เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 30 - ขุนเขาที่สั่นสะเทือน

บทที่ 30 - ขุนเขาที่สั่นสะเทือน

บทที่ 30 - ขุนเขาที่สั่นสะเทือน


บทที่ 30 - ขุนเขาที่สั่นสะเทือน

✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿

ทันทีที่ยอดฝีมือจากยอดเขาในสังหารร่างจำแลงของเทวมารจนดับสูญ

ฟ่านมั่วก็รีบกลับมายังยอดเขาน้อยหลิงซวี

สีหน้าของเขาดูย่ำแย่ถึงขีดสุด

ไม่ใช่แค่เพราะหายนะครั้งนี้ทำให้ยอดเขาน้อยหลิงซวีสูญเสียอย่างหนัก พวกผู้ดูแลระดับกลั่นลมปราณชั้น 7 ขึ้นไปซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของเทวมารแทบจะตายเรียบ ส่วนศิษย์ระดับต่ำก็โดนไอสีดำระลอกแรกเล่นงานจนล้มตายไปไม่น้อย ผู้ที่รอดชีวิตส่วนใหญ่คือศิษย์ระดับกลาง

จากการรวบรวมตัวเลข ศิษย์บนยอดเขาน้อยหลิงซวีเหลือรอดไม่ถึงเจ็ดส่วน เท่ากับว่าการบุกรุกของเทวมารระลอกนี้คร่าชีวิตศิษย์สายนอกไปกว่าสองร้อยคน

ยังดีที่มีระดับยอดฝีมือยื่นมือเข้ามาช่วย ไม่อย่างนั้นคงตายกันเกลื่อนกว่านี้แน่

ส่วนเรื่องที่สองที่ทำให้ฟ่านมั่วหน้าเสีย คือการที่เขาทิ้งลูกศิษย์แล้วหนีเอาตัวรอดไปคนเดียวในช่วงเวลาวิกฤต

ถึงแม้จะเป็นทางเลือกที่จำเป็นเพื่อรักษาชีวิตตัวเอง แต่ในการประชุมที่หอจัดการของสำนัก เขาถูกเจ้าของยอดเขานอกคนอื่นๆ รุมตำหนิอย่างหนัก กล่าวหาว่าเขาขี้ขลาดตาขาวทิ้งลูกศิษย์ ยื่นเรื่องถอดถอนเขาออกจากตำแหน่ง

แม้ท่านเจ้าสำนักจะระงับเรื่องนี้ไว้ก่อน แต่ฟ่านมั่วก็รู้ตัวดีว่าในสายตาของระดับสูงในสำนัก เขาได้สร้างภาพลักษณ์อันเลวร้ายไว้เสียแล้ว

อีกด้านหนึ่ง

เวลานี้หานอี้ไม่ได้อยู่ที่ยอดเขาน้อยหลิงซวีแล้ว

หลังจากยอดฝีมือท่านนั้นจากไป เขาก็ไม่กล้าอ้อยอิ่งอยู่ที่เดิมเพราะกลัวว่าบนยอดเขาน้อยหลิงซวียังมีภัยซ่อนเร้นที่ยังจัดการไม่หมด จึงรีบแจ้นลงเขาตามหลังไปติดๆ

อันที่จริง

ศิษย์ส่วนใหญ่บนยอดเขาน้อยหลิงซวีตอนนี้ก็ไม่มีใครกล้าอยู่ต่อ ต่างวิ่งหนีกันเร็วปานกระต่ายตื่นตูม

มองภายนอกเหมือนการต่อสู้จะจบลงแล้ว แต่กันไว้ดีกว่าแก้ เกิดซวยซ้ำสองขึ้นมาจะทำยังไง

วิญญูชนไม่ยืนอยู่ใต้กำแพงที่จวนเจียนจะพังทลาย ผู้ฝึกตนยิ่งต้องระวังตัวเป็นทวีคูณ

สถานที่ที่หานอี้เลือกไปหลบภัย แน่นอนว่าต้องเป็นยอดเขาจูเชว่

ยอดเขาจูเชว่เป็นหนึ่งในเก้ายอดเขาใน และเป็นที่ตั้งของหอจัดการสำนัก ผู้คนพลุกพล่าน ไม่ได้ห้ามคนเข้าออก

