เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 21 - ขงเบ้งกระอักเลือด

บทที่ 21 - ขงเบ้งกระอักเลือด

บทที่ 21 - ขงเบ้งกระอักเลือด


บทที่ 21 - ขงเบ้งกระอักเลือด

ณ ทิศตะวันออกของเมืองซินเอี๋ย ห่างออกไปห้าสิบลี้

เล่าปี่นำพาชาวบ้านข้ามแม่น้ำ ท่ามกลางวงล้อมของเหล่าทหารหาญและฝูงชนจำนวนมาก เขาหันกลับไปมองเมืองซินเอี๋ยที่จมอยู่ในความมืดมิดยามราตรี

เมื่อหวนนึกถึงความพยายามทุ่มเทบริหารจัดการเมืองนี้ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา และเมื่อคิดถึงกองทัพมหาศาลของโจโฉที่ยกมาประชิดเมือง ภายในใจของเขาก็เต็มไปด้วยความอาลัยอาวรณ์และความวิตกกังวล

"ท่านกุนซือ ครั้งนี้กองทัพโจโฉจะยังต้องกลอุบายของเราอีกหรือ" เล่าปี่เอ่ยถาม

ผิดกับความกังวลของเล่าปี่ ขงเบ้งกลับแสดงท่าทีมั่นใจอย่างเปี่ยมล้น

"แน่นอนครับนายท่าน นี่เรียกว่ากลยุทธ์ย้อนรอย นายท่านโปรดวางใจเถิด เส้นทางจากทุ่งพกบ๋องมายังเมืองซินเอี๋ยนั้นเป็นที่ราบเรียบ ปราศจากชัยภูมิอันตรายใดๆ ให้ซุ่มโจมตี ใครเล่าจะคาดคิดว่าข้าจะวางเพลิงเผาซ้ำอีกครั้งในสถานที่เช่นนี้"

"ยิ่งไปกว่านั้น สภาพของเมืองซินเอี๋ยในยามนี้ เปรียบเสมือนกรงขังที่หนีออกยากกว่าทุ่งพกบ๋องเสียอีก ขอเพียงทัพโจโฉก้าวเท้าเข้ามา แล้วเราปิดประตูเมืองจุดไฟเผา มันก็จะกลายเป็นการจับเต่าในไหอย่างแท้จริง"

"ต่อให้โจหยินจะมีฝีมือเทียมฟ้า แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ย่อมต้องสูญเสียไพร่พลอย่างหนัก ไม่อาจพลิกฟื้นสถานการณ์ได้แน่"

"ไม่ใช่ทุกคนจะโชคดีเหมือนแฮหัวตุ้นหรอกครับ คราวเคราะห์ของทัพโจโฉมาถึงแล้ว"

ขงเบ้งโบกพัดขนนกเบาๆ กล่าววาจาฉะฉานหนักแน่น

เมื่อเห็นท่าทีเช่นนั้น เล่าปี่ที่เคยหนักอึ้งในอกก็คลายความกังวลลงไปมาก เขาขยับปากจะกล่าวสิ่งใดต่อ แต่พลันเสียงฝีเท้ามน้าดังแว่วมาจากด้านหลัง

หน่วยสอดแนมควบม้าเข้ามาอย่างรวดเร็ว ก่อนจะกระโดดลงจากหลังม้าและรายงานเสียงดัง

"เรียนนายท่าน! ทัพโจโฉเคลื่อนเข้าสู่จุดซุ่มโจมตีแล้วขอรับ!"

"ดี! ดีมาก!"

"ท่านกุนซือ..."

