- หน้าแรก
- เจ้าปีศาจจะหนีไปไหน
- บทที่ 49: ข้าแบ่งเบาพระราชภาระของฝ่าบาท
บทที่ 49: ข้าแบ่งเบาพระราชภาระของฝ่าบาท
บทที่ 49: ข้าแบ่งเบาพระราชภาระของฝ่าบาท
ลานของสำนักสดับฟ้านั้นกว้างขวาง พื้นครึ่งหนึ่งปูด้วยหินสีเขียว อีกครึ่งหนึ่งเป็นพื้นดินสำหรับใช้เป็นลานฝึกยุทธ เหล่าโหยวซิงและลี่ซื่อใต้บังคับบัญชาของสือโจวซานกำลังฝึกซ้อมวรยุทธ์กันอยู่
เมื่อเห็นทั้งสองคนมาถึง เซี่ยงเวยก็ยิ้มร่า "ใต้เท้าหวังมาช่างเช้านัก นี่กลัวว่าจะเลยเวลาแล้วอดกินข้าวหรือไร ถึงได้จงใจมาก่อนเวลาตั้งครึ่งค่อนวัน?"
หวังฉีหลินชะงัก ครึ่งค่อนวัน?
แต่เขาไม่ถามออกไป การไปต่อปากต่อคำจะทำให้เสียราคา
สวีต้าตะโกนถาม "มาก่อนครึ่งค่อนวัน? หมายความว่าไง? ก็เจ้าบอกว่า..."
"ใต้เท้าสือเชิญมาร่วมงานเลี้ยงมื้อค่ำ พวกเจ้ามากันตั้งแต่ยังไม่เที่ยง นี่ไม่ใช่มาก่อนเวลาครึ่งค่อนวันหรอกรึ?" เซี่ยงเวยหัวเราะอย่างได้ใจ
หวังฉีหลินเข้าใจแล้ว เขาโดนไอ้หมอนี่วางยาเข้าให้แล้ว
ในเทียบเชิญระบุแค่วันที่ แต่ไม่ได้ระบุเวลาที่แน่นอน ทว่าก่อนจากไปเซี่ยงเวยเปรยไว้ว่าเป็นมื้อเที่ยง
นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมตั้งแต่โบราณกาลมา ถึงห้ามล่วงเกินคนสนิทของเจ้านาย
สวีต้าโกรธจัด กำหมัดแน่นทำท่าจะพุ่งเข้าไป "ไอ้สุนัขลอบกัด กล้าปั่นหัวปู่สวีเชียวรึ?"
เหล่าโหยวซิงและลี่ซื่อหยุดมือจากการฝึกซ้อม ต่างพากันมายืนรวมกลุ่มอยู่ข้างหลังเซี่ยงเวย
สายตาหาเรื่อง
รอยยิ้มดูถูกเหยียดหยาม
สวีต้าเดินถอยกลับมา
เขาเป็นคนหยาบกระด้างแต่ไม่ได้บุ่มบ่าม สถานการณ์ที่รู้แน่ว่าต้องเจ็บตัวฟรี เขาไม่มีทางเอาตัวเข้าไปแลก
เซี่ยงเวยหัวเราะร่า มองหวังฉีหลินด้วยความลำพองใจ ความหมายในรอยยิ้มนั้นชัดเจน: ที่นี่ถิ่นข้า!
หวังฉีหลินลากดาบเดินตรงเข้าไป
สือโจวซานเล่นตลกกับเขา เขาทำอะไรไม่ได้ แต่ไอ้เซี่ยงเวยนี่ยังกล้ามาลองดีกับเขาอีกเหรอ?
งั้นคงต้องใช้หมัดคุยกันให้รู้เรื่องหน่อยแล้ว!
สำนักสดับฟ้าเป็นองค์กรที่นับถือผู้แข็งแกร่ง ถ้าเขาปล่อยให้คนรังแกโดยไม่โต้ตอบ ก็จะมีแต่คนดูถูก แล้วจากนั้นคนก็จะแห่กันมารังแกเขามากขึ้นเรื่อยๆ!