ที่สำคัญที่สุดคือ ยอดเขาจูเชว่จัดว่าเป็นท็อป 3 ของยอดเขาใน มีผู้ฝึกตนระดับสร้างแกนทองคำนั่งเมืองอยู่ตลอดทั้งปี

ความเร็วของหานอี้จัดว่าเร็วมาก รอจนเขาไปถึงยอดเขาจูเชว่แล้ว ถึงเพิ่งจะเห็นศิษย์สายนอกคนอื่นๆ ทยอยตามมา

ศิษย์สายนอกพวกนี้ส่วนใหญ่มาจากยอดเขาที่อยู่ใกล้เคียงกับยอดเขาน้อยหลิงซวี ส่วนน้อยเป็นศิษย์ของยอดเขาน้อยหลิงซวีเอง

ศิษย์จากยอดเขาอื่นที่เห็นเหตุการณ์การต่อสู้บนยอดเขาน้อยหลิงซวี ต่างรู้สึกไม่ปลอดภัย จึงพากันหนีมาหลบที่ยอดเขาจูเชว่

ส่วนศิษย์ระดับกลางจากยอดเขาน้อยหลิงซวี ส่วนใหญ่ก็มีสภาพเหมือนหานอี้ คือยังอกสั่นขวัญแขวน หน้าซีดเผือด เห็นได้ชัดว่าตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อ ยังเรียกสติกลับมาไม่ครบ

"ตกลงมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?"

"ไม่รู้ ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน รู้แค่ยอดเขาน้อยหลิงซวีซวยหนัก ศิษย์พี่ศิษย์น้องสิบคนหนีรอดมาได้สักสองสามคนก็นับว่าเก่งแล้ว"

"ทำไมถึงมีร่างจำแลงเทวมารโผล่มาได้ บัดซบเอ๊ย"

"นี่มันในสำนักนะเว้ย เกิดเรื่องแบบนี้ได้ยังไง เลวร้ายเกินไปแล้ว"

"จริงสิ เจ้าอยู่ยอดเขาน้อยจู๋เยี่ยไม่ใช่เหรอ หนีมาทำไมกับเขาด้วย?"

"อย่าพูดถึงเลย ยอดเขาน้อยจู๋เยี่ยอยู่ติดกับยอดเขาน้อยหลิงซวี พวกเราเห็นยักษ์ดำน่ากลัวนั่นกันเต็มสองตา ยอดเขาน้อยกู่เจี้ยนไม่มีใครหนีรอดมาได้เลยสักคน ยอดเขาน้อยหลิงซวีก็ยับเยิน ถ้าขืนไม่หนีแล้วเกิดซวยขึ้นมา จะให้นั่งรอความตายหรือไง"

"ได้ยินอาจารย์ลุงฝูบอกว่า เจ้ายักษ์ดำนั่นคือร่างจำแลงเทวมาร?"

"อาจารย์ลุงฝูคือใคร?"

"ก็ผู้ฝึกตนที่ฆ่าร่างจำแลงเทวมารตอนจบไงเล่า อาจารย์ลุงฝูเป็นหนึ่งในผู้ฝึกตนระดับสร้างแกนทองคำของสำนักเสวียนตานเรา สมบัติวิเศษที่พ่นไฟได้นั่นก็คือ ครอบอัคคีเก้ามังกร ที่เลื่องลือระบือนามไงล่ะ"

"อ๋อ อย่างนี้นี่เอง"

"แล้วสรุปว่าร่างจำแลงเทวมารมันคือตัวอะไรกันแน่?"

