เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 12: ชุยโจวผิงมาเยือน

บทที่ 12: ชุยโจวผิงมาเยือน

บทที่ 12: ชุยโจวผิงมาเยือน


บทที่ 12: ชุยโจวผิงมาเยือน

เล่าปี่และน้องร่วมสาบานทั้งสองรออยู่หน้ากระท่อมหญ้าเป็นเวลานาน ทว่าก็ไร้วี่แววผู้คน จวบจนตะวันตรงหัว กวนอูจึงเอ่ยปากเร่งรัด พวกเขาจำต้องจากไปอย่างเสียไม่ได้ ระยะทางกลับไปยังซินเย่นั้นไม่ใช่ใกล้ๆ หากไม่รีบออกเดินทาง เกรงว่าจะต้องรอนแรมเดินทางกลางดึก

หลิวอี้เองก็ไม่อาจทนยืนดูพวกเขารอเก้ออยู่แบบนั้นได้ อากาศหนาวเหน็บเข้ากระดูก แม้เล่าปี่และน้องๆ จะเคยผ่านร้อนผ่านหนาว มีร่างกายแข็งแกร่งกำยำ แต่หลิวอี้ไม่ได้มีร่างกายที่ทรหดเช่นนั้น และเขาก็ไม่มีเวลามานั่งรอด้วย

หลังจากเล่าปี่ตัดสินใจรอต่อ หลิวอี้ก็ไล่เด็กรับใช้ให้กลับไป ส่วนตัวเองกลับเข้าเรือนไปทำงานต่อ งานของจูกัดเหลียงใกล้จะเสร็จสมบูรณ์แล้ว หลิวอี้ประเมินดูว่างานนี้คงทำเงินได้ราวสองถึงสามหมื่นอีแปะ เขาตั้งใจจะเก็บเงินก้อนนี้แล้วออกเดินทางไปยังหนานหยาง ซึ่งเวลานี้อยู่ภายใต้การปกครองของโจโฉ

ทว่า แม้โจโฉจะยังติดพันศึกกับชนเผ่าทางชายแดนเหนือ แต่การวางหมากเพื่อยึดครองมณฑลจิงโจวและเซียงโจวก็ได้เริ่มขึ้นแล้ว หนานหยางเองก็คงสงบสุขอยู่ได้ไม่นาน เขาจำเป็นต้องหาลู่ทางไปเมืองเย่เฉิงหรือไม่ก็สวีชาง เงินสองสามหมื่นอีแปะนี้น่าจะเพียงพอสำหรับซื้อที่ดินปลูกเรือนตั้งตัวได้

"โฮ่ง โฮ่ง!" เสียงฝีเท้าดังขึ้นที่หน้าประตู

หลิวอี้เงยหน้าขึ้นมอง เมื่อเห็นผู้มาเยือนก็อดแปลกใจไม่ได้

"ท่านชุย มีธุระอันใดที่เรือนซอมซ่อของข้าหรือขอรับ?" หลิวอี้ลุกขึ้นยืนมองชุยโจวผิงด้วยความฉงน

แม้จะเคยพบหน้ากันที่กระท่อมของจูกัดเหลียงไม่กี่ครั้ง แต่ด้วยฐานะที่แตกต่างกันราวฟ้ากับเหว ปกติแล้วชุยโจวผิงมักจะทำเมินเฉยต่อเขา อีกทั้งชุยโจวผิงไม่ได้พักอยู่ในละแวกสันเขามังกรซ่อน และไม่มีกิจธุระอันใดต้องข้องแวะกัน

แต่หากวันหน้าต้องเดินทางไปในเขตปกครองของโจโฉ ชุยโจวผิงอาจกลายเป็นลูกค้ากระเป๋าหนัก หลิวอี้จึงต้อนรับขับสู้เป็นอย่างดี

"ข้าบังเอิญเจอคนรู้จักที่ตีนเขา คุยเพลินจนลืมเวลา เดิมทีตั้งใจจะค้างแรมที่บ้านขงเบ้ง แต่ดูท่าเจ้าตัวจะไม่อยู่จริงๆ ครั้นจะถือวิสาสะพักอยู่ก็ดูไม่เหมาะไม่ควร ข้าจึงอยากจะขอรบกวนอาศัยพักแรมที่นี่สักคืนจะได้หรือไม่?" สายตาของชุยโจวผิงจับจ้องอยู่ที่มังกรไม้แกะสลักตรงข้ามประตูใหญ่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันมาเอ่ยถามหลิวอี้

