- หน้าแรก
- หน้าต่างความชำนาญ ยิ่งฝึกข้ายิ่งเทพ
- บทที่ 9 - จิตสังหารปรากฏ
บทที่ 9 - จิตสังหารปรากฏ
บทที่ 9 - จิตสังหารปรากฏ
บทที่ 9 - จิตสังหารปรากฏ
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
เมืองเหมิงซาน ร้านโอสถเสวียนฮั่ว
"ดี ดี ดีมากจริงๆ"
กวนเซิ่งละสายตาจากขวดหยกบนโต๊ะมามองหานอี้ แววตาชื่นชมฉายชัดอย่างไม่ปิดบัง
แต่ในส่วนลึกของดวงตา กลับซ่อนประกายบางอย่างไว้อย่างมิดชิด
"วัตถุดิบยี่สิบชุด ปรุงสำเร็จสามเตา คุณภาพก็ถึงเกณฑ์มาตรฐานทั่วไป"
"อัตราความสำเร็จยาขจัดมารอยู่ที่หนึ่งส่วนครึ่ง สำหรับการปรุงครั้งแรก ไม่ขาดทุนแถมยังมีกำไรนิดหน่อย"
"นึกไม่ถึงเลยว่าทักษะการปรุงยาของศิษย์น้องหานจะยอดเยี่ยมถึงเพียงนี้"
"ครั้งนี้ข้าเดิมพันถูกคนจริงๆ"
คำชมเชยของกวนเซิ่งพรั่งพรูออกมาไม่ขาดสาย หานอี้ที่ยืนอยู่เบื้องหน้าก็ยิ้มรับด้วยความยินดีเช่นกัน
"ไม่ปิดบังศิษย์พี่ พอลงจากเขาแล้ว ความกดดันที่มีแต่ก่อนมันหายไป ตัวข้าก็รู้สึกผ่อนคลายขึ้น"
"พอปรุงยาด้วยสภาพจิตใจที่ต่างไป ก็เลยรู้สึกว่าทำได้คล่องมือขึ้นน่ะขอรับ"
"ฟลุ๊คน่ะขอรับ โชคช่วยจริงๆ"
หานอี้กล่าวพร้อมรอยยิ้ม นี่ก็นับเป็นเหตุผลที่ฟังขึ้นอย่างหนึ่ง
"ศิษย์น้องหาน ด้วยทักษะการปรุงยาระดับนี้ ถ้าไม่ใช่เพราะกฎสำนักที่กำหนดให้ศิษย์สาขาภายนอกต้องรอหนึ่งปีถึงจะยื่นเรื่องได้ เจ้าในตอนนี้มีคุณสมบัติผ่านบททดสอบกลับเข้าสำนักแน่นอน"
"รอให้เจ้าได้กลับไปสำนัก รับรองว่าต้องโด่งดังเป็นพลุแตกแน่"
"วันหน้าวันหลังก็ฝากดูแลตระกูลกวนบ้างนะ"
หานอี้กล่าวถ่อมตัวสองสามประโยค จากนั้นก็เริ่มคิดบัญชีและเลือกซื้อวัตถุดิบใหม่
ยาบำรุงปราณห้าสิบแปดเม็ดรวมกับส่วนแบ่งกำไรจากยาขจัดมาร สุดท้ายกวนเซิ่งรวบยอดจ่ายให้เป็นหินวิญญาณหนึ่งร้อยก้อน
นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขาได้ครอบครองเงินก้อนโตถึงร้อยหินวิญญาณ ความสุขท่วมท้นจนน้ำตาแทบไหล
เงินหนึ่งร้อยก้อนนี้ เขาแบ่งออกมาสี่สิบก้อนเพื่อเหมาซื้อวัตถุดิบยาบำรุงปราณจนเกลี้ยงสต็อกของร้าน
จากนั้นก็แลกทรายวิญญาณมาอีกหลายชั่ง รวมถึงยาอื่นๆ และของใช้จำเป็น เช่น ยาอดอาหาร
สุดท้ายเขาก็รับวัตถุดิบยาขจัดมารอีกยี่สิบชุดที่กวนเซิ่งมอบให้ใส่ลงในถุงสมบัติ แล้วเดินออกจากร้านด้วยความอิ่มเอิบใจ
ลับหลังหานอี้ กวนเซิ่งที่ยืนอยู่หน้าตู้ยา แววตาไหววูบ
"เจ้าเด็กนี่เป็นอัจฉริยะด้านการปรุงยาจริงๆ"
"ข้าชักจะเสียดายที่จะเอามาใช้เป็นเหยื่อล่อเสียแล้วสิ"
แต่ทันทีที่ความคิดนี้ผุดขึ้น เขาก็ส่ายหน้าปฏิเสธ
"ไม่สิ คนแบบนี้แหละที่เหมาะจะเป็นเหยื่อล่อที่สุด มันจะทำให้แผนของข้าสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ"
"โชคดีที่ยังมีเวลา ให้เจ้าหนูมนี่ช่วยปรุงยาให้ข้าฟรีๆ อีกสักครึ่งปีก็แล้วกัน"
...