เล่าปี่ลิงโลดใจ หันไปมองขงเบ้งข้างกายด้วยสายตาเปี่ยมความหวัง

ขงเบ้งเองก็ได้ยินข่าวนั้นเช่นกัน แต่เขายังคงยืนหันหลัง ไม่หันกลับมา เพียงแต่ยกมือขึ้นนับนิ้วทำนาย ราวกับกำลังคำนวณบางสิ่ง

ครู่ใหญ่ผ่านไป เขาจึงลดพัดลงด้วยท่วงท่าสง่างาม เผยรอยยิ้มของผู้กุมชัยชนะ ก่อนจะกล่าวกับเล่าปี่

"ลมบูรพาพัดมาแล้ว ถึงเวลาอันสมควร!"

"ยินดีด้วยครับนายท่าน ดูเหมือนคืนนี้แม้แต่ฟ้าดินก็ยังเข้าข้างเรา ท่านคอยดูเถิด ประเดี๋ยวไฟจะโหมกระหน่ำด้วยแรงลม เพลิงครั้งนี้จะรุนแรงยิ่งกว่าที่ทุ่งพกบ๋องเสียอีก"

"ไฟกองนี้แหละ จะเป็นสัญญาณการโต้กลับเหล่าโจรโจโฉของเรา!"

กล่าวจบเขาก็ทอดสายตามองไปยังทิศทางของเมืองซินเอี๋ยด้วยความฮึกเหิมลำพองใจ

เข้ามาเลยเจ้าโจรโจโฉ จงดูให้เต็มตา นี่คือไฟแค้นที่ข้ามอบให้แก่เจ้า ข้าจะใช้มันล้างความอัปยศก่อนหน้านี้ให้สิ้นซาก

คำกล่าวของขงเบ้งปลุกเร้าความฮึกเหิมในใจเล่าปี่ จนเขาเริ่มจินตนาการเห็นภาพทหารโจโฉกรีดร้องโหยหวนท่ามกลางกองเพลิงในเมืองซินเอี๋ย มุมปากของเขาเผลอยกยิ้มขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว

เขารู้สึกเหมือนความอัดอั้นตันใจที่ต้องอดทนมานาน กำลังจะได้ระบายออกและเชิดหน้าชูตาได้เสียที

ทว่า... แม้จะเฝ้ารอด้วยความคาดหวังอยู่นานเพียงใด ก็ยังไม่เห็นแสงไฟลุกโชนขึ้นเสียที

ความมืดเริ่มปกคลุมหนาแน่น เมืองซินเอี๋ยที่ปลายขอบฟ้ายังคงมืดสนิท ไร้ซึ่งแสงเพลิง หรือแม้แต่แสงดาวสักดวง

...

หนึ่งร้อยลมหายใจ...

สองร้อยลมหายใจ...

สามร้อยลมหายใจผ่านไป...

...

เมื่อเวลาไหลผ่านไปเรื่อยๆ เล่าปี่ที่ยืนมองเคียงข้างขงเบ้งเริ่มจะทนไม่ไหว เอ่ยถามขึ้นด้วยความร้อนใจ

"ท่านกุนซือ เกิดข้อผิดพลาดอะไรขึ้นหรือเปล่า"

มิใช่เพียงเล่าปี่ แม้แต่กวนอูที่ยืนนิ่งเงียบมาตลอดก็เริ่มร้อนรนและเอ่ยข้อสันนิษฐานของตนออกมา

"หรือว่ากลอุบายของท่านกุนซือ จะถูกทัพโจโฉมองออกอีกแล้ว"

ขงเบ้งรีบปฏิเสธทันควัน

"เป็นไปไม่ได้!"

"โจหยินผู้นี้มีนิสัยบ้าดีเดือดและชอบเอาหน้า ไม่ต่างจากแฮหัวตุ้น ยิ่งตอนนี้เจ้าโจรโจโฉอยู่ที่ฮูโต๋ ในกองทัพของมันจะยังมีผู้ใดที่หยั่งรู้อนาคต ล่วงรู้แผนการของข้าล่วงหน้าได้อีกหรือ"

"เป็นไปได้มากว่าโจหยินอาจจะหวาดกลัวจากเหตุการณ์ของแฮหัวตุ้น จนกลายเป็นนกตื่นเกาทัณฑ์ไปเอง"

ขงเบ้งวิเคราะห์และกล่าวข้อสันนิษฐานของตนอย่างมั่นใจ

แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้สาธยายอะไรต่อ เสียงตะโกนอย่างตื่นตระหนกก็ดังมาจากปลายทาง

"พี่ใหญ่! พี่ใหญ่!"

