- หน้าแรก
- หน้าต่างความชำนาญ ยิ่งฝึกข้ายิ่งเทพ
- บทที่ 28 - ความเปลี่ยนแปลงในรอบสามปี
บทที่ 28 - ความเปลี่ยนแปลงในรอบสามปี
บทที่ 28 - ความเปลี่ยนแปลงในรอบสามปี
บทที่ 28 - ความเปลี่ยนแปลงในรอบสามปี
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
หลังจากสรุปบทเรียนจากการปะทะกันครั้งนี้
หานอี้ไม่ได้หลงระเริงที่ตัวเองเป็นฝ่ายชนะ แต่กลับรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาแทน
ทุกการต่อสู้ล้วนมีความเสี่ยง
สมมติว่าครั้งนี้เขาไปเจอโจรผู้ฝึกตนระดับขอบเขตกลั่นลมปราณช่วงปลาย เข้า คงมีโอกาสสูงมากที่เขาจะต้องจบเห่
ต่อให้ไม่ตาย ก็คงยากที่จะถอยออกมาได้โดยไร้บาดแผล
จากการประเมินของหานอี้ ถ้าเจอกับระดับชั้น 6 เขาน่าจะมีโอกาสชนะสูง แน่นอนว่านี่เป็นแค่การคาดเดา เขามีท่าไม้ตาย อีกฝ่ายก็อาจจะมีท่าไม้ตายเหมือนกัน ถ้าเกิดท่าไม้ตายของอีกฝ่ายดันแพ้ทางกันพอดี ความไม่แน่นอนก็จะยิ่งสูงขึ้น
แต่ถ้าต้องเจอกับระดับชั้น 7 อย่าว่าแต่โอกาสชนะเลย แค่ต้านทานได้สักพักก็นับว่าเก่งมากแล้ว
เว้นเสียแต่ว่าดัชนีหลิงซวีหรือวิชาควบคุมกระบี่ของเขาจะทะลวงไปสู่ระดับใหม่ ถึงตอนนั้นหานอี้ถึงจะมั่นใจพอที่จะประจันหน้ากับระดับชั้น 7 ได้
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ หานอี้ก็ส่งกระแสจิตเรียกหน้าต่างสีแดงจางๆ กึ่งโปร่งแสงให้ปรากฏขึ้นตรงหน้า
[อายุขัย: 25/99]
[ระดับพลัง: ขอบเขตกลั่นลมปราณชั้น 5 (6/100)]
[วิชาหลัก: เคล็ดวิชาโอสถอัคคี (เชี่ยวชาญ 29/100)]
[ทักษะ: ทักษะการปรุงยา (แตกฉานชำนาญศิลป์ 48/100)
ดัชนีหลิงซวี (แตกฉานชำนาญศิลป์ 90/100)
วิชาควบคุมกระบี่ (แตกฉานชำนาญศิลป์ 49/100)
วิชากายาเบา (แตกฉานชำนาญศิลป์ 19/100) ]
เมื่อมองดูทักษะทั้งสี่ที่ล้วนอยู่ในระดับแตกฉานชำนาญศิลป์ หานอี้ก็ยิ้มออกมาด้วยความพึงพอใจ
ตลอดสามปีมานี้
ไม่ใช่ว่าเขาไม่มีโอกาสได้เรียนรู้วิชาอื่น เขาหาซื้อได้ทั้งจากช่องทางของสำนัก จากตลาด หรือแม้แต่ขอซื้อจากศิษย์หญิงยอดเขาน้อยหลิงซวีที่สนิทกันก็ได้
แต่เขาเลือกที่จะไม่ทำ
หลักการที่ว่าโลภมากลาภหาย หรือเรียนเยอะแต่ไม่รู้จริงสักอย่าง เขาย่อมเข้าใจดี