หานอี้พกเงินก้อนโตไว้กับตัว อารมณ์เบิกบานตลอดทางเดิน
ร้านโอสถเสวียนฮั่วอยู่ไม่ไกลจากบ้านพักของเขา ห่างไปประมาณห้าช่วงถนน เดินเท้าเพียงแค่หนึ่งเค่อก็ถึง
แต่เมื่อเดินผ่านไปได้หนึ่งช่วงถนน ฝีเท้าของเขาก็ชะงักกึก หันขวับไปมองด้านหลังทันที
เบื้องหลัง บนท้องถนนผู้คนเดินขวักไขว่จอแจ ดูปกติสุขไม่มีสิ่งใดผิดแผก
ทว่าหานอี้กลับรู้สึกราวกับถูกน้ำเย็นจัดสาดโครมใส่ร่าง ขนทั่วกายลุกชัน หัวใจหยุดเต้นไปชั่วจังหวะหนึ่งก่อนจะเต้นระรัวดัง โครมคราม!
"มีจิตสังหาร"
จิตสังหารที่พุ่งเป้ามาอย่างเปิดเผย ทำให้สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง
เขาเพิ่งนึกขึ้นได้
โลกใบนี้คือโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร ไม่ใช่โลกที่สงบสุขและมีกฎหมายคุ้มครองเหมือนชาติก่อน
หลังจากทะลุมิติมา เขาก็เอาแต่เก็บตัวอยู่ในไม่กี่สถานที่
ตอนอยู่ในสำนักเสวียนตาน ก็อยู่แต่ในบ้านพักบนยอดเขาหลิงซวีที่มีค่ายกลคุ้มกัน ปลอดภัยหายห่วง
พอลงจากเขามาอยู่เมืองเหมิงซาน ก็เดินทางไปกลับแค่บ้านพักกับร้านโอสถ ไม่เคยแวะไปที่อื่น
เรียกตามภาษาชาติก่อน เขาคือ 'โอตาคุสายบำเพ็ญเพียร' เต็มขั้น
ดังนั้น แม้ช่วงที่ผ่านมาเขาจะมีความระแวดระวังตัวอยู่บ้าง แต่เขายังไม่เคยสัมผัสถึงอันตรายของโลกผู้ฝึกตนอย่างลึกซึ้งถึงแก่นแท้
ในวินาทีนี้
จิตสังหารที่พุ่งเข้ามาปะทะร่างอย่างกะทันหัน ได้ปลุกสัญชาตญาณระวังภัยของเขาให้ตื่นขึ้น
จิตสังหารนี้ช่างหนักหน่วง แฝงไว้ด้วยกลิ่นอายแห่งความตาย
แม้จะไม่รู้ที่มา แต่เขาเชื่อในสัญชาตญาณของตัวเอง แม้ระดับพลังจะต่ำต้อย แต่เขาก้าวเข้าสู่ขอบเขตกลั่นลมปราณแล้ว ความรู้สึกต่อจิตสังหารย่อมไม่ผิดพลาด
เมื่อคิดได้ดังนั้น
เขาหันขวับกลับมา ไม่ได้มุ่งหน้ากลับบ้าน แต่กลับเลี้ยวไปอีกทาง แทรกตัวเข้าไปในถนนที่มีผู้คนพลุกพล่านกว่า เดินเท้าไม่หยุด ตรงไหนคนเยอะก็เบียดเข้าไปตรงนั้น