"รีบหนีเร็วเข้า!"

ผู้ที่ตะโกนมานั้นมิใช่ใครอื่น คือเตียวหุย เตียวเอ๊กเต๊ก นั่นเอง!

"น้องสาม?"

"เจ้าควรจะซุ่มโจมตีทหารเดนตายของโจโฉอยู่ที่ข้างเมืองซินเอี๋ยมิใช่หรือ เหตุใดจึงมาอยู่ที่นี่ได้"

เล่าปี่ตกตะลึง

แต่ทันทีที่คำถามหลุดจากปาก สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไป เพราะภาพเหตุการณ์นี้ช่างคุ้นตายิ่งนัก มันปลุกความทรงจำอันเลวร้ายที่ทุ่งพกบ๋องให้ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง

ไม่ใช่แค่เขา สีหน้าของกวนอูและขงเบ้งก็แปรเปลี่ยนไปเช่นกัน

โดยไม่รอให้เล่าปี่ได้ตั้งตัว กวนอูรีบถามสวนขึ้นทันที

"อย่าบอกนะว่า ครั้งนี้เจ้าก็ดักจับโจหยินไม่ได้ แล้วปล่อยให้มันหนีไปได้อีก"

"เปล่า"

เตียวหุยส่ายหน้า

ขงเบ้งกำลังจะถอนหายใจด้วยความโล่งอก แต่ประโยคถัดมาของเตียวหุยกลับฉุดพวกเขาร่วงลงสู่หุบเหวแห่งความสิ้นหวัง

"ครั้งนี้โจหยินไม่ได้เฉียดกรายเข้าใกล้จุดซุ่มโจมตีเลย แผนเมืองซินเอี๋ยถูกมองออกจนทะลุปรุโปร่งแล้ว"

"ไม่ใช่แค่ทหารวางเพลิงในเมืองที่ถูกจับตัวได้ โจหยินยังส่งหน่วยทหารเสือพยัคฆ์ไล่ล่าพวกเราอีกด้วย"

"พี่น้องส่วนใหญ่ถูกสังหารสิ้น มีแค่ข้ากับทหารไม่กี่นายที่ตีฝ่าวงล้อมออกมาได้"

"พี่ใหญ่ ครั้งนี้พวกเราพ่ายแพ้ยับเยินกว่าครั้งก่อนเสียอีก"

เตียวหุยกล่าวด้วยสีหน้าเศร้าหมอง ก่อนหน้านี้เขาฮึกเหิมหมายมั่นปั้นมือจะสร้างผลงาน แต่ผลลัพธ์กลับกลายเป็นเช่นนี้ ย่อมยากจะทำใจยอมรับ

ความผิดหวังของเตียวหุยยังนับว่าเล็กน้อยเมื่อเทียบกับอีกสองคน

ทั้งเล่าปี่และขงเบ้งยืนแข็งทื่อราวกับถูกสาป เหมือนฟ้าถล่มลงมาตรงหน้า

โดยเฉพาะขงเบ้ง ที่เพิ่งจะวางมาดใหญ่โตต่อหน้าเล่าปี่ เมื่อนึกถึงคำพูดมั่นอกมั่นใจและท่าทางถือดีของตนก่อนหน้านี้ เขาก็รู้สึกอับอายจนแทบอยากจะแทรกแผ่นดินหนี

ไม่ต้องให้ใครมาซ้ำเติม เขาก็แทบจะสติแตกอยู่แล้ว

เขาพึมพำกับตัวเองราวกับคนเพ้อ

"เป็นไปไม่ได้ เรื่องแบบนี้เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด"

