- หน้าแรก
- จักรพรรดิปีศาจสะท้านเมือง: ระบบร้อยลักษณ์เทพเจ้า
- บทที่ 4 การค้าขายด้วยปัญญา และเงินก้อนแรก
บทที่ 4 การค้าขายด้วยปัญญา และเงินก้อนแรก
บทที่ 4 การค้าขายด้วยปัญญา และเงินก้อนแรก
เมื่อผละออกจากถนนเหวินป๋อที่แสนวุ่นวาย ฉินเฟิงก็รีบเลี้ยวเข้าตรอกหลังที่เงียบสงัดไร้ผู้คน
แม้การคงสภาพ 【พันหน้ามายา】 จะไม่ได้สูบพลังงานอย่างบ้าคลั่ง แต่สำหรับเขาที่มีพลังงานเหลือเพียง 4% ในตอนนี้ มันถือเป็นภาระอันหนักอึ้ง
เขารู้สึกได้ว่าเส้นประสาทของตัวเองกำลังตึงเขม็งถึงขีดสุด ราวกับพร้อมจะขาดผึงได้ทุกเมื่อ
ด้วยความคิดเพียงแวบเดียว เขาจึงยกเลิกการแปลงโฉม
ทันใดนั้น ความรู้สึกแปลกประหลาดเหมือนมีอนุภาคกำลังขยับตัวก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง เพียงแต่คราวนี้เป็นกระบวนการย้อนกลับ
ร่างชายชราที่ดูภูมิฐานหดตัวลงและกระเพื่อมไหวราวกับระลอกน้ำ เสื้อคอจีนสีน้ำเงินเข้มค่อยๆ เลือนหายไป เผยให้เห็นร่างเด็กหนุ่มผอมบางอย่างหลินฟานในชุดเก่าๆ ราคาถูกดังเดิม
อาการเวียนหัวเล็กน้อยเข้าจู่โจม ไม่ใช่เพราะพลังงานหมดเกลี้ยงเสียทีเดียว แต่เป็นความเหนื่อยล้าทางจิตใจชั่วขณะ
หน้าจอระบบแสดงพลังงานลดลงแตะเส้นเตือนภัยที่ 3% แล้ว
เขาพิงกำแพงที่เย็นชื้น หายใจหอบเล็กน้อย พร้อมกับล้วงหยกโบราณชำรุดที่ซื้อมาในราคาสิบหยวนออกมาจากกระเป๋า
เมื่อถือด้วยร่างจริง คลื่นพลังปราณที่แผ่วเบานั้นยิ่งจับสัมผัสได้ยาก ตัวหยกเองก็หมองคล้ำไร้ประกาย เต็มไปด้วยรอยร้าว ใครเห็นก็คงนึกว่าเป็นขยะที่โยนทิ้งข้างทางแล้วไม่มีใครเก็บ
แต่ฉินเฟิงรู้ดีถึงความพิเศษของมัน
ปัญหาคือ จะเปลี่ยน "ความพิเศษ" นี้ให้กลายเป็นเงินได้อย่างไร
เอาไปวางขายแบกะดินที่ถนนเหวินป๋อ?