เรื่องนี้ยอมไม่ได้เด็ดขาด!
ในฐานะเสี่ยวอินหนุ่มที่เพิ่งรับตำแหน่ง เขาจำเป็นต้องสร้างบารมี!
เมื่อวานเซี่ยงเวยเคยเห็นเพลงดาบอันรวดเร็วของเขามาแล้ว พอเห็นเขาเดินเข้ามาใกล้ก็เริ่มหวั่นใจ จึงเอ่ยถาม "ใต้เท้าหวัง ท่านจะทำอะไร?"
หวังฉีหลินกล่าว "ข้าเห็นพวกเจ้าฝึกยุทธกันขยันขันแข็ง เลยอยากจะช่วยใต้เท้าสือทดสอบฝีมือพวกเจ้าสักหน่อย ดูซิว่าเป็นของจริงหรือแค่ท่าดีทีเหลว"
ลี่ซื่อร่างกำยำคนหนึ่งกำหมัดเดินออกมาจากกลุ่ม "ดี งั้นข้าขอประเดิมก่อน"
ลี่ซื่อผู้นี้แทนตัวเองว่า 'ซาเจีย' (คำเรียกตนเองของพระนักเลงหรือขันทีสมัยก่อน) แถมหัวยังล้านเลี่ยนเตียนโล่ง หวังฉีหลินนึกว่าเป็นศิษย์สำนักพุทธ
แต่หมอนี่นอกจากจะไม่มีผมแล้ว ยังไม่มีหนวดเครา ไม่มีคิ้ว มีแต่ไขมันบนหน้าที่ดูดุร้าย เลยดูพิลึกพิลั่นชอบกล
สวีต้าตะโกนอยู่ข้างหลัง "ไป๋หู่! (เสือขาว) นี่เป็นเรื่องระหว่างท่านปู่กับเซี่ยงเวย เกี่ยวอะไรกับเจ้าด้วย?"
"เจ้าเรียกปู่ว่าอะไรนะ?" ลี่ซื่อนามไป๋หู่โกรธจัด ก้าวพรวดเดียวข้ามระยะสองสามวา ย่อตัวลงต่ำแล้วซัดหมัดตูมออกไป!
เสียงลมหมัดหวีดหวิว รุนแรงหนักหน่วง!
เซี่ยงเวยตะโกนเตือนจากด้านหลัง "ระวังดาบเร็วมัน..."
หวังฉีหลินไม่ได้ชักดาบเลยแม้แต่น้อย มือซ้ายทำมุทราหลัก ในใจท่องคาถาหัวใจพระวัชรสัตว์ ก้าวเท้าไปข้างหน้าพร้อมปล่อยหมัดตรงสวนออกไปเช่นกัน!
กำลังภายในสิบห้าปี ล้อเล่นรึไง?
ทางแคบเผชิญหน้า สองหมัดปะทะกัน!
ไร้ซึ่งเทคนิค ผู้แข็งแกร่งคือราชา!
กำลังภายในดุจสายน้ำเชี่ยวกรากไหลทะลักเข้าสู่เส้นชีพจรแขนขวา หวังฉีหลินปะทะหมัดเข้าใส่ ปล่อยพลังระเบิดออกไปตามแรงส่ง!
ลี่ซื่อไป๋หู่มีแต่พละกำลังดิบเถื่อน เขาเหมือนกับหวังฉีหลินตรงที่ไม่มีวาสนาได้ฝึกฝนวิชากำลังภายใน ดังนั้นเขาจึงไม่มีลมปราณ
แรงควายหรือจะสู้ลมปราณสิบห้าปี?
แขนเสื้อของลี่ซื่อเหมือนโดนพายุพัด สะบัดพรึ่บไปด้านหลัง ตัวของเขาเซถลาตามแรงหมัด
"เข้ามาอีก!"