"ทัพโจโฉมีกุนซือเทวดาที่ไหนกัน ถึงได้หยั่งรู้ล่วงหน้าได้ทุกเรื่องเช่นนี้ ต่อให้เป็นกุยแกที่ล่วงลับไปแล้ว ก็ไม่น่าจะทายใจข้าได้แม่นยำถึงสองครั้งสองคราติดต่อกัน"

"ท่านนายพลเตียว ทราบหรือไม่ว่าใครเป็นผู้เสนอแผนแก้ทางนี้"

ขงเบ้งเงยหน้ามองเตียวหุย สายตาที่เคยหยิ่งทะนงหายไป เหลือเพียงความกระหายอยากรู้ความจริง

อัจฉริยะมักมีความทระนงตน ขงเบ้งเองก็เช่นกัน ตอนออกจากกระท่อมไม้ไผ่ เขาหมายมั่นจะสร้างชื่อเสียงให้ก้องหล้า เชื่อมั่นว่าในใต้หล้านี้ไม่มีกุนซือคนใดจะเทียบเคียงมันสมองของเขาได้ แต่กลับต้องมาพ่ายแพ้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าตั้งแต่เริ่ม

เขาอยากรู้เหลือเกินว่าคู่ต่อสู้ของเขาคือใครกันแน่

ท่าทางของขงเบ้งทำให้เตียวหุยนนึกถึงตัวเองตอนที่พ่ายแพ้แก่ลิโป้ จึงไม่ได้เอ่ยถากถาง แต่บอกความจริงออกไป

แต่คำตอบนั้นกลับทำให้ขงเบ้งที่ยืนอยู่ปากเหวแห่งความสติแตก ร่วงหล่นลงไปทันที

"เจ้าว่าใครเป็นคนวางแผนนะ"

"เคาทู!?"

"เจ้าเสือทึ่มนั่นน่ะหรือ"

"ใช่ ข้าเองก็นึกไม่ถึงเหมือนกันว่าเจ้านั่นจะมีปัญญาฉับไวเช่นนี้ นับว่าคมในฝักจริงๆ"

เตียวหุยพยักหน้ายอมรับ แต่ยังพูดไม่ทันจบ ขงเบ้งก็สวนกลับมาอย่างดุเดือด

"ปัญญาฉับไวบ้าบออะไรกัน!"

"คนบ้าบิ่นไร้สมองพรรค์นั้นจะมีปัญญาอะไรได้"

"เจ้าโจรโจโฉ กล้าดีอย่างไรมาหยามเกียรติข้าถึงเพียงนี้!"

"คราวก่อนบอกว่าเด็กสามขวบมองแผนข้าออก คราวนี้บอกว่าเป็นเคาทู นี่มันจงใจจะเหยียบย่ำชื่อเสียงของมังกรหลับชัดๆ"

"โจโฉ เจ้ามันเจ้าเล่ห์เพทุบายนัก!"

ขงเบ้งยิ่งพูดยิ่งเดือดดาล โดยไม่ทันสังเกตว่าสีหน้าของกวนอูและเตียวหุยเริ่มทะมึนลง

เพราะคำว่า "คนบ้าบิ่นไร้สมอง" นั้น ไม่ได้มีแค่ในทัพโจโฉ แต่ในทัพเล่าปี่ก็มี และยืนอยู่ตรงหน้าเขาด้วย

เตียวหุยที่เดิมทีไม่ได้คิดจะเยาะเย้ย ก็เริ่มทนไม่ไหว เอ่ยสวนขึ้นมาบ้าง

"เป็นไปได้หรือไม่ว่า ไม่ใช่โจโฉเจ้าเล่ห์ แต่เป็นแผนของท่านกุนซือเองที่ตื้นเขินเกินไป จนใครๆ เขาก็มองออกกันหมด?"

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 21 - ขงเบ้งกระอักเลือด

คัดลอกลิงก์แล้ว