เสี่ยงเกินไป
อย่าว่าแต่พวกพ่อค้าแม่ค้าจะดูของเป็นหรือเปล่า ต่อให้มีคนดูออก เห็นเด็กอย่างเขาถือของแบบนี้ ปฏิกิริยาแรกย่อมต้องกดราคา หรือไม่ก็คิดมิดีมิร้าย หลักการ "คนไม่ผิด ผิดที่ครอบครองหยก" นี้ เขาเข้าใจดียิ่งกว่าใคร
ต้องหาช่องทางที่ค่อนข้างเป็นทางการ มีกำลังทรัพย์ และต้องรักษาหน้าตาตัวเองบ้าง
เขาค้นความทรงจำของหลินฟาน
แถวเขตตงผิง ดูเหมือนจะมีร้านชื่อ "จูเป่าไจ" (หอรวมสมบัติ) เป็นร้านใหญ่ ได้ยินว่าเถ้าแก่มีเส้นสายพอตัว เน้นลูกค้ากลุ่มกลางถึงบน และบางครั้งก็รับซื้อ "ของดี" จากชาวบ้านด้วย
ที่นี่แหละ
ฉินเฟิงไม่ได้ตรงดิ่งไปทันที แต่ใช้ 【ดวงตาหยั่งรู้】 อีกครั้ง พิจารณาเศษหยกในมืออย่างละเอียดและซ้ำแล้วซ้ำเล่า จารึกข้อความจากระบบที่ว่า "แฝงคลื่นพลังปราณที่มีชีวิตชีวาเพียงเล็กน้อย" ลงในสมอง
เขาต้องหาจุดอ้างอิงสำหรับบทสนทนาที่จะใช้ แม้ว่าเขาจะไม่สามารถพิสูจน์การมีอยู่ของพลังปราณให้คนอื่นเห็นได้ก็ตาม
เขาปรับลมหายใจ เก็บซ่อนความเยือกเย็นและมาดของรัชทายาทปีศาจลงไปบ้าง แต่ความนิ่งสงบในแววตาที่ดูลึกซึ้งเกินวัยนั้นไม่อาจปิดบังได้มิด เขาเร่งฝีเท้าตรงไปยังร้าน "จูเป่าไจ" ตามความทรงจำ
ร้าน "จูเป่าไจ" ตั้งอยู่ในย่านที่ค่อนข้างเงียบสงบ หน้าร้านตกแต่งเลียนแบบสถาปัตยกรรมโบราณ ประตูหน้าต่างทำจากไม้แดง ป้ายร้านตัวอักษรสีทอง ดูเป็นทางการกว่าแผงลอยที่ถนนเหวินป๋อมากโข
ภายในร้านแสงไฟนวลตา จัดแสดงเครื่องเคลือบ หยก ภาพวาดพู่กันจีน มีพนักงานกำลังเช็ดถูชั้นวางของอย่างระมัดระวัง
ฉินเฟิงผลักประตูเข้าไป กระดิ่งที่แขวนอยู่ส่งเสียงดังกุ๊งกิ๊ง
ชายวัยกลางคนสวมชุดคอจีนแบบราชวงศ์ถังที่ดูเหมือนจะเป็นผู้จัดการร้านเงยหน้าขึ้น สายตากวาดมองเครื่องแต่งกายราคาถูกของฉินเฟิงที่ขัดกับบรรยากาศร้านอย่างสิ้นเชิง คิ้วขมวดเข้าหากันเล็กน้อยแทบมองไม่เห็น
แต่ด้วยความเป็นมืออาชีพ เขาจึงยังรักษามารยาทพื้นฐานไว้ได้ "พ่อหนุ่ม มีธุระอะไรหรือเปล่า?"
น้ำเสียงเรียบเฉย แฝงความห่างเหินที่ยากจะสังเกต
ฉินเฟิงเดินไปที่เคาน์เตอร์ โดยไม่มีการเกริ่นนำให้มากความ เขาแบมือออก เผยให้เห็นเศษหยกโบราณชิ้นนั้นทันที
"เถ้าแก่ รับซื้อของไหมครับ?" น้ำเสียงของเขาเรียบสงบ ฟังไม่ออกถึงอารมณ์ใดๆ
เถ้าแก่ร้านเหลือบมองของในมือเขาแวบหนึ่ง สีหน้าพลันปรากฏแววขบขันปนดูแคลน "ไอ้หนู ที่นี่ไม่ใช่ร้านรับซื้อของเก่ารีไซเคิลนะ ก้อนหินก้อนนี้เอาไปเล่นที่อื่นไป"
เขาโบกมือไล่ ส่งสัญญาณให้ฉินเฟิงออกไป
ฉินเฟิงไม่ได้โกรธ และไม่ได้ถอยหนี เพียงแค่ยื่นมือออกไปข้างหน้าอีกนิด น้ำเสียงยังคงมั่นคง "อาจารย์ของผมบอกว่า ของชิ้นนี้มีอะไรน่าสนใจ ให้ลองเอามาให้คุณดู"