โดยเฉพาะดัชนีหลิงซวีและวิชาควบคุมกระบี่ สองวิชาสายต่อสู้นี้เกื้อหนุนซึ่งกันและกัน การต่อสู้ที่แท้จริงระหว่างผู้บำเพ็ญเพียรไม่มีการยื้อเยื้อหรอก ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงในชั่วพริบตา ตัดสินความเป็นความตายกันในเสี้ยววินาที
ความคิดลึกๆ ของหานอี้คือรอให้สองวิชานี้ทะลวงผ่านระดับ [แตกฉานชำนาญศิลป์] ไปสู่ระดับถัดไปก่อน แล้วค่อยพิจารณาเรียนรู้วิชาใหม่
ส่วนวิชากายาเบานั้นเจ้าของยอดเขาน้อยหลิงซวีเป็นคนมอบให้ ประจวบกับหานอี้ขาดแคลนวิชาสายหลบหนีพอดี ก็เลยฝึกฝนติดตัวไว้
และตลอดสามปีที่เขาตระเวนไปตามตลาดต่างๆ บนยอดเขานอก เขาก็ตั้งใจฝึกฝนวิชานี้จนเลื่อนระดับขึ้นมาเป็น [แตกฉานชำนาญศิลป์] เช่นกัน
น่าเสียดาย
พอทักษะทุกอย่างเข้าสู่ระดับ [แตกฉานชำนาญศิลป์] แล้ว ความเร็วในการปั่นค่าความชำนาญก็ลดฮวบลงอย่างน่าใจหาย กินเวลาชีวิตสุดๆ
สามปีมานี้ วิชาควบคุมกระบี่และดัชนีหลิงซวีที่เขาให้ความสำคัญมากที่สุด ก็ขยับไปถึงแค่ 49/100 และ 90/100 เท่านั้น ความคืบหน้าไม่ได้ดั่งใจเท่าไหร่
นอกจากนี้
เคล็ดวิชาโอสถอัคคีซึ่งเป็นวิชาหลักที่ส่งผลต่อความเร็วในการบำเพ็ญเพียร ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากเปลี่ยน
แต่เขาไปสืบทราบมาว่าวิชานี้เหมาะกับการปูพื้นฐานให้นักปรุงยาที่มีรากวิญญาณธาตุไฟที่สุด โดยเฉพาะในช่วงขอบเขตกลั่นลมปราณช่วงต้นและช่วงกลาง
รอให้ก้าวเข้าสู่ชั้น 7 ก่อนค่อยเปลี่ยนไปใช้วิชาที่ระดับสูงกว่า ลำดับขั้นตอนที่ถูกต้องแบบนี้เป็นสิ่งที่สำนักเสวียนตานพิสูจน์มาแล้วผ่านประวัติศาสตร์อันยาวนาน
หานอี้จึงไม่ฝืน และใช้วิชานี้ต่อไปก่อน เวลาสามปีทำให้วิชานี้เลื่อนจากระดับชำนาญขึ้นมาเป็นระดับเชี่ยวชาญ
หลังจากตรวจสอบสถานะของตัวเองจนครบถ้วน หานอี้ก็หยิบถุงมิติที่ยึดมาจากโจรผู้ฝึกตนออกมา
ใช้เวลาครึ่งค่อนวันกว่าจะลบตราประทับของเจ้าของเดิมออกได้ พอส่องดูข้างใน หัวใจเขาก็เต้นแรงด้วยความตื่นเต้น
ของในถุงมิติของโจรรายนี้มีของจิปาถะเต็มไปหมด
หานอี้หยิบเฉพาะของที่เขาสนใจออกมา
หินวิญญาณสามร้อยกว่าก้อน ทรายวิญญาณอีกกว่าร้อยชั่ง ขวดเล็กขวดน้อย เศษยันต์ จานค่ายกล และแผ่นหยกถ่ายทอดวิชาที่ยังไม่ได้ใช้อีกสองแผ่น
ของพวกนี้ แม้สำหรับหานอี้ที่มีสินทรัพย์เกินสองพันหินวิญญาณจะไม่นับว่าเป็นเงินก้อนโตอะไรมากมาย แต่ของที่ได้มาฟรีๆ ยังไงก็น่าดีใจอยู่ดี
หานอี้ไม่ได้เสียเวลาไปศึกษายาในขวด ยันต์ หรือจานค่ายกลพวกนั้น
