- หน้าแรก
- ย้อนเวลาไปเป็นปรมาจารย์ช่างต่อเรือ
- บทที่ 3 เลิกทำตัวเป็นปลาเค็มได้แล้ว
บทที่ 3 เลิกทำตัวเป็นปลาเค็มได้แล้ว
บทที่ 3 เลิกทำตัวเป็นปลาเค็มได้แล้ว
บทที่ 3 เลิกทำตัวเป็นปลาเค็มได้แล้ว
"ต้าหลาง คันไถของป้าเสียแล้ว ช่วยดูให้หน่อยสิ" เสียงป้าหวังข้างบ้านตะโกนบอก ขณะที่ชาวบ้านในสันเขาโว่หลงกังทยอยออกไปทำนากันแต่เช้า ทว่าหลิวอี้ผู้ไร้ที่นาทำกิน ทำได้เพียงนั่งกอดเจ้า 'หวังไฉ' เหม่อมองผู้คนที่ง่วนอยู่กับงานในท้องทุ่งไกลๆ อยู่หน้าประตูบ้าน
หลิวอี้มารู้ทีหลังว่าที่นาอย่างน้อยครึ่งหนึ่งในโว่หลงกังเป็นทรัพย์สินของสกุลจูกัด เท่ากับว่าชาวบ้านครึ่งหนึ่งที่นี่เป็นผู้เช่าที่นาของสกุลจูกัดนั่นเอง
ไอ้วลีที่ว่า 'ไถนาอยู่หนานหยาง' น่ะหรือ? ข้าไม่เชื่อน้ำคำของเขาหรอก! นี่มันเจ้าที่ดินตัวเอ้ชัดๆ!
"อ้อ ได้ครับ!" ปฏิกิริยาแรกของเขาเมื่อมีลูกค้าไม่ใช่การยิ้มต้อนรับ แต่เป็นการงุนงงอยู่ครู่หนึ่งกว่าจะตั้งสติได้
เขานั่งยองๆ ตรวจดูคันไถด้ามยาวตรงหน้าอย่างละเอียด "หัวไถมีปัญหานิดหน่อยครับ ไม่หนักหนาแต่ซ่อมยากนิดนึง คิดสามเหรียญอู่จูครับ"
"ตกลง เร็วเข้าล่ะ" จ้าวกงดูรีบร้อนจะใช้งานจึงไม่ได้ต่อราคากับหลิวอี้ เขาควักเงินสามเหรียญอู่จูให้อย่างง่ายดาย ในฐานะหนึ่งใน 'สามผู้เฒ่า' และเป็นคนส่วนน้อยในโว่หลงกังที่มีที่ดินเป็นของตัวเอง ปกติแกจะเป็นคนตระหนี่ถี่เหนียวเรื่องเงินทองมาก พอเห็นแกจ่ายเงินง่ายดายขนาดนี้ หลิวอี้ก็นึกเสียใจที่เรียกราคาถูกไป
ถึงเมื่อวานเขาจะรับงานใหญ่ได้ค่าจ้างมาสามร้อยเหรียญอู่จูจนกระเป๋าตุง แต่โอกาสแบบนั้นไม่ได้มีบ่อยๆ จะให้ไปหวังน้ำบ่อหน้าก็คงไม่ได้ จะให้สกุลจูกัดเปลี่ยนเครื่องเรือนใหม่ทุกวันก็คงเป็นไปไม่ได้เช่นกัน
ถือคติว่ายุงตัวเล็กก็ยังนับเป็นเนื้อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้ค่าประสบการณ์ด้วยแล้ว หลิวอี้จึงไม่เคยเกี่ยงงานเล็กงานน้อยเหล่านี้ เพราะในสถานที่ทุรกันดารและยากจนแบบนี้ งานจิปาถะพวกนี้แหละคือรายได้หลัก
"ไม่ต้องห่วงครับ" หลิวอี้เก็บเหรียญสามอู่จูเข้าถุงเงินอย่างคล่องแคล่ว หยิบค้อนเล็กออกมาเคาะๆ ตอกๆ กับเศษไม้ไม่กี่ชิ้น เสียงดังโป๊กเป๊กอยู่ครู่หนึ่งคันไถก็กลับมาใช้งานได้ ปัญหาของคันไถไม่ได้ใหญ่อะไร สาเหตุหลักน่าจะมาจากอายุการใช้งานมากกว่า ไม่มีการพังเสียหายรุนแรงแต่จุกจิกกวนใจตลอด ใจจริงเขาอยากแนะนำให้อีกฝ่ายทำใหม่สักอัน แต่ก็พูดไม่ออก
จากการสังเกตชาวบ้านในโว่หลงกังตลอดช่วงที่ผ่านมา แม้แต่บ้านที่เรียกได้ว่ามีฐานะก็คงไม่ยอมควักเงินสองร้อยเหรียญอู่จูเพื่อทำคันไถใหม่แน่ๆ ยิ่งคนนิสัยขี้เหนียวอย่างจ้าวกงยิ่งไม่ต้องพูดถึง
พูดไปก็เปลืองน้ำลายเปล่าๆ เขาเลยเลือกที่จะเงียบไว้ พฤติกรรมการใช้จ่ายของชาวบ้านในยุคนี้ค่อนข้างอนุรักษนิยม ตราบใดที่ของยังพอถูไถใช้งานได้ พวกเขาก็เสียดายเกินกว่าจะเปลี่ยนใหม่
หลังจากเสียงเคาะซ่อมแซมเงียบลงและจ้าวกงจากไป หลิวอี้ก็กลับสู่สภาวะเฉื่อยชาอีกครั้ง เขากอดเจ้าหวังไฉนั่งเหม่อลอยอยู่หน้าประตู ประชากรในโว่หลงกังมีน้อยแถมส่วนใหญ่เป็นชาวบ้านตาดำๆ จะไปหางานมาจากไหนได้ทุกวี่ทุกวัน? เวลาว่างๆ หลิวอี้จึงติดนิสัยรักสันโดษจนดูเหมือนคนหมดอาลัยตายอยาก
"ขืนเป็นแบบนี้ต่อไปไม่ได้การแน่!" หลังจากนั่งมึนงงอยู่พักใหญ่ จู่ๆ หลิวอี้ก็ดีดตัวลุกขึ้นแล้วตบหน้าเรียกสติตัวเอง
ถึงเขาจะไม่มีความทะเยอทะยานอยากเป็นอ๋องเป็นใหญ่ แต่เกิดมาชาตินี้ก็ยังต้องกินต้องใช้ เงินสามร้อยเหรียญอู่จูที่จูกัดเหลียงให้มา ในยุคข้าวยากหมากแพงแบบนี้บางทีซื้อข้าวฟ่างได้ไม่ถึงหนึ่งต้านด้วยซ้ำ เขาทำนาไม่เป็น แถมไม่มีที่ดินทำกิน ถ้าขืนยังทำตัวว่างงานในวันที่ไม่มีงานจ้าง สุดท้ายคงกลายเป็นคนไร้ค่า แม้แต่ระบบก็คงช่วยคนขี้เกียจไม่ได้
ไม่มีงานก็ต้องหาเรื่องใส่ตัว ระบบไม่ได้กำหนดสักหน่อยว่าต้องมีคนจ้างถึงจะฝึกสกิล 'งานไม้' ได้ ค่าประสบการณ์ที่ต้องใช้เพื่ออัปเกรดจากงานไม้เลเวล 4 ไปเลเวล 5 สูงถึงหนึ่งแสนแต้ม และระดับที่สูงกว่านั้นคงเป็นตัวเลขที่น่ากลัวยิ่งกว่า หากหวังพึ่งแค่เศษค่าประสบการณ์จากงานซ่อมแซมเล็กๆ น้อยๆ ของชาวบ้านโว่หลงกัง ชาตินี้เขาคงไม่ได้เป็น 'เทพแห่งงานช่าง' แน่ เผลอๆ ด้วยฝีมือแค่นี้ ถ้าในอนาคตระเห็จไปอยู่เมืองใหญ่อย่างสวี่ชางหรือเย่เฉิง คงไม่มีใครเห็นหัว
โอกาสมักเป็นของผู้ที่เตรียมพร้อมเสมอ ขืนยังใช้ชีวิตซังกระตายอยู่ที่นี่ เขาอาจกลายเป็นตัวเอกที่มีระบบโกงคนแรกในประวัติศาสตร์ที่อดตายก็ได้
เขาต้องรีบพัฒนาทักษะวิชาชีพให้เร็วที่สุด!
ไฟแห่งความมุ่งมั่นลุกโชนในใจหลิวอี้ เขาลุกขึ้นกวาดตามองลานบ้านเล็กๆ ของตน กระท่อมมุงจากหยาบๆ สองหลังที่สร้างไว้ตอนมาถึงใหม่ๆ ตอนนี้ดูขัดหูขัดตาชอบกล เขาจะรื้อคานลงมาแล้วสร้างเรือนใหม่สองหลัง แต่คราวนี้จะทำลวกๆ เหมือนเดิมไม่ได้แล้ว แม้จะไม่มีเงินซื้ออิฐมาสร้างตึกหิน—ยุคนี้ไม่มีปูนซีเมนต์ ตัวประสานสำหรับสิ่งก่อสร้างหินนั้นแพงกว่าอิฐเสียอีกเพราะต้องใช้ไข่ขาวจำนวนมาก—ตอนนี้แค่เลี้ยงปากท้องยังลำบาก เขาจึงไม่มีปัญญาฟุ่มเฟือยสร้างบ้านหิน
แค่สร้างเรือนไม้ยกพื้นดีๆ สักหลังก็น่าจะพอ ด้วยทักษะงานไม้ระดับปัจจุบันของเขาน่าจะเอาอยู่ ที่สำคัญคือวัสดุหาได้ง่าย รอบโว่หลงกังมีต้นไม้เต็มไปหมด แค่ออกแรงหน่อยสวมบทคนตัดฟืนชั่วคราว ในยุคนี้คงไม่มีใครมาดราม่าเรื่องตัดไม้ทำลายระบบนิเวศหรอก
ส่วนเรื่องจะไหว้วานให้ใครมาช่วยนั้นเลิกคิดไปได้เลย นี่มันช่วงหน้านา ทุกคนต่างยุ่งวุ่นวาย แถมจ้างคนก็ต้องใช้เงิน ทรัพย์สินที่มีอยู่ตอนนี้ก็จำกัดจำเขี่ย เงินที่จูกัดเหลียงให้มาแม้จะพอประทังชีวิตไปได้สักพักแต่ก็คงไม่นานนัก ขืนใช้เงินสุรุ่ยสุร่ายตอนนี้คงบ้าเต็มที
ไม่ใช่ว่าเขาไม่คิดจะไปตายเอาดาบหน้าที่ในเมือง แต่ประการแรก ในเมืองไม่ได้เหมือนสันเขานี้ที่จะนึกครึ้มสร้างบ้านตรงไหนก็ได้ แค่ค่าธรรมเนียมตั้งรกรากก็เป็นปัญหาใหญ่แล้ว ประการที่สอง ด้วยฝีมือระดับปัจจุบัน นอกจากจะสร้างของแรร์ที่มีคุณสมบัติพิเศษได้บ้างนานๆ ครั้ง เขาก็ไม่ได้วิเศษไปกว่าช่างฝีมือทั่วไปเท่าไหร่ เรื่องงานแกะสลักเผลอๆ จะสู้เขาไม่ได้ด้วยซ้ำ ขืนเข้าเมืองไป ชาวบ้านทั่วไปก็ขี้เหนียวเหมือนคนที่นี่ ส่วนพวกเศรษฐีก็คงมองไม่เห็นหัวเขา สู้เก็บตัวอยู่ใน 'หมู่บ้านมือใหม่' แห่งนี้ต่อไปดีกว่า
อย่างน้อยที่นี่ก็มีบุคคลในประวัติศาสตร์อาศัยอยู่ เผื่อฟลุ้กได้รับภารกิจอะไรจากท่าน 'มังกรหลับ' บ้าง
ถึงโอกาสจะริบหรี่ เพราะดูจากสันดานของระบบนี้ ตั้งแต่ทะลุมิติมาจนได้ระบบ มันไม่เคยแจกภารกิจอะไรเลย มีแต่ให้ค่าประสบการณ์กับพรสวรรค์เวลาทำงานช่างเท่านั้น
แต่มันก็คือความหวังไม่ใช่หรือ?
คิดได้ดังนั้น หลิวอี้ก็ไม่แม้แต่จะล็อกประตูบ้าน เขาคว้าเชือกหนึ่งมัดกับเครื่องมือช่าง มุ่งหน้าสู่ป่าหลังเขา เขาตั้งใจจะสร้างรถลากสักคันเพื่อใช้แปรรูปไม้เบื้องต้นที่นั่น แล้วค่อยลากกลับมา จะได้ทุ่นแรงไปได้โข
ส่วนเรื่องแบบแปลนนั้นไม่รีบร้อน ค่อยคิดระหว่างตัดไม้ก็ได้ ในหัวเขามีโครงร่างคร่าวๆ อยู่แล้ว แต่มันก็เป็นแค่โครงร่างนั่นแหละ
"ต้าหลางบ้านสกุลหลิว จะไปไหนรึ?" ระหว่างทางมีชาวบ้านผู้กระตือรือร้นร้องทักทายเป็นระยะ เขามาอยู่ที่โว่หลงกังได้หนึ่งเดือนแล้ว จึงเริ่มคุ้นเคยกับชาวบ้านเหล่านี้พอสมควร
"ข้าจะเข้าป่าไปตัดไม้น่ะครับ ช่วงนี้ว่างๆ เลยกะว่าจะปรับปรุงบ้านสักหน่อย" หลิวอี้ฉีกยิ้ม พยักหน้าตอบรับทีละคน ก่อนจะเดินพ้นหมู่บ้านมุ่งหน้าสู่ภูเขาด้านหลัง