"อาจารย์?" เถ้าแก่ได้ยินดังนั้นก็พิจารณาฉินเฟิงอีกครั้ง สายตาเริ่มมีความสงสัยใคร่รู้มากขึ้น
ในวงการของเก่า มีบ้างเหมือนกันที่ครูบาอาจารย์รุ่นเก๋าจะพาลูกศิษย์ออกหาประสบการณ์
เขาลดท่าทีดูแคลนลงเล็กน้อย หยิบแว่นขยายบนโต๊ะขึ้นมาส่องดูเศษหยกในมือฉินเฟิงอย่างเสียไม่ได้
พอดูแล้ว คิ้วก็ยิ่งขมวดมุ่น
เนื้อหยาบ รอยร้าวเต็มไปหมด ไร้ความมันวาว เทียบไม่ได้แม้แต่กับหยกซิ่วอวี้เกรดต่ำสุด ไม่ต้องพูดถึงหยกเหอเถียนหรือหยกมรกตเลย
เขาวางแว่นขยายลง ส่ายหน้า "พ่อหนุ่ม ไม่ใช่ว่าของอะไรเก่าแล้วจะราคาแพงนะ ของชิ้นนี้ พูดตามตรง ไร้ราคา เธอกับอาจารย์ของเธอคงดูพลาดแล้วล่ะ"
"อาจารย์ผมบอกว่า ผิวหยกหมองหม่น แต่ประกายปราณซ่อนเร้น มองไม่ใช่แค่เปลือก แต่เป็น 'จิตวิญญาณ' ข้างใน"
ฉินเฟิงพูดอย่างไม่รีบร้อน จ้องตาเถ้าแก่เขม็ง
ประโยคนี้เขาแต่งขึ้นสดๆ โดยผสมข้อมูลจาก 【ดวงตาหยั่งรู้】 เข้ากับศัพท์แสงลึกลับที่หลินฟานเคยได้ยินผ่านหูมา เพื่อสร้างภาพให้ดูลึกลับซับซ้อน
พร้อมกันนั้น เขาแอบเดินพลังจิตอันน้อยนิด ไม่ใช่เพื่อโจมตี แต่เพื่อทำให้แววตาของตนดูลุ่มลึก มั่นคง และแผ่รังสีแห่งอำนาจที่ไม่อาจปฏิเสธออกมา
นี่เป็นลูกเล่นที่ผู้มีอำนาจในชาติก่อนใช้จนชิน เมื่อประกอบกับสีหน้าที่นิ่งสงบของเขาในตอนนี้ มันกลับทำให้เถ้าแก่ร้านรู้สึกใจสั่นไหววูบอย่างประหลาด
เถ้าแก่หันมามองฉินเฟิงอีกครั้ง คราวนี้สายตาจริงจังขึ้นมาก
เด็กหนุ่มตรงหน้า เสื้อผ้าซอมซ่อ อายุยังน้อย แต่ดวงตาคู่นั้น...
มันนิ่งเกินไป นิ่งจนไม่เหมือนเด็กวัยนี้ แต่กลับเหมือนมือเก๋าที่เจนจัดในสนาม
แถมคำพูดเรื่อง "ประกายปราณซ่อนเร้น" ฟังดูลึกลับก็จริง แต่พวกเซียนพระเก่าๆ บางคนก็ชอบพูดทำนองนี้
หรือว่าของชิ้นนี้จะมีทีเด็ดอะไรที่เขาดูไม่ออกจริงๆ?
เถ้าแก่เริ่มลังเลในใจ
เขาหยิบแว่นขยายขึ้นมาอีกรอบ ส่องดูละเอียดกว่าเดิม ถึงขั้นใช้ไฟฉายสว่างจ้าส่องดู
น่าเสียดาย ไม่ว่าจะดูมุมไหน มันก็ยังเป็นเศษหยกคุณภาพห่วยแตก
วัสดุไม่ทราบที่มา งานฝีมือไม่มี นอกจากความเก่าที่ดูจะเป็นของจริงแล้ว ก็ไม่มีอะไรดีเลย
เขาวางเครื่องมือลง ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
ด้วยความระมัดระวังแบบพ่อค้า เขาไม่อยากพลาดโอกาสใดๆ แต่ก็ไม่อยากเป็นหมูให้เขาเชือด
"ต่อให้มี 'จิตวิญญาณ' อย่างที่อาจารย์เธอว่า แต่สภาพนี้มันแย่เกินไป"
เถ้าแก่ส่ายหน้า น้ำเสียงอ่อนลงบ้าง แต่ยังคงไม่ให้ราคา "เอาอย่างนี้ เห็นแก่หน้าอาจารย์เธอ ฉันให้ค่าเสียเวลา ห้าร้อยหยวน ของชิ้นนี้ฉันจะเก็บไว้ศึกษาดู เป็นไง?"
เขาพยายามกดราคาเพื่อหยั่งเชิง
ฉินเฟิงแค่นหัวเราะในใจ ห้าร้อย?