"หากท่านไม่รังเกียจความอัตคัดขัดสนของที่นี่ ข้าย่อมยินดี แต่ห้องรับรองยังไม่มีเครื่องเรือนใดๆ หากท่านไม่ถือสา ก็เชิญพักเถิด เดี๋ยวข้าจะสานเสื่อไม้ไผ่ให้สักผืน" หลิวอี้ยิ้มรับ

ตลอดครึ่งปีมานี้เขาวุ่นอยู่แต่กับธุระของจูกัดเหลียง บ้านตัวเองสร้างเสร็จก็จริงแต่ยังไม่มีเวลาทำเฟอร์นิเจอร์ใส่เข้าไปเลย

"นายช่าง วาจาของเจ้าช่างฉะฉานราวกับบัณฑิต" ชุยโจวผิงไม่ใช่คนเรื่องมาก การที่เขาสามารถคบหากับจูกัดเหลียงได้ ย่อมแสดงว่าแม้ภายในจะมีความถือตัวตามประสาชนชั้นสูง แต่ก็ไม่แสดงความหยิ่งยโสออกมาทางกิริยาวาจา

"เชิญท่านตามสบาย ข้ายังมีงานคั่งค้างต้องสะสาง" หลิวอี้ชี้มือไปทางโถงกลาง

"แขกผู้มีเกียรติมาเยือน ไม่คิดจะต้อนรับขับสู้ แต่กลับจะทำงานต่อน่ะรึ?" ชุยโจวผิงขมวดคิ้วเล็กน้อย แม้เขาจะไม่ได้เป็นขุนนาง แต่ตระกูลชุยแห่งชิงเหอก็เป็นตระกูลขุนนางเก่าแก่ที่มีชื่อเสียงทั่วแผ่นดิน แม้แต่เล่าเปียว ผู้ครองมณฑลยังต้องให้เกียรติ นับประสาอะไรกับช่างฝีมือธรรมดาๆ อย่างหลิวอี้

"ท่านโปรดอย่าได้ถือสา สำหรับท่านแล้ว งานช่างอาจดูต่ำต้อย แต่ข้าได้ตกลงกำหนดส่งมอบงานกับท่านจูกัดไว้แล้ว หากข้าวางมีดแกะสลักมาปรนนิบัติท่าน ย่อมเป็นการผิดคำพูดต่อท่านจูกัด หากเป็นท่าน ท่านจะทำเช่นไร?" หลิวอี้วางไม้กระดานลง หยิบไม้ไผ่ข้างตัวขึ้นมา แล้วใช้มีดจักตอกซอยไม้อย่างคล่องแคล่ว

"มิน่าเล่าขงเบ้งถึงได้เอ็นดูเจ้านัก แม้สำนวนวาจาจะดูบ้านๆ แต่ก็ไม่เหมือนพวกพ่อค้าหาบเร่ กลับแฝงไว้ด้วยความซื่อตรงหนักแน่น" ชุยโจวผิงมองหลิวอี้ด้วยความประหลาดใจระคนขบขัน พลางหัวเราะร่า

"ท่านจูกัดเป็นคนถ่อมตน ปฏิบัติต่อทุกคนอย่างเท่าเทียม" หลิวอี้ตอบเรียบๆ "อีกอย่าง คนเราไม่ว่าจะทำอาชีพใด ก็ต้องรักษาคำสัตย์"

"พูดได้ดี... แต่มาคิดดูแล้ว คราวก่อนที่พบกัน เจ้าสุภาพก็จริง แต่ไม่ได้นอบน้อมจนตัวลีบเหมือนชาวบ้านร้านถิ่นทั่วไป วางตัวได้พอดิบพอดี ไม่ต่ำต้อยแต่ก็ไม่แข็งกร้าว แปลก... แปลกจริงๆ" ชุยโจวผิงส่ายหน้าไปมา

บุคลิกของคนย่อมสะท้อนถึงการอบรมเลี้ยงดู ลูกหลานตระกูลใหญ่ต่อให้ไร้การศึกษา ก็ยังวางตัวได้อย่างเป็นธรรมชาติในสังคมชั้นสูง ผิดกับคนต้อยต่ำที่มักมีความขลาดกลัวแฝงอยู่

หลิวอี้เพียงแค่ยิ้มไม่ตอบคำ ชุยโจวผิงเห็นว่าไม่มีอะไรทำ จึงลากตั่งไม้ไผ่มานั่งดูหลิวอี้สานเสื่อ เขาเห็นหลิวอี้ซอยไม้ไผ่เป็นเส้นเล็กละเอียดราวกับก้านดอกไม้ มีดไม้ไผ่เฉียดผ่านมือไปมาอย่างน่าหวาดเสียว หลิวอี้ทำอย่างลื่นไหล แต่ชุยโจวผิงคนมองกลับใจเต้นตุ้มๆ ต่อมๆ

"ไม่นึกเลยว่านายช่างจะมีฝีมือยอดเยี่ยมถึงเพียงนี้"

"อาศัยการฝึกฝนขอรับ ก็เหมือนกับการศึกษาตำราของท่าน ได้ยินท่านจูกัดเปรยว่าท่านมีปัญญาลึกล้ำบริหารบ้านเมืองได้ ข้าเชื่อว่าความรู้นั้นคงไม่ได้สั่งสมมาในวันเดียว จริงไหมขอรับ?" หลิวอี้ตอบยิ้มๆ มือก็ยังคงขยับไม่หยุด

รูปร่างของเสื่อเริ่มปรากฏชัดเจน แม้ความปราณีตอาจสู้ช่างฝีมือชั้นครูไม่ได้ แต่เรื่องความเร็วนั้นหาตัวจับยาก นิ้วมือพลิ้วไหวราวกับผีเสื้อเริงระบำ รวดเร็วจนมองตามแทบไม่ทัน

"พูดได้ดี เสียดายที่ไม่มีสุรา" ชุยโจวผิงถอนหายใจ

"ช่างฝีมือแม้มิใช่นักรบ แต่ต้องจับของมีคม พลาดพลั้งนิดเดียวอาจได้เลือด จะให้ดื่มสุราได้อย่างไร?" หลิวอี้มองค้อนแล้วตอบกลับ

พูดจบนาน เสื่อไม้ไผ่ก็เสร็จสมบูรณ์ มาพร้อมคุณสมบัติ 'ความสบาย +6' จากการศึกษาเรื่องค่าสถานะในช่วงที่ผ่านมา หลิวอี้พบว่าค่าสถานะตั้งแต่ +5 ขึ้นไปจะเริ่มส่งผลต่อความรู้สึกของผู้ใช้ เสื่อ +6 ผืนนี้จึงให้ความสบายไม่ต่างจากเตียงนอนชั้นดีเลยทีเดียว

แต่ทว่า... ชุยโจวผิงกลับกำลังจ้องมองไก่ห้าตัวที่กำลังหยอกล้อกับเจ้าสุนัขด้วยความสนใจ ผ่านไปไม่กี่เดือน ด้วยอานิสงส์ของคุณสมบัติ 'การเติบโต' จากบ้านสุนัข ไก่ทั้งห้าตัวจึงเติบโตอย่างรวดเร็ว ตัวอ้วนพี ขนเป็นมัน และดูแสนรู้กว่าไก่ทั่วไป

"เชือดไก่สักตัวดีไหม?" ชุยโจวผิงเริ่มรู้สึกหิว ไก่พวกนี้อ้วนท้วนสมบูรณ์ รสชาติต้องยอดเยี่ยมแน่ๆ อากาศหนาวๆ แบบนี้ ถ้าได้ไก่ตุ๋นร้อนๆ สักหม้อกับสุราใสสักกา คงเป็นความสุขที่สุดในชีวิต

แต่ยังไม่ทันที่หลิวอี้จะตอบรับ ว่างไฉที่กำลังฟัดกับไก่ทั้งห้าก็ชะงักกึก มันหันขวับมามองชุยโจวผิง สายตานั้นทำเอาเขาขนลุกเกรียว ราวกับกำลังเผชิญหน้ากับหมาป่าไม่ใช่สุนัขบ้าน มิหนำซ้ำ ไก่ทั้งห้าตัวยังพากันเดินเข้ามาล้อมกรอบด้วยท่าทีไม่เป็นมิตร ไม่รู้ทำไมเขาถึงอ่านสีหน้าไก่พวกนี้ออก แต่มันรู้สึกแบบนั้นจริงๆ