การมานั่งวิจัยของพวกนี้มันเปลืองเวลาเกินไป
สิ่งที่หานอี้ขาดแคลนที่สุดก็คือเวลา เอาเวลาพวกนั้นไปปั่นค่าความชำนาญดัชนีหลิงซวีให้ทะลวงระดับเร็วๆ ยังจะดีเสียกว่า
พอจัดการเก็บของเสร็จ เขาก็กลับเข้าสู่โหมดการฝึกตน
การฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอไม่เคยขาด บวกกับการมีหินวิญญาณใช้อย่างไม่อั้น นี่คือรากฐานสำคัญที่ทำให้เขาบรรลุชั้น 5 ได้ภายในสามปี
และช่วงนี้ เขาเน้นหนักไปที่การฝึกดัชนีหลิงซวี
เขาอยากรู้เหลือเกินว่า ระดับถัดไปของ [แตกฉานชำนาญศิลป์] มันคืออะไรกันแน่
ที่หลังบ้าน หานอี้สร้างห้องฝึกซ้อมขึ้นมาใหม่ ยอมทุ่มเงินซื้อวัสดุราคาแพงที่สามารถทนทานต่อพลังทำลายของดัชนีหลิงซวีได้ กิจวัตรการฝึกดัชนีของเขาจึงทำกันในห้องนี้
คืนนั้นผ่านไปโดยไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เช้าวันรุ่งขึ้น
เขาจัดการธุระส่วนตัวเสร็จก็ออกจากบ้าน มุ่งหน้าตรงไปยังยอดเขาน้อยกวานไห่
สามปีมานี้ เขาซื้อขายกับศิษย์หญิงยอดเขาน้อยกวานไห่ไปแล้วเจ็ดแปดครั้ง เรียกได้ว่าเป็นคนคุ้นเคยกันดี
ครั้งนี้เขาไม่เจอฉู่จินม่อ แต่เป็นเยี่ยนหรูออกมาต้อนรับแทน
หลังจากรู้จักกันมาสามปี ศิษย์หญิงหุ่นสะบึมผู้นี้ก็ไม่ได้ทำท่าเย็นชาใส่หานอี้เหมือนแต่ก่อน สีหน้าดูอ่อนโยนขึ้นบ้าง
"ศิษย์น้องหาน เจ้าขึ้นชั้น 5 แล้วหรือ" เยี่ยนหรูตาไว สัมผัสได้ว่ากลิ่นอายของหานอี้ถึงเกณฑ์ของชั้น 5 แล้ว จึงอดแปลกใจไม่ได้
"โชคช่วยน่ะขอรับ โชคช่วย"
หานอี้ถ่อมตัว ครั้งล่าสุดที่มาเมื่อครึ่งปีก่อน เขายังอยู่แค่ชั้น 4 ขั้นสูงสุด
วันนี้กลับมาอีกที ก็ทะลวงขั้นเรียบร้อยแล้ว
เยี่ยนหรูปรายตามองเขา
"นี่ไม่ใช่โชคช่วยหรอก แต่เป็นความสามารถล้วนๆ"
"ไม่แน่อีกไม่นาน เจ้าคงทะลวงขึ้นชั้น 6 หรือเผลอๆ ก็ชั้น 7 ได้เข้าสู่ยอดเขาใน ทิ้งพวกข้าไว้ข้างหลังไม่เห็นฝุ่น"
น้ำเสียงของเยี่ยนหรูแฝงความน้อยเนื้อต่ำใจ
คนเราเทียบกันแล้วมันน่าเจ็บใจจริงๆ
นางติดอยู่ที่ชั้น 5 มาหลายปี ยังห่างไกลจากชั้น 6 อีกโข
"ศิษย์น้องหาน ความเร็วในการฝึกตนของเจ้าขนาดนี้ แค่เจ้าเอ่ยปากว่าอยากหาคู่บำเพ็ญเพียร ศิษย์น้องสาวๆ ในยอดเขาน้อยกวานไห่มากมายต้องสนใจเจ้าแน่"
"ไม่ลองพิจารณาดูหน่อยหรือ"
"หรือว่าเจ้า...ไร้น้ำยา"
หานอี้ที่เดินเคียงคู่มาแทบจะสะดุดหน้าทิ่ม