ห่างไกลจากเป้าหมายหนึ่งแสนลิบลับ
เขารู้ว่าอีกฝ่ายยังดูไม่ออกถึงมูลค่าที่แท้จริง แค่กำลังเสี่ยงดวง
"แปดหมื่น"
ฉินเฟิงบอกตัวเลขออกไป น้ำเสียงราบเรียบราวกับกำลังพูดเรื่องดินฟ้าอากาศ
ราคานี้เขาคำนวณมาแล้ว เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายฉุกเฉินของพี่สาว และไม่สูงเวอร์จนอีกฝ่ายคิดว่ามาป่วน
"เท่าไหร่ นะ?"
เถ้าแก่แทบไม่เชื่อหูตัวเอง เบิกตากว้างมองฉินเฟิง หัวเราะด้วยความโมโห "แปดหมื่น? พ่อหนุ่ม ล้อกันเล่นหรือเปล่า? หินก้อนนี้เนี่ยนะ กล้าเรียกแปดหมื่น?"
"ราคาที่อาจารย์ผมตั้งไว้"
ฉินเฟิงสีหน้าไม่เปลี่ยน โยนเหตุผลไปให้ "อาจารย์" ที่ไม่มีตัวตนทันที สายตายังคงมองเถ้าแก่อย่างสงบนิ่ง "ท่านบอกว่า ของชิ้นนี้มีค่าเท่านี้ ถ้าคุณดูไม่ขาด ก็ไม่เป็นไร ผมไปถามร้านอื่นต่อก็ได้"
ว่าจบ เขาก็ทำท่าจะเก็บหยกกลับ
ถอยเพื่อรุก!
เถ้าแก่จ้องหน้าฉินเฟิง พยายามจับพิรุธหรือความเจ้าเล่ห์ แต่ก็คว้าน้ำเหลว
สายตาของเด็กหนุ่มเปิดเผยจนน่ากลัว แถมยังแฝงความเย็นชาแบบ "ถ้าคุณตาไม่ถึง ก็เป็นความเสียหายของคุณเอง"
ท่าทีที่มั่นใจขนาดนี้ กลับทำให้เถ้าแก่ยิ่งลังเลหนักกว่าเก่า
ในวงการของเก่า เรื่องเสือซ่อนเล็บมีให้เห็นถมไป
เกิดเด็กคนนี้มีอาจารย์ประหลาดๆ หนุนหลังจริง แล้วของชิ้นนี้เป็นของหายากที่เขาไม่รู้จักขึ้นมาล่ะ?
แปดหมื่นสำหรับจูเป่าไจไม่ใช่เงินก้อนใหญ่ แต่เรื่องเสียหน้าเพราะตาถั่วนี่สิที่เขารับไม่ได้
ในจังหวะที่นิ้วของฉินเฟิงกำลังจะแตะโดนหยก เถ้าแก่ก็โพล่งออกมา: "เดี๋ยวก่อน!"
ฉินเฟิงชะงัก เงยหน้ามอง
เถ้าแก่กัดฟันกรอด ในใจต่อสู้กันอย่างหนักหน่วง "แปดหมื่นมันแพงไป! เอางี้ ฉันเห็นว่าเธอวิ่งเต้นให้อาจารย์ก็ลำบาก สองหมื่น! ให้เต็มที่สองหมื่น! ของชิ้นนี้ความเสี่ยงสูง ฉันซื้อมาอาจจะเจ๊งก็ได้"
"แปดหมื่น" ฉินเฟิงย้ำคำเดิม ไม่ยอมถอยแม้แต่ก้าวเดียว "ขาดหนึ่งเฟินก็ไม่ขาย"
สายตาของเขาพลันคมกริบขึ้นเล็กน้อย แรงกดดันแห่งราชันย์ปีศาจแม้จะเบาบาง แต่ก็ทำให้เถ้าแก่ที่จ้องมองเขาอยู่รู้สึกหนาววูบที่ขั้วหัวใจ ราวกับถูกสัตว์ร้ายจ้องมอง
เถ้าแก่ชะงักลมหายใจ
เขารู้สึกได้ทันทีว่า การต่อรองกับเด็กคนนี้กดดันอย่างประหลาด
แรงกดดันที่เกินวัย ทำให้เขาไม่กล้าตวาดไล่เหมือนเด็กทั่วไป
ภายในร้านตกอยู่ในความเงียบชั่วขณะ
สุดท้าย เถ้าแก่ก็เหมือนลูกโป่งที่ถูกปล่อยลม ถอนหายใจเฮือกใหญ่ "เออ! แปดหมื่นก็แปดหมื่น! ฉันอยากจะรู้นักว่าของชิ้นนี้มันมีดีอะไร! ไอ้หนู เธอกับอาจารย์เธอนี่เขี้ยวลากดินจริงๆ!"
