- หน้าแรก
- ย้อนเวลาไปเป็นปรมาจารย์ช่างต่อเรือ
- ตอนที่ 24 ต่างคนต่างใจ
ตอนที่ 24 ต่างคนต่างใจ
ตอนที่ 24 ต่างคนต่างใจ
ตอนที่ 24 ต่างคนต่างใจ
"ยังมีผู้ใดอยากรนหาที่ตายอีกหรือไม่!?"
แม้น้ำเสียงของลวี่หลิงฉีจะไม่ดุดันหยาบกร้านเท่าเตียวหุย แต่เมื่อผนวกกับความน่าเกรงขามที่นางเพิ่งยิงเกาทัณฑ์ปลิดชีพหัวหน้าโจรตกม้าตายในดอกเดียว วาจานั้นจึงแฝงอำนาจบารมีอย่างน่าประหลาด บรรดาโจรภูเขาต่างพากันเลิ่กลั่กมองหน้ากันไปมา ทว่ากลับไม่มีผู้ใดกล้าก้าวเท้าออกมาแม้แต่คนเดียว
'หรือจะเป็นแค่ราคาคุย?'
หลิวอี้มองกลุ่มโจรภูเขาที่ดูลังเลไม่กล้าบุกเข้ามาด้วยความแปลกใจเล็กน้อย แต่เมื่อไตร่ตรองดูก็เข้าใจได้ไม่ยาก เหตุผลนั้นเรียบง่าย... เฉกเช่นสิบแปดหัวเมืองที่ร่วมกันปราบตั๋งโต๊ะในอดีต แม้ทุกคนจะอยากจับตัวโจรสาวผู้นี้ แต่เมื่อได้เห็นฝีมือการต่อสู้และเพลงเกาทัณฑ์อันดุเดือด ใครเล่าจะดูไม่ออกว่าหากปะทะกันจริงย่อมต้องสูญเสียอย่างหนักหนาสาหัส
ทุกคนล้วนหวังผลประโยชน์ แต่ไม่มีใครปรารถนาความสูญเสีย มิหนำซ้ำยังอยากเห็นคนอื่นเจ็บตัวเพื่อฉวยโอกาสกลืนกินอำนาจ ที่สำคัญที่สุดคือ... ในกลุ่มคนเหล่านี้หาผู้นำที่แท้จริงไม่ได้เลย
เมื่อคิดได้ดังนั้น หลิวอี้ก็อดไม่ได้ที่จะหลุดยิ้มออกมา
"เจ้าหัวเราะอะไร?" โจรภูเขาคนหนึ่งที่ยืนอยู่ข้างๆ ขมวดคิ้วถามหลิวอี้
"ศึกวันนี้ไม่เกิดหรอก!" หลิวอี้ตอบพลางเลียนแบบท่าทีการพูดของขงเบ้ง
โจรภูเขาผู้นั้นมองหลิวอี้ด้วยความงุนงงแต่ก็ไม่ได้ซักไซ้ต่อ เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่เวลามาวอกแวก เขาต่างจากหลิวอี้ตรงที่เป็นหัวหน้าหน่วยย่อย มีลูกน้องในสังกัดอีกหลายสิบคน
เวลานั้น เว่ยเยวี่ยได้นำกำลังออกมาจากชายป่าด้านข้างแล้ว เขาคือผู้ที่สังเกตเห็นความผิดปกติและเป่าแตรสัญญาณเตือนภัยเมื่อครู่ บัดนี้เขานำกองโจรเดนตายร้อยนายคอยคุ้มกันปีกให้ลวี่หลิงฉี หากมีใครกล้าบุกเข้ามา เขาพร้อมจะนำกำลังตลบหลังโจมตีทันที แม้จะมีไพร่พลเพียงร้อย แต่ขุนพลผู้เคยติดตามลิโป้กรำศึกเหนือเสือใต้อย่างเขา หาได้ใส่ใจฝูงชนที่ไร้ระเบียบพรรค์นี้ไม่
ไม่มีโจรหน้าไหนกล้าออกมาสู้ แน่นอนว่าข้ออ้างนั้นฟังดูดีทีเดียว... ลูกผู้ชายอกสามศอกไปรุมรังแกผู้หญิง ชนะไปก็เสียศักดิ์ศรีเปล่าๆ
หลิวอี้ได้แต่แค่นเสียงในลำคอกับข้ออ้างพรรค์นั้น... นางโจรตรงหน้านี้หาใช่หญิงสาวธรรมดา นางสังหารขุนพลทัพโจได้ในไม่กี่เพลงดาบ หากโจรพวกนี้มีฝีมือเทียบเท่านายทหารรองของทัพโจคนนั้นจริง ป่านนี้คงไม่ต้องมาเป็นโจรป่าแล้ว
สถานการณ์ยืดเยื้อจนถึงเที่ยงวัน เห็นได้ชัดว่ายิ่งเวลาผ่านไป ความกระหายเลือดของฝ่ายตรงข้ามก็ยิ่งลดน้อยถอยลง เว่ยเยวี่ยเริ่มสั่งการให้คนพาชาวบ้านในคฤหาสน์อพยพไปพักที่ค่ายบนเขาเป็นการชั่วคราว เพราะคฤหาสน์แห่งนี้คงไม่สามารถใช้อยู่อาศัยได้ในขณะนี้
จนกระทั่งชาวบ้านอพยพไปจนหมด เว่ยเยวี่ยจึงเข้าไปพยักหน้าส่งสัญญาณให้ลวี่หลิงฉี
"ถอย!" ลวี่หลิงฉีไม่พูดพร่ำทำเพลง เพียงโบกมือสั่งการ
กองโจรค่อยๆ ถอยร่นอย่างเป็นระเบียบภายใต้การคุมเชิงของเว่ยเยวี่ย โดยมีลวี่หลิงฉีรั้งท้าย คอยจ้องมองศัตรูด้วยสายตาเย็นชา จนเมื่อทุกคนถอยไปหมดแล้ว นางจึงควบม้าตามไป แม้ฝ่ายโจรภูเขาจะส่งเสียงโห่ร้องข่มขวัญกันเอิกเกริก แต่น่าขันที่ตะโกนกันคอแตกกลับไม่มีใครกล้าก้าวออกมาแม้แต่ก้าวเดียว
จนกระทั่งเงาร่างของลวี่หลิงฉีลับสายตาไป บรรดาหัวหน้าโจรที่แฝงตัวอยู่ในฝูงชนจึงเริ่มส่งเสียงบ่นโทษกันเอง
"หัวหน้าจ้าว? ทำไมท่านถึงไม่ออกไปเล่า?"
"แล้วไฉนท่านถึงไม่ไปเอง?"
"ข้านึกว่าเจ้าจะออกไปสั่งสอนนังหนูนั่นเสียอีก"
"ข้าก็นึกว่าท่านหลูเพลงดาบล้ำเลิศ จะออกไปสั่งสอนนางโจรนั่นไม่ใช่รึ!"
"หยุดเถียงกันได้แล้ว! วันนี้นางนั่นโชคดีรอดไปได้ แต่เรื่องที่แม่ทัพโจไหว้วานมา เราต้องทำให้สำเร็จ... คืนนี้พวกเราตั้งค่ายปิดล้อมที่นี่ดีหรือไม่? ระดมพลจากทุกค่ายมารวมกัน ต่อให้นางเก่งกาจเพียงใด แต่มีลูกน้องแค่สามสี่ร้อยคน หากพวกเรารวมตัวกันนับหมื่น จะถล่มค่ายโจรเล็กๆ นั่นไม่ได้เชียวหรือ?" หัวหน้าโจรคนหนึ่งเสนอความคิดพลางขมวดคิ้ว
"แต่ค่ายพวกเรากระจัดกระจาย จะรวมพลกันปุบปับได้อย่างไร?"
"งั้นก็ล้อมนางไว้ก่อน! ยังไงเราก็ได้ไฟเขียวจากแม่ทัพโจแล้ว ทางการไม่มายุ่งกับเราหรอก!"
...