"ข้าก็ไม่รู้"

"ไม่รู้เหมือนกัน"

ผู้คนรอบข้างต่างพูดคุยกันด้วยความหวาดวิตก

หานอี้แอบฟังจนได้ความว่า ผู้ที่ลอยตัวอยู่กลางอากาศและสังหารยักษ์สีดำนั้น เป็นผู้ฝึกตนระดับสร้างแกนทองคำของสำนัก แซ่ฝู อย่างที่เขาคาดไว้จริงๆ

และกลุ่มไอสีดำที่รวมตัวกันเป็นยักษ์สูงสามเมตรตอนท้าย ก็คือร่างจำแลงเทวมาร

ส่วนไอ้ร่างจำแลงเทวมารนี่มันคือตัวอะไรกันแน่ คนรอบๆ ก็ดูจะไม่รู้เรื่องพอกัน

หานอี้เลยเลิกสนใจ

รออยู่ตลอดยามบ่าย จนผ่านไปสองสามชั่วยาม (4-6 ชั่วโมง)

ช่วงเวลานี้ช่างทรมานใจทุกคนเหลือเกิน

ในที่สุดก็มีผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐานของยอดเขาจูเชว่ออกมาประกาศว่า ยอดเขานอกปลอดภัยแล้ว จุดศูนย์กลางค่ายกลทั้งหมดถูกเปิดใช้งานเต็มกำลัง ให้ทุกคนกลับไปได้

ทุกคนถึงค่อยวางใจ ทยอยแยกย้ายกันกลับไปยังยอดเขานอกของตน

เมื่อหานอี้กลับมาถึงยอดเขาน้อยหลิงซวี ภายในยอดเขากลับคืนสู่ความสงบแล้ว นอกจากเรือนพักที่พังทลายไปบางส่วน ก็ไม่มีร่องรอยการต่อสู้อื่นอีก

ภายนอกยอดเขา ทะเลเมฆดูงดงาม มีแสงวิญญาณสว่างวาบขึ้นเป็นระยะ

สถานการณ์แบบนี้คือการเร่งพลังค่ายกลป้องกันยอดเขาจนถึงขีดสุด แถมท่านเจ้าของยอดเขายังมานั่งคุมจุดศูนย์กลางด้วยตัวเอง ต่อให้มีร่างจำแลงเทวมารโผล่มาอีก ก็ยังพอต้านทานได้สักพักเพื่อรอคนมาช่วย

ไม่ใช่แค่ยอดเขาน้อยหลิงซวีเท่านั้น

หลังจากวันนั้น ยอดเขานอกร้อยกว่าลูกต่างเปิดค่ายกลป้องกันสูงสุด บรรยากาศตึงเครียดเหมือนเตรียมพร้อมรับสงคราม

บรรยากาศแบบนี้ทำให้หานอี้อารมณ์บูดไปหลายวัน

จนกระทั่งวันที่เจ็ด

ตอนที่เขาออกไปสืบข่าวที่ยอดเขาจูเชว่ ก็บังเอิญเจอกับฉู่จินม่อที่ไม่ได้เจอกันมาหนึ่งปี

"ยินดีกับศิษย์พี่ฉู่ด้วยขอรับ ยินดีจริงๆ ในที่สุดก็ทะลวงขึ้นชั้น 7 บอกลายอดเขานอก ได้ไปเป็นศิษย์ประจำยอดเขาในแล้ว"

หานอี้ยินดีกับนางจากใจจริง และแอบอิจฉานิดๆ

ถ้าเขาขึ้นชั้น 7 บ้าง ก็คงได้ไปซ่อนตัวอย่างปลอดภัยในยอดเขาใน

ยอดเขาในทั้งเก้า ส่วนใหญ่มีผู้ฝึกตนระดับสร้างแกนทองคำนั่งเมือง ต่อให้ไม่มี อย่างน้อยก็มีระดับสร้างรากฐานฝีมือฉกาจดูแลอยู่

แถมค่ายกลของเก้ายอดเขาในยังเชื่อมโยงถึงกัน เว้นแต่จะมีศัตรูระดับสร้างแกนทองคำบุกมาพร้อมกันหลายคน ไม่อย่างนั้นอย่าหวังจะสั่นคลอนค่ายกลของยอดเขาในได้