เขาพูดพลางกัดฟัน รู้สึกเหมือนโดนเชือดนิ่มๆ แต่ลึกๆ ก็สังหรณ์ว่าเรื่องนี้อาจไม่ง่ายอย่างที่เห็น
เขาหันไปเปิดตู้เซฟ หยิบเงินสดแบงก์ร้อยปึกใหม่เอี่ยมแปดปึกออกมาวางบนเคาน์เตอร์ "เงินสด นับดู"
ฉินเฟิงกวาดตามองธนบัตร 【ดวงตาหยั่งรู้】 ตรวจสอบทันที —— ของจริง
ภูเขาที่ทับอกอยู่ถูกยกออกไปทันที
เขาไม่รีบร้อนหยิบเงิน แต่เลื่อนหยกโบราณชิ้นนั้นส่งไปให้ก่อน แล้วค่อยๆ หยิบเงินแปดปึกใส่ลงในถุงผ้าเก่าๆ ที่เตรียมมา
ท่วงท่าสุขุม ไม่มีอาการตื่นเต้นให้เห็นแม้แต่น้อย
"การค้าขายราบรื่นครับ" ฉินเฟิงเอ่ยเรียบๆ หิ้วถุงผ้า หันหลังเดินออกจากร้านโดยไม่รั้งรอ
เถ้าแก่ถือเศษหยกในมือ มองตามหลังเด็กหนุ่มไป คิ้วขมวดมุ่น ในใจยังตุ้มๆ ต่อมๆ ไม่รู้ว่าการตัดสินใจครั้งนี้ถูกหรือผิดกันแน่
...
เมื่อเดินออกจากจูเป่าไจ แดดยามบ่ายเริ่มแยงตา
ฉินเฟิงรีบเดินลัดเลาะผ่านถนนหลายสาย จนกระทั่งออกห่างจากย่านนั้นพอสมควร จึงหยุดพักที่มุมตึกปลอดคน
เขาพิงกำแพง สูดหายใจลึก แล้วค่อยๆ ผ่อนออกยาวๆ
เส้นประสาทที่ตึงเครียดได้ผ่อนคลายลงบ้างแล้ว
มือที่กำถุงผ้าแน่นจนข้อขาวซีด
แปดหมื่น! สำเร็จแล้ว!
แม้จะยังขาดอีกสองหมื่นจึงจะครบเป้าหมายหนึ่งแสน แต่นี่คือเงินก้อนแรกที่สำคัญที่สุด!
ค่ารักษาของพี่สาว มีหวังแล้ว!
เขาไม่รอช้า รีบเรียกแท็กซี่ บอกจุดหมายปลายทางไปยังโรงพยาบาลประชาชนเมืองตงไห่
ขณะนั่งอยู่เบาะหลัง มองดูทิวทัศน์ข้างทางที่วิ่งผ่านไปอย่างรวดเร็ว แววตาของฉินเฟิงกลับมามุ่งมั่นและเย็นชาอีกครั้ง
นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น
เมื่อแก้วิกฤตตรงหน้าได้แล้ว ต่อไปคือการใช้ระบบนี้ เพื่อยืนหยัดให้มั่นคงในโลกแปลกหน้านี้ให้เร็วยิ่งขึ้น และฟื้นคืนพลังให้เร็วยิ่งกว่า
ความแค้นในแดนปีศาจ ยังรอให้เขาไปชำระ!
แท็กซี่จอดที่หน้าโรงพยาบาล
ฉินเฟิงลงจากรถ ก้าวยาวๆ ตรงไปที่ช่องชำระเงิน หยิบเงินสองหมื่นออกมาจากถุงผ้า
"ชำระเงิน แผนกผู้ป่วยใน ชื่อหลินเวย"
เขาดันเงินเข้าไปในช่องกระจก น้ำเสียงราบเรียบ แต่แฝงไว้ด้วยพลังอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน