้องไปส่งผู้หญิงอุ้มท้องรวย ๆ คนหนึ่งที่โรงพยาบาลเพื่อคลอดลูก ถ้าเธอใจดีก็อาจจะให้เงินกับผมสักหน่อยก็เป็นได้”

“คุณนี่พูดได้ไหลลื่นเหลือเกินนะ?” หลินถงซูรู้สึกรังเกียจ เธอเกลียดผู้ชายประเภทนี้ที่สุด เธอเกลียดเฉินฉีมากกว่าซูเสี่ยวตงที่เซ้าซี้เธอไม่เลิกซะอีก

เฉินฉีไม่ได้รู้สึกตัวเลยสักนิดและยังคงสะกิดเธอด้วยข้อศอกของเขา “ว่ายังไงล่ะ คุณไม่เสียอะไรเลยนะ!”

“ก็ได้!” เธอยอมว่าตามอย่างหงุดหงิด “เพราะยังไงคุณก็ไม่สามารถพิสูจน์ว่าคุณบริสุทธิ์ได้อยู่แล้ว!”

“ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่เป็นไปไม่ได้” เฉินฉีมองไปที่เธอและยิ้มเล็กน้อย

เฉินฉีขับรถอย่างจริงจังอยู่พักหนึ่งจนกระทั่งถึงทางแยก ขณะที่ติดไฟแดงอยู่เขาก้มหัวลงและเริ่มเล่นโทรศัพท์ ทันใดนั้นเอง โทรศัพท์ของหลินถงซูก็มีเสียงแจ้งเตือนดังขึ้นมา ในวีแชทระบุว่ามีผู้ใช้ที่ชื่อว่า ‘หมาป่ายักษ์สีเทา’ ซึ่งตั้งโปรไฟล์เป็นรูปดาราดังคนหนึ่งเพิ่มเธอเป็นเพื่อน

“ที่แท้เบอร์โทรของคุณก็คือหมายเลขเดียวกับวีแชทนั่นเอง!” เฉินฉีหัวเราะ

หลินถงซูจ้องมองที่เขาในขณะที่เฉินฉีเย้าแหย่

“รับผมเป็นเพื่อนสิ ไม่อย่างนั้นคุณจะติดต่อผมตอนคุณจะเลี้ยงข้าวได้ยังไงล่ะ?”

หลินถงซูไม่เคยเจอใครที่หน้าหนาขนาดนี้มาก่อน เธอกดไปที่ปุ่มยอมรับเฉินฉีเป็นเพื่อนและทำให้แน่ใจว่าคนอื่นจะไม่เห็นชื่อเขาในรายการเพื่อนของเธอ

เมื่อทั้งคู่เดินทางถึงบริเวณสถานีหลินถงซูเห็นหลินชิวผูและคนอื่น ๆ ยืนรออยู่ข้างนอก ราวกับว่าพวกเขาปูพรมแดงให้ดารา เจ้าหน้าที่ตำรวจเดินมาหาพวกเขาทีละคนเพื่อยกย่องความดีความชอบอย่างที่สุดของหลินถงซู โดยพูดว่าเธอโชคดีมากที่สามารถคุ้มกันผู้ต้องสงสัยคดีฆาตกรรมมาได้เร็วแทบจะทันทีที่เธอออกจากห้องประชุมไป

หลินชิวผูพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “ถงซู ถ้าคดีนี้ถูกไขได้แล้ว เราจะจดจำการกระทำที่มีเกียรตินี้ให้ดีเลย”

ในตอนนั้นเองประตูรถก็ได้เปิดออกและเฉินฉีที่ยิ้มพลางโบกมือทักทายทุกคน

“สวัสดีครับทุกคน ผมชื่อเฉินฉี นี่ก็ใกล้เที่ยงแล้ว! มีอาหารกลางวันให้กินมั้ยครับ?”

ทุกคนต่างตกตะลึง พวกเขาไม่เคยเจอผู้ต้องสงสัยที่ทำตัวสนิทสนมกับพวกเขามาก่อน หลินถงซูกระซิบ

“หมอนี่เป็นคนเจ้าเล่ห์ อย่าไปหลงกลเขาเชียว!”

หลินชิวผูเรียกเจ้าหน้าที่มาสองนาย เขาพูดว่า “เสี่ยวไห เสี่ยวหวัง พาตัวเขาไปที่ห้องสอบสวน!”

สองชั่วโมงต่อมา ประตูห้องสอบสวนถูกเปิดออกเสียงดัง ตำรวจสองนายรีบรุดออกมา

“ผมทนต่อไปอีกไม่ไหวแล้ว หมอนี่มีเหตุผลไร้สาระ มากตรรกะ และยังระมัดระวังกับคำให้การด้วย เราไม่สามารถเข้าใจอะไรเขาได้เลย หัวหน้า คุณต้องสอบปากคำเขาเองแล้วล่ะ!”

หลินชิวผูวางถ้วยชาในมือลง “เดี๋ยวผมจะไปคุยกับเขาดู!”

หลินถงซูคว้าเสื้อแจ็คเก็ต

“ฉันเข้าไปด้วยสิ!”

‘ถ้าไม่ได้เห็นสีหน้าลำบากใจของพี่ชายด้วยตาตัวเองคงน่าเสียดายแย่!’

เมื่อทั้งสองเดินเข้าไปในห้องสอบสวน เฉินฉียังบ่นไม่หยุด

“เก้าอี้ตัวนี้นั่งไม่สบายเลย ริดสีดวงของผมจะกำเริบอีกแล้ว ขอหมอนรองหน่อยได้มั้ย”

หลินชิวพูวางแฟ้มข้อมูลของคดีลงและถอนหายใจ “ในเมื่อคุณเลือกที่จะละเมิดกฎหมาย ก็สมควรแล้วที่คุณจะได้รับการปฏิบัติแบบนี้ ถ้าคุณอยากสบายก็ใช้ชีวิตอย่างสุจริตสิ!”

เฉินฉีกล่าวเตือน “ผมจะพูดย้ำอีกรอบนะว่าผมไม่ใช่อาชญากร ตอนนี้ผมเป็นแค่ผู้ต้องสงสัย การที่ทำกับผมเหมือนที่ทำกับอาชญากรนี่ผมว่าคุณกำลังคิดผิดจากมิตรเป็นศัตรู เนื่องจากตอนนี้เป็นเพียงแค่ข้อสันนิษฐานเท่านั้น คุณทำให้ผู้บริสุทธิ์สับสนจนกระทั่งเขายอมรับสารภาพทั้ง ๆ ที่เขาเป็นผู้บริสุทธิ์ พูดให้ดูดีก็คือนี่เป็นการละเลยหน้าที่ปัจจุบันของคุณ ถ้าจะพูดหยาบ ๆ ก็คือทัศนคติแย่ ๆ ของคุณเป็นปัญหาใหญ่เลยล่ะ!”

หลินชิวผูฟาดมือลงบนโต๊ะอย่างแรง

“อย่ามัวแต่เล่นลิ้นอยู่เลย! ผมจะไม่พูดอ้อมค้อมแล้วนะ! ในคืนที่ 10 กันยายน คุณกำลังทำอะไรอยู่? สารภาพมาให้หมด!”

“ถ้างั้นผมเองก็จะตอบคุณอย่างตรงไปตรงมา!” เฉินฉีเริ่มทวนความทรงจำของตัวเองด้วยนิ้ว “ตั้งแต่หกโมงเย็นถึงหนึ่งทุ่มครึ่ง ผมกินข้าวอยู่ที่ร้านอาหารข้างทางกับเพื่อนที่เป็นคนขับรถเหมือนกัน ผมเริ่มทำงานกะของผม ได้รับคำสั่งและไปรับส่งผู้โดยสารตั้งแต่ทุ่มครึ่งจนถึงตีสอง คุณไปย้อนดูจากที่บันทึกไว้แล้วก็ได้ จนตีสองครึ่งผมก็กลับถึงบ้านจากนั้นก็อาบน้ำแล้วจึงเข้านอน”

ผู้บันทึกเสียงกระซิบ “เขาพูดเหมือนที่พูดไว้ก่อนหน้าเป๊ะเลยครับ!”

จบบทที่ บทที่ 4 ข้อสันนิษฐาน

คัดลอกลิงก์แล้ว