"ท่านหัวหน้า โจรพวกนั้นยึดคฤหาสน์ตั้งเป็นค่ายพักแรมแล้วขอรับ" ตกเย็น หน่วยสอดแนมกลับมารายงานลวี่หลิงฉีและเว่ยเยวี่ย
"สืบดูต่อไป" ลวี่หลิงฉีพยักหน้าสั่งการให้เขาถอยไป
"อาเว่ย หากพวกมันปิดล้อมทางนี้ ต่อให้เราอยากย้ายฐานที่มั่นก็คงลำบาก" ลวี่หลิงฉีขมวดคิ้วพลางหันไปปรึกษาเว่ยเยวี่ย
เว่ยเยวี่ยพยักหน้า "นี่คงเป็นแผนของโจหยิน แม้โจรพวกนี้จะไร้ระเบียบ แต่เรามีคนเพียงสี่ร้อยกว่า การจะบุกฝ่าวงล้อมออกไปตรงๆ คงไม่ใช่เรื่องง่าย"
เว่ยเยวี่ยจนปัญญาชั่วขณะ ต่างคนต่างตกอยู่ในความเงียบ... บรรยากาศภายในค่ายบนเขาดูคึกคักกว่าเมื่อวานมากเพราะมีชาวบ้านอพยพเข้ามาสมทบ หลิวอี้ถูกเกณฑ์ให้ไปช่วยสร้างเพิงพักชั่วคราวให้ชาวบ้านเหล่านี้
"เจ้ารู้ได้ยังไงว่าจะไม่มีการสู้รบ?" หัวหน้าโจรหน่วยย่อยมองหลิวอี้ด้วยความสงสัย เขาเก็บความสงสัยนี้ไว้ตั้งแต่ตอนถอยทัพ จนในที่สุดก็อดถามไม่ได้
"คนพวกนั้นดูเหมือนเยอะ แต่ต่างคนต่างก็อยากถนอมกำลัง ให้คนอื่นไปตายแทน ตัวเองคอยชุบมือเปิบ ไม่มีใครโง่หรอก... อีกอย่าง หัวหน้าพวกท่านชิงลงมือก่อน ข่มขวัญจนพวกหัวโจกฝั่งนั้นฝ่อไปหมดแล้ว การปะทะย่อมไม่เกิด" หลิวอี้ตอบอย่างไม่ใส่ใจพลางมัดเชือกยึดโครงสร้างที่พัก
"เจ้าเคยเรียนหนังสือมาหรือ?" หัวหน้าหน่วยมองหลิวอี้ด้วยความประหลาดใจ
"เอ่อ... ก็พอผ่านตามาบ้าง" หลิวอี้พยักหน้าตอบแบบขอไปที เขาเคยอ่านอะไรมาบ้างตอนอยู่กับขงเบ้ง แต่เรื่องพวกนี้ไม่เห็นจะเกี่ยวกับหนังสือหนังหาตรงไหน
"เจ้าควรพูดว่า 'ค่ายเรา' ไม่ใช่ 'พวกท่าน' เจ้าไม่ใช่คนของค่ายนี้หรือไง?" หัวหน้าหน่วยนึกย้อนคำพูดของหลิวอี้แล้วถามด้วยความไม่พอใจ
"ข้าเป็นแค่ช่างฝีมือ พวกท่านลากข้ามาต่างหาก!" หลิวอี้บ่นอุบ "ยังไงข้าก็จะไปจากที่นี่แน่"
"จะไปรึ?" หัวหน้าหน่วยแตะด้ามดาบที่เอว ครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วขมวดคิ้ว "ทำไม?"
ทำไมงั้นรึ?
ทำไมข้าที่เป็นชายหนุ่มอนาคตไกล ว่าที่เทพเจ้าแห่งงานช่าง ต้องมาคลุกคลีกับโจรป่าไร้อนาคตพวกนี้ด้วยเล่า?
ทว่าวาจาเหล่านี้พูดออกไปตรงๆ ไม่ได้ มันบาดหูเกินไป ที่นี่ไม่ใช่สังคมที่มีกฎหมายคุ้มครอง การพูดจาขวานผ่าซากอาจทำให้หัวหลุดจากบ่าได้ง่ายๆ
"คิดถึงบ้าน" หลิวอี้เลือกคำตอบที่ฟังดูเข้าท่าและใช้ได้กับทุกสถานการณ์
"บ้านเจ้าอยู่ที่ไหน?"
"เย่เฉิง มณฑลจี้โจว" หลิวอี้นึกอยู่ครู่หนึ่งแล้วตอบไป
"ไกลมากเลยนะนั่น ห่างจากนี่พันกว่าลี้เห็นจะได้ เจ้าจะไปคนเดียวรึ?" หัวหน้าหน่วยถามด้วยความตกใจ
ไปคนเดียวคงไม่รอดแน่
หลิวอี้เงียบกริบ การเดินทางในยุคนี้ทำให้เขาตระหนักความจริงข้อหนึ่ง การท่องเที่ยวไม่ใช่เรื่องง่าย การเดินทางปุบปับอาจนำมาซึ่งหายนะ ลำพังแค่มีแผนที่ก็ช่วยอะไรไม่ได้มาก
"ช่วยดูหน่อย ตอนนี้เราอยู่ที่ไหน?" หลิวอี้นึกขึ้นได้ จึงหยิบแผนที่ที่ขงเบ้งให้ไว้ออกมากางให้หัวหน้าหน่วยดู
"เจ้า..." หัวหน้าหน่วยมองแผนที่ สลับกับทิศทางของเนินขงเบ้งที่หลิวอี้ทำสัญลักษณ์ไว้ แล้วขมวดคิ้ว "เจ้าจะไปเย่เฉิง?"
"ใช่!"
"เจ้ามาจากทางนี้?"
"ถูกต้อง"
"ดูเหมือนเจ้าจะหลงทางแล้วล่ะ"
หลิวอี้: "..."