- หน้าแรก
- ย้อนเวลาไปเป็นปรมาจารย์ช่างต่อเรือ
- บทที่ 22 ยามเช้าในค่าย
บทที่ 22 ยามเช้าในค่าย
บทที่ 22 ยามเช้าในค่าย
บทที่ 22 ยามเช้าในค่าย
กองไฟขับไลความมืดมิดก่อนรุ่งสาง กลิ่นเนื้อตุ๋นในหม้อดินหอมฉุยยามน้ำเดือดปุดๆ
"พี่ชายลา โอ พี่ชายลา แม้ข้าจะเคยพูดบ่อยๆ ว่าจะจับท่านมาตุ๋น แต่นั่นมันก็แค่ล้อเล่น ข้าไม่ได้ตั้งใจจริงๆ นะ" หลิวอี้ตักน้ำแกงขึ้นมาชิม วางช้อนลง พนมมือไหว้หม้อดินแล้วกล่าวว่า "เราพบกันโดยบังเอิญก็นับเป็นวาสนา ตอนนี้ท่านได้ไปสู่สุขคติแล้ว ข้าก็ยินดีกับท่านด้วย ส่วนร่างกายนี้นั้น แทนที่จะปล่อยให้เน่าเปื่อยในดิน สู้ให้มาอยู่ในท้องข้าเสียดีกว่า เช่นนี้วาสนาของเราจึงจะสมบูรณ์"
เจ้าวั่งไฉเองก็เลียนแบบหลิวอี้ หมอบลงกับพื้น ผงกหัวให้หม้อดินไม่หยุด ลิ้นห้อยแทบจะลากดิน มองดูหลิวอี้อย่างคาดหวัง
"อื้ม ได้ที่แล้ว กินกันเถอะ!" หลังคำนับเสร็จ หลิวอี้ก็ใช้ตะเกียบคีบเนื้อขึ้นมาชิ้นหนึ่ง เคี้ยวตุ้ยๆ ส่งเสียงซี๊ดซ๊าด ก่อนจะกลืนลงคอ เขาพยักหน้าอย่างพึงพอใจ จากนั้นจึงหยิบจานที่เตรียมไว้มาตักเนื้อจากหม้อแบ่งเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งของตน อีกส่วนของวั่งไฉ
"โฮ่ง!" วั่งไฉเห่าอย่างร่าเริง แล้วนอนหมอบลงกัดชิ้นเนื้อ แต่เพราะเนื้อมันร้อนจัด มันจึงหอบแฮ่กๆ ทั้งที่คาบเนื้อไว้ในปาก จะคายก็เสียดาย ได้แต่วิ่งวนรอบตัวหลิวอี้ไปมา
"ไอ้หมาโง่!" หลิวอี้ส่ายหน้าอย่างระอา ค่อยๆ คีบเนื้อชิ้นเล็กๆ ขึ้นมาเป่า แล้วส่งเข้าปาก หลับตาพริ้มอย่างมีความสุข
บนสวรรค์มีเนื้อรกร บนพิภพมีเนื้อลา รสชาติของเนื้อลานี้ช่างเป็นเลิศสมคำร่ำลือจริงๆ
ฝีมือการทำอาหารของเขาคงเข้าขั้นแล้วกระมัง?