ไก่ห้าตัวกางปีก ขนพองฟู พร้อมจะกระโจนเข้าใส่ได้ทุกเมื่อ ชุยโจวผิงเผชิญหน้ากับฝูงไก่แล้วถึงกับอยากจะวิ่งหนี เขาหันไปมองหลิวอี้ด้วยสีหน้าเจื่อนๆ

"อย่าได้คิดอะไรแผลงๆ เชียว สัตว์พวกนี้ฉลาดเป็นกรด ฟังภาษาคนรู้เรื่อง" หลิวอี้ถลึงตาใส่ว่างไฉ เจ้าหมาจึงยอมถอยไปอย่างไม่เต็มใจ ฝูงไก่ก็เดินตามลูกพี่มันไป แต่ยังมิวายหันมามองค้อนเป็นระยะ ทำเอาชุยโจวผิงรู้สึกไม่ปลอดภัยเอาเสียเลย

"เดรัจฉานฟังภาษาคนรู้เรื่องได้ด้วยรึ?" ชุยโจวผิงถอนหายใจเฮือกใหญ่เมื่อพวกมันสลายตัวไป ก่อนจะหันมาถามหลิวอี้

"ข้าจะไปรู้ได้ยังไง เจ้าห้าตัวนั้นว่างไฉมันเลี้ยงมากับมือ อย่าว่าแต่ท่านเลย แม้แต่ข้ายังกินพวกมันไม่ได้" หลิวอี้ถอนหายใจ

นึกเสียใจที่ตอนนั้นมักง่ายให้ว่างไฉช่วยเลี้ยงไก่ ปกติว่างไฉก็เชื่อฟังดีหรอก แต่พอเขาคิดจะจับไก่พวกนี้กินทีไร มันเป็นต้องแยกเขี้ยวใส่ทุกที สมัยนี้ไม่มีวัคซีนพิษสุนัขบ้าด้วยสิ หลิวอี้ไม่อยากเอาชีวิตไปทิ้งเพราะไก่คำเดียว

ดังนั้นไอ้คุณสมบัติ 'เบิกเนตร' นั่นมันส่วนเกินชัดๆ! สัตว์พวกนี้เริ่มจะจับกลุ่มตั้งแก๊งกันแล้ว ขนาดเขาที่เป็นเจ้าของยังต้องยอมถอย!

ให้หมาเลี้ยงไก่เนี่ยนะ?

ชุยโจวผิงมองหลิวอี้ด้วยสายตาประมาณว่า 'เจ้าล้อข้าเล่นรึเปล่า' แต่พอนึกถึงท่าทีของพวกมันเมื่อครู่ ก็จำต้องยอมรับว่าสัตว์ฝูงนี้มันแปลกประหลาดจริงๆ สงสัยจะเป็นปีศาจกันไปหมดแล้ว!

"ถ้าท่านหิว ในครัวพอมีข้าวฟ่างกับผักอยู่บ้าง" หลิวอี้ชี้ไปทางห้องครัว แอบหวังลึกๆ ว่าจะได้เห็นความพิถีพิถันของยอดบัณฑิตในการเคี่ยวโจ๊กชั้นเลิศ

"เอ่อ... ข้าทำอาหารไม่เป็น" ชุยโจวผิงตอบอย่างกระดากอาย

วิญญูชนย่อมอยู่ห่างไกลห้องครัว อีกอย่างด้วยชาติตระกูลอย่างเขา มีหรือจะต้องมาเข้าครัวทำอาหารเอง

ดูท่าจะอดกินข้าวฝีมือคนดังเสียแล้ว หลิวอี้ทำหน้าปลงๆ รีบเร่งมือทำหมอนไม้ไผ่คุณสมบัติ 'สงบจิต +4' จนเสร็จ แล้วยื่นส่งให้ชุยโจวผิงพร้อมกับเสื่อ

"เช่นนั้นคืนนี้เชิญท่านทนลำบากหน่อยนะขอรับ"

จบบทที่ บทที่ 12: ชุยโจวผิงมาเยือน

คัดลอกลิงก์แล้ว