เขารู้สึกโชคดีที่ตัวเองอยู่ในตัวเมือง เมืองเหมิงซานเป็นเมืองในปกครองของอาณาจักรเซียนต้าเฉียน มีผู้ฝึกตนของทางการประจำการอยู่ โดยปกติแล้ว ในที่แจ้ง ผู้ฝึกตนจะถูกห้ามไม่ให้สังหารมนุษย์ตามอำเภอใจ
แน่นอนว่าข้อห้ามนี้มีไว้เพื่อความสงบเรียบร้อยของอาณาจักร
หากลอบฆ่ากันในที่ลับตาคน ตราบใดที่ไม่ถูกจับได้ ก็ไม่มีใครมาตามสืบสาวราวเรื่องจริงจัง
แต่ถ้ากล้าลงมือสังหารหมู่กลางที่สาธารณะจนติดประกาศจับของทางการ หากถูกจับได้ก็ต้องขึ้นแท่นประหารเซียนสถานเดียว
ดังนั้น เมื่อหานอี้คิดได้ดังนี้ จึงไม่ลังเลที่จะพุ่งตัวเข้าหากลุ่มฝูงชน
และเป็นไปตามคาด
หลังจากเดินลัดเลาะผ่านถนนที่คนแน่นขนัดไปหลายสาย จิตสังหารที่ทำให้ขนลุกชันเมื่อครู่ก็หายไปจนหมดสิ้น
ณ มุมมืดใกล้กับจุดที่หานอี้สัมผัสจิตสังหารได้ครั้งแรก ร่างเงาร่างหนึ่งยืนนิ่ง สายตากวาดมองฝูงชนที่เดินไปมาด้วยใบหน้าดำทะมึนราวกับก้นหม้อ
ชายผู้นี้ผิวคล้ำเกรียม บนร่างมีกลิ่นอายเฉพาะตัวของนักปรุงยา กลิ่นอายแบบเดียวกับที่คนติดบุหรี่มีกลิ่นควันติดตัว
คนผู้นี้ก็คือ เจียงเต๋อ
"ไอ้เด็กนี่ หูไวตาไวขนาดนี้เชียว?"
"ฮึ ครั้งนี้ถือว่าเจ้าโชคดี ครั้งหน้าเจ้าไม่โชคดีแบบนี้แน่"
เจียงเต๋อเองก็ไม่กล้าลงมือกับหานอี้ท่ามกลางสายตาประชาชน
และในขณะที่ซ่อนจิตสังหารที่มีต่อหานอี้ เขาก็ยังมีความหวาดระแวงต่อกวนเซิ่งอยู่มาก จิตใจจึงลังเลไม่แน่วแน่
เพราะเหตุนี้ เมื่อครู่ตอนที่สะกดรอยตามหานอี้ จิตสังหารจึงเผลอเล็ดลอดออกไปชั่ววูบจนหานอี้จับได้
อีกด้านหนึ่ง
หานอี้เดินวนเวียนอยู่หลายถนน เมื่อมั่นใจว่าจิตสังหารหายไปแล้ว จึงรีบพุ่งกลับบ้านด้วยความเร็วสูงสุด
ระหว่างทาง เขาก็กังวลว่าคนที่สะกดรอยตามจะรู้จักที่อยู่ของเขา และไปดักซุ่มรออยู่แถวบ้าน เขาจึงตื่นตัวเต็มที่ ระวังการโจมตีที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ
ความจริง เขาคิดจะเดินย้อนกลับไปขอความช่วยเหลือที่ร้านโอสถเหมือนกัน แต่จิตสังหารเมื่อครู่มันกะทันหันเกินไป และหาตัวคนทำไม่เจอ