หลิวอี้ลืมตาขึ้นหลังจากผ่านไปครู่ใหญ่ พลางคิดเข้าข้างตัวเองเล็กน้อย
กลิ่นหอมตลบอบอวลชักนำให้เหล่าโจรภูเขามายืนมุงดู วั่งไฉมองไปรอบๆ อย่างระแวดระวัง แยกเขี้ยวขู่คำรามในลำคอเป็นระยะ
"ทางโน้นยังมีอีก ก่อไฟแล้วมากินด้วยกันเถอะ" หลิวอี้ลังเลครู่หนึ่งก่อนจะกวักมือเรียกโจรเหล่านั้น ลำพังเขากับวั่งไฉกินเนื้อลาทั้งตัวไม่หมดอยู่แล้ว สู้ถือโอกาสผูกมิตรไว้ดีกว่า
เหล่าโจรภูเขาเองก็ไม่เกรงใจ กล่าวขอบคุณทันทีแล้ววิ่งไปแล่เนื้อมาย่างกัน
โจรสองคนที่พาหลิวอี้ขึ้นเขาเมื่อวานก็เดินเข้ามาเช่นกัน หลิวอี้รู้สึกแปลกใจที่แม้จะมีคนมารุมกินเนื้อมากมาย แต่ทุกคนกลับเป็นระเบียบเรียบร้อย เขาเริ่มสงสัยมาตั้งแต่เมื่อวานแล้วว่าโจรพวกนี้ดูมีวินัยยิ่งกว่าทหารเสียอีก
"พวกท่านเคยเป็นทหารมาก่อนรึ?" หลิวอี้มองโจรคนที่พาเขามาแล้วเอ่ยถามด้วยความฉงน
"เจ้ารู้ได้อย่างไร?" โจรคนนั้นขมวดคิ้ว มองหลิวอี้อย่างระแวง
หลิวอี้ชี้ไปรอบๆ "อย่าว่าแต่โจรภูเขาเลย แม้แต่ชาวบ้านทั่วไปก็ยังไม่มีระเบียบวินัยขนาดนี้"
ถึงเขาจะไม่เคยเห็นของจริง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงในยุคสมัยนี้ แต่แม้กระทั่งสองพันปีให้หลัง คุณภาพของคนก็อาจจะไม่สูงเท่าโจรกลุ่มนี้ด้วยซ้ำ เขาเคยเห็นภาพผู้คนแย่งชิงของกันจนโกลาหลมานักต่อนัก การที่มีระเบียบเช่นนี้ปรากฏในหมู่โจรป่าจะไม่ให้สงสัยได้อย่างไร
"พวกเราเคยรับราชการทหารมาก่อนจริงๆ" โจรผู้นั้นพยักหน้ายอมรับแล้วไม่พูดอะไรอีก
หลิวอี้เองก็เลิกซักไซ้ เขาไม่ได้กะจะอยู่ที่ค่ายนี้นาน เรื่องพวกนี้รู้น้อยหน่อยจะดีกว่าเพื่อป้องกันปัญหาในภายภาคหน้า
"พี่ชาย แล้วข้าจะไปได้เมื่อไหร่?" หลังจัดการเนื้อลาไปชิ้นหนึ่ง หลิวอี้ก็หันไปถามโจรคนเดิมอีกครั้ง
"วันนี้ตอนปูนบำเหน็จเจ้าลองถามหัวหน้าดูสิ" โจรภูเขายิ้ม "เมื่อวานหัวหน้าบอกว่าเจ้ามีความชอบที่ช่วยจัดการเจ้าโจรแซ่โจ ไม่แน่เขาอาจจะแต่งตั้งให้เจ้าเป็นหัวหน้าหน่วยก็ได้"
หัวหน้าหน่วย?
หลิวอี้ตาโต มองอีกฝ่ายอย่างตกใจ ถ้าปฏิเสธจะมีอันตรายไหมเนี่ย แต่เขาไม่เคยคิดอยากเป็นหัวหน้าโจรเลยสักนิด
"วู้ว— วู้ว—!"
เสียงแตรเขาสัตว์ดังขึ้นแต่ไกล หลิวอี้จำได้ว่ามันมาจากทิศทางของหมู่บ้านที่ผ่านเมื่อวาน ยังไม่ทันตั้งตัว เหล่าโจรที่กำลังย่างเนื้อกินกันอยู่นั้นก็ลุกพรึ่บขึ้นพร้อมกัน
"นั่นมันสัญญาณจากค่ายไป๋มู่!" โจรภูเขาโยนเนื้อในมือทิ้ง ตะโกนเสียงเข้ม "พี่น้องทั้งหลาย รวมพล!"
"รับทราบ!" หลิวอี้ต้องตกตะลึงเมื่อเห็นเหล่าโจรที่กระจัดกระจายเมื่อครู่ กลับมารวมพลเข้าแถวกันในจุดเดียวอย่างรวดเร็ว
"เจ้าไม่ตามมาหรือ?" โจรคนนั้นหันมาถลึงตาใส่หลิวอี้แล้วตวาด
"อ้อ!" หลิวอี้ลุกขึ้นตามสัญชาตญาณ เดินตามกลุ่มคนไปยังโถงใหญ่ วั่งไฉทำท่าจะตามมาแต่ถูกสายตาปรามของหลิวอี้หยุดไว้
"เฝ้าบ้านไว้!" หลิวอี้สั่ง
"โฮ่ง..." วั่งไฉหมอบลงกินเนื้อต่ออย่างเงียบๆ โจรกลุ่มเมื่อกี้ทิ้งเนื้อกึ่งสุกกึ่งดิบไว้เกลื่อนพื้น ซึ่งนั่นคือเรื่องที่น่ายินดีที่สุดสำหรับวั่งไฉ
เมื่อตามมาถึงลานหน้าโถงใหญ่ หลิวอี้เห็นชายฉกรรจ์ทั้งค่ายมารวมตัวกันที่นี่ โจรสาวผู้นั้นสวมชุดขาวคลุมทับด้วยเกราะเงิน มือค้ำหอกยาวเก้าฟุต ภายใต้หน้ากากสัมฤทธิ์ ดวงตาคู่นั้นไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ พอเห็นทุกคนพร้อมนางก็สะบัดหอก นำทัพมุ่งหน้าไปยังทิศที่เสียงแตรดังขึ้นโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง
"พี่ชาย นอกค่ายใกล้ขนาดนี้ ทำไมยังมีชาวบ้านอาศัยอยู่อีก?" หลิวอี้ที่กำลังงุนงงวิ่งตามขบวนไป พลางดึงแขนโจรคนเดิมแล้วกระซิบถาม
"เจ้าคิดว่าโจรภูเขาทำเป็นแต่ปล้นชิงหรือไง?" อีกฝ่ายเหล่ตามองหลิวอี้แล้วยิ้มถาม
ไม่ใช่หรือ?
หลิวอี้มองกลับด้วยความสงสัย
"ชาวบ้านพวกนี้คือผู้ลี้ภัย หรือพวกเร่ร่อนที่หนีการเกณฑ์ทหาร พวกเขาใจกล้า ไม่สนทางการ บางทีก็สู้กับเจ้าหน้าที่ด้วยซ้ำ เราอยู่ที่นี่ไม่ปล้นพวกเขา ไม่เก็บส่วย บ่อยครั้งทรัพย์สินที่ปล้นได้ก็นำไปแลกเสบียงกับพวกเขา พวกเขาช่วยเรากลบเกลื่อนร่องรอย ต่อให้ทางการเจอตัวก็ไม่มีใครแจ้งจับ แถมยังคอยส่งข่าวให้เราอีก เราเองก็คุ้มครองพวกเขา หากมีโจรกลุ่มอื่นมารังแก เราก็จะออกหน้า นี่เป็นกฎของโจรภูเขา คนในค่ายหลายคนก็มีลูกเมียอยู่ที่นั่น" โจรภูเขายิ้ม
นี่สินะที่เรียกว่า 'กระต่ายไม่กินหญ้าข้างโพรง' หลิวอี้พอจะเข้าใจแล้วว่าทำไมโจรป่าถึงปราบปรามยากนักในยุคราชวงศ์โบราณ ที่แท้ก็เกี่ยวข้องกับการที่ชาวบ้านในท้องที่คอยช่วยปกปิดร่องรอยให้นี่เอง
"งั้นเสียงแตรเมื่อกี้คือ... ทางการบุกหรือ?" หลิวอี้ถาม
"ไม่ใช่สัญญาณเตือนภัย แต่เป็นสัญญาณขอความช่วยเหลือ น่าจะเป็นค่ายอื่นล้ำเส้นเข้ามา" โจรภูเขาส่ายหน้า
เขาฝูหนิวแห่งนี้เชื่อมต่อกับเขาจิงซาน มีค่ายโจรแบบพวกเขาอยู่มากมายนับไม่ถ้วน เมื่อวานเพิ่งร่วมมือกับสิบค่ายจัดการกองทัพโจโฉ การกระทบกระทั่งกันระหว่างค่ายจึงเป็นเรื่องปกติ
หลิวอี้ไม่อยากไปเท่าไหร่นัก เกิดสู้กันขึ้นมา ตัวเขาก็ไม่มีค่าสถานะพิเศษอะไรติดตัว ถ้าบาดเจ็บจะทำยังไง?
ทว่าสถานการณ์ตอนนี้ดูเหมือนจะไม่มีทางเลือกให้เขาเลย