เขาหันขวับไปมองเยี่ยนหรู เห็นมุมปากของนางยกยิ้มอย่างมีเลศนัยซึ่งหาดูได้ยาก เขาได้แต่โบกไม้โบกมือ หัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก
"ศิษย์พี่เยี่ยน อย่าล้อข้าเล่นสิขอรับ"
"ศิษย์น้องผู้นี้ยังไม่คิดเรื่องคู่บำเพ็ญเพียรจริงๆ"
หานอี้ปฏิเสธเสียงแข็ง
"ก็ได้ๆ ข้าแค่ล้อเล่น อย่าถือสาเลย ไปเถอะ หวังว่าวันนี้เจ้าจะเอายามาเยอะพอนะ"
เยี่ยนหรูหุบยิ้มกลับมาทำหน้านิ่งเหมือนเดิม พาเขาเดินเข้าไปในห้องห้องหนึ่ง
หานอี้รีบเดินตามไป "ไม่ทำให้ศิษย์พี่เยี่ยนผิดหวังแน่นอนขอรับ"
ครึ่งชั่วยาม (1 ชั่วโมง) ต่อมา
ทั้งสองเดินออกมาจากห้อง หานอี้หน้าตาอิ่มเอิบ ส่วนเยี่ยนหรูหน้าตาเสียดาย
หานอี้พอใจที่ได้หินวิญญาณเข้ากระเป๋ามาอีกก้อนโต
ส่วนเยี่ยนหรูเสียดายที่ปริมาณยาที่หานอี้เอามายังถือว่าน้อยไปหน่อย พอหารแบ่งกันยี่สิบกว่าคน แต่ละคนก็ได้ไปไม่มาก
"จริงสิ ศิษย์พี่เยี่ยน เมื่อไหร่ศิษย์พี่ฉู่จะกลับมาหรือขอรับ" ก่อนกลับหานอี้เอ่ยถาม
เยี่ยนหรูส่ายหน้า "ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกัน นางติดตามอาจารย์อาชีลงเขาไป เป็นปีแล้วยังไม่มีข่าวคราวส่งกลับมาเลย"
หานอี้พยักหน้า ไม่ได้ซักไซ้ต่อ เรื่องภายในของยอดเขาน้อยกวานไห่ เขาไม่ควรไปยุ่งย่ามมากนัก
"การซื้อขายครั้งหน้า อาจจะต้องเลื่อนออกไปหน่อยนะขอรับ พอดีข้าติดคอขวดของวิชาบางอย่างอยู่ เลยว่าจะเก็บตัวฝึกวิชาสักพัก"
"น่าจะอีกสักครึ่งปีถึงจะมาทำการค้าได้ใหม่"
"รบกวนศิษย์พี่เยี่ยนฝากขอโทษศิษย์พี่ศิษย์น้องคนอื่นๆ ในยอดเขาด้วยนะขอรับ"
เยี่ยนหรูได้ยินดังนั้น สีหน้ายิ่งฉายแววเสียดายหนักกว่าเดิม แต่ในเมื่อเป็นเรื่องส่วนตัวของหานอี้ นางก็บังคับอะไรไม่ได้
สามปีมานี้
ยาที่หานอี้ขายให้ยอดเขาน้อยกวานไห่ได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม
ยาบำรุงปราณ ยาขจัดมาร ยารวมจิต ยาทะลวงขั้น
ยาทั้งสี่ชนิดนี้ล้วนสำคัญอย่างยิ่งต่อผู้ฝึกตนระดับกลาง
โดยเฉพาะยาของหานอี้ ที่เรียกได้ว่าคุณภาพดีราคาถูกของจริง
พอรู้ว่าครั้งหน้าต้องรออีกตั้งครึ่งปี จะไม่ให้นางเสียดายได้อย่างไร
หานอี้ลงจากยอดเขาน้อยกวานไห่ แวะไปยอดเขาน้อยผานสือเพื่อหาเจิ้งไห่ก่อน แต่ไม่เจอตัว จึงต้องถอดใจ แล้วมุ่งหน้ากลับยอดเขาน้อยหลิงซวี
[จบแล้ว]