และสถานการณ์แบบนั้น ตั้งแต่ก่อตั้งสำนักเสวียนตานมาหลายพันปี ยังไม่เคยเกิดขึ้นสักครั้ง

พูดง่ายๆ ยอดเขาในก็คือป้อมปราการเหล็กที่ไม่มีวันแตก

ฉู่จินม่อยังคงสวมชุดคลุมสีเทาของศิษย์สายนอก ไม่ได้เปลี่ยนเป็นชุดศิษย์สายใน แต่กลิ่นอายของนางยังไม่เสถียรและทรงพลังกว่าเมื่อก่อนมาก เห็นได้ชัดว่าเพิ่งจะทะลวงขั้นสำเร็จมาหมาดๆ

ดูแค่นี้ก็รู้แล้ว

ฉู่จินม่อเห็นหานอี้ ใบหน้าก็เผยรอยยิ้มอ่อนโยน

"ศิษย์น้องหานมาทำอะไรที่นี่?"

"ได้ยินศิษย์น้องเยี่ยนบอกว่าเจ้าปิดด่านฝึกตนอยู่ไม่ใช่หรือ?"

หานอี้ผายมือทำหน้าจนใจ "ปิดด่งปิดด่านอะไรกันล่ะขอรับ ยอดเขาน้อยหลิงซวีเกิดเรื่องขนาดนั้น ข้าจะไปมีอารมณ์ปิดด่านได้ยังไง"

หานอี้พูดความจริง

เดิมทีเขาตั้งใจจะปิดด่านเพื่อมุ่งเน้นฝึกดัชนีหลิงซวีให้ทะลวงสู่ระดับต่อไป ซึ่งเขาประเมินว่าต้องใช้เวลาประมาณสามเดือน

แต่ยังไม่ทันได้เริ่ม ก็เกิดเหตุเทวมารบุกเสียก่อน

เขานึกโชคดีที่ตอนนั้นไม่ได้กำลังเข้าฌานลึก ไม่งั้นคงอันตรายกว่านี้

หลังจากเกิดเรื่อง หานอี้ก็ยังขวัญผวาอยู่หน่อยๆ

เงื่อนไขการปิดด่านของเขาคือยอดเขาน้อยหลิงซวีต้องปลอดภัยและมั่นคง แต่ตอนนี้เงื่อนไขนั้นถูกทำลายไปแล้ว

ดังนั้นช่วงนี้เขาเลยกระวนกระวายใจ เที่ยวออกสืบหาความจริงของเหตุการณ์นั้นไปทั่ว

"อ้อ จริงสิ ลืมไปเลยว่าเจ้าอยู่ยอดเขาน้อยหลิงซวี โชคดีที่เจ้าไม่เป็นอะไร"

ฉู่จินม่อขมวดคิ้ว สีหน้าลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจเอ่ยปาก

"เรื่องที่เกิดขึ้นบนยอดเขาน้อยหลิงซวี ข้าพอจะรู้ความจริงบางอย่าง"

"และเรื่องที่เกี่ยวพันอยู่เบื้องหลัง มันไม่ได้มีแค่ที่เห็นภายนอก"

"แต่อย่างไรก็ตาม ศิษย์น้องหานวางใจเถิด ได้ยินอาจารย์อาชีบอกว่า ยอดฝีมือของสำนักได้ตรวจสอบรอบหนึ่งแล้ว และยังเปิดใช้งานมหาค่ายกลป้องกันเทือกเขาสำนัก เชื่อว่าคงไม่มีเหตุการณ์เทวมารเกิดขึ้นอีกแล้วล่ะ"

"แต่ว่า..."

พูดถึงตรงนี้ ฉู่จินม่อก็เว้นจังหวะไปนิดหนึ่ง ก่อนจะพูดต่อ

"แต่ว่า อีกเดี๋ยวอาจจะมี คำสั่งเกณฑ์คนของสำนัก ประกาศออกมา ศิษย์น้องหานลองเตรียมตัวล่วงหน้าไว้หน่อยก็ดีนะ"

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 30 - ขุนเขาที่สั่นสะเทือน

คัดลอกลิงก์แล้ว