เมื่อชั่งน้ำหนักดูแล้ว เขาจึงตัดสินใจกลับบ้านดีกว่า
บ้านมีค่ายกลป้องกัน ความปลอดภัยย่อมได้รับการประกัน
เขาตั้งมั่นว่า หากระหว่างทางสัมผัสจิตสังหารได้อีก เขาจะหันหลังวิ่งกลับไปขอความคุ้มครองที่ร้านโอสถทันที
แต่สิ่งที่ทำให้เขาโล่งใจคือ ตลอดทางกลับบ้าน ไม่มีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นอีก
เมื่อถึงหน้าประตูบ้าน เขารีบใช้จานค่ายกลเปิดประตู ลงกลอนด้วยพลังปราณ แล้วถึงได้ผ่อนคลายลงอย่างแท้จริง
ตอนนี้เอง
เขาถึงเพิ่งรู้ตัวว่าแผ่นหลังของเขาเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ
เมื่อครู่ตึงเครียดเกินไปจนไม่ทันสังเกต ตอนนี้ถึงได้รู้สึกเหนอะหนะ
เขาโคจรเคล็ดวิชาโอสถอัคคีเล็กน้อย ความร้อนก็ช่วยอบเสื้อผ้าจนแห้งสนิท
ครู่ต่อมา
หานอี้นั่งอยู่ในห้องสงบ จิตใจสงบนิ่งลงอย่างสมบูรณ์
เขาไม่ได้เริ่มฝึกตนหรือปรุงยาทันที แต่กลับขมวดคิ้ว เริ่มวิเคราะห์และสรุปเหตุการณ์ในใจ
ชาติก่อน นิสัยชอบวิเคราะห์และสรุปบทเรียนช่วยให้เขาหลีกเลี่ยงทางผิดมานักต่อนัก
ชาตินี้ ตั้งแต่ทะลุมิติมา เขาก็ยังยึดถือนิสัยที่ดีจากชาติก่อนไว้
"จิตสังหารนั่นพุ่งเป้ามาที่ข้า เรื่องนี้เดิมพันด้วยชีวิต จะมองข้ามไม่ได้เด็ดขาด เชื่อว่ามีไว้ก่อนดีกว่าเชื่อว่าไม่มี"
"แล้วจะเป็นใครกันล่ะ?"
"ข้าเพิ่งเดินออกมาจากร้านโอสถ ความเป็นไปได้มากที่สุดคือมีคนดักซุ่มรออยู่ที่หน้าร้าน หวังจะปล้นชิงทรัพย์ผู้ฝึกตนที่เพิ่งทำการค้าเสร็จ"
"ถ้าเป็นกรณีนี้ แปลว่าการที่ข้าถูกเพ่งเล็งเป็นแค่เรื่องบังเอิญ ไม่ใช่เพราะมีใครเจาะจงจะเล่นงานข้า"
"ถ้าอย่างนั้น ครั้งหน้าแค่ต้องระวังตัวให้มากขึ้นก็คงไม่มีปัญหา"
"แต่ยังมีอีกความเป็นไปได้หนึ่ง คือมีคนจ้องเล่นงานข้าโดยเฉพาะ แม้ความเป็นไปได้จะน้อย แต่ก็ประมาทไม่ได้"
"สรุปแล้ว เพื่อความปลอดภัย ต้องรีบเพิ่มความแข็งแกร่งให้ตัวเองด่วนที่สุด"
หานอี้มองไปที่แผงความชำนาญ ในช่องระดับพลังและทักษะ ดวงตาของเขาเป็นประกายแน่วแน่ ตัดสินใจเด็ดขาด
[จบแล้ว]