จิตใจของหวังฉีหลินนิ่งสงบดุจน้ำนิ่ง ใบหน้าเคร่งขรึมดั่งพระเถระ หมัดขวาชักกลับเปลี่ยนเป็นกำ 'มุทราสิงโตคะนองฤทธิ์' ส่วนมือซ้ายกำหมัดซัดตูมออกไป
พลังฟ้าดินในลานฝึกมุดเข้าสู่รูขุมขนทั่วร่าง ทำให้เขายิ่งดูทรงพลังน่าเกรงขาม!
ลี่ซื่อคนอื่นๆ เห็นไป๋หู่ถูกซัดถอยหลังก็รู้ว่าท่าไม่ดี รีบกรูกันเข้ามาช่วย
โหยวซิงสี่คนสบตากัน บางคนทำท่าจะชักดาบ แต่เซี่ยงเวยรีบกดมือไว้ "อย่าใช้ดาบ และอย่าให้มันใช้ดาบ ดาบเร็วมันร้ายกาจที่สุดเท่าที่ข้าเคยเจอมา!"
หวังฉีหลินได้ยินดังนั้นก็นึกชมในใจ หมอนี่ไม่โง่
แต่สวีต้าฉลาดกว่า
เล่นงานเพื่อนร่วมงานจะชักดาบจริงไม่ได้ แต่บนชั้นวางอาวุธข้างลานฝึกมีดาบไม้ไผ่อยู่!
หวังฉีหลินเหวี่ยงหมัดกระแทกลี่ซื่อที่พุ่งเข้ามาใกล้จนถอยร่นไป หลังจากต้อนพวกมันถอยไปได้ สวีต้าก็ตะโกนลั่น "เจ้านาย รับดาบ!"
ดาบยาวอยู่ในมือ ดาบจันทราปลิดวิญญาณ!
หวังฉีหลินแสยะยิ้มอำมหิตใส่กลุ่มคนตรงหน้า หน้าของเซี่ยงเวยเปลี่ยนสีทันที
เงาดาบวูบไหว เขาบิดเอวสืบเท้าพุ่งเข้าใส่
ดาบไม้ไผ่หมุนวนรวดเร็วราวกับกงล้อแสง หอบเอาสายลมหวีดหวิว พุ่งเข้ากลางวงล้อมแล้วฟันดะไปทั่ว
พวกลี่ซื่อมองกระบวนท่าดาบไม่ทันเลยสักนิด ได้แต่กัดฟันใช้ความถึกเข้าแลก
พวกโหยวซิงที่เพิ่งดาหน้ากันเข้ามานั้นเคราะห์ร้ายกว่า โดนดาบไม้ไผ่ฟาดจนกระเจิดกระเจิงร้องโอดโอย
ในกลุ่มนั้นเซี่ยงเวยนับว่ามีฝีมือ เขาเองก็คว้าดาบไม้ไผ่มาเล่มหนึ่งเหมือนกัน พอจะกัดฟันรับมือแสงดาบที่วูบวาบได้บ้าง ปัดป้องไม่ให้ดาบไม้ไผ่ฟาดโดนตัว
แต่ฉากบู๊เท่ๆ อยู่ได้ไม่นาน สวีต้าฉวยโอกาสชุลมุนพุ่งเข้าล็อคคอเซี่ยงเวยจากด้านหลัง กดลงกับพื้น แล้วทั้งคู่ก็กอดรัดฟัดเหวี่ยงกลิ้งไปมา
โหวเต๋อไฉที่เพิ่งกลับมาถึงเห็นฉากนี้เข้าก็ตกใจ รีบตวาดเสียงดัง "หยุดเดี๋ยวนี้! หยุดกันให้หมด!"
หวังฉีหลินเก็บดาบถอยฉากออกมา เขาไม่อยากให้เรื่องราวมันดูแย่เกินไป
เหล่าลี่ซื่อและโหยวซิงสูดปากด้วยความเจ็บปวดพากันถอยหลัง เซี่ยงเวยได้ยินคำสั่งโหวเต๋อไฉก็หยุดมือ แต่สวีต้าไม่หยุด ฉวยโอกาสรัวหมัดเข้าชายโครงอีกฝ่ายไปสองที จนเซี่ยงเวยตัวงอเป็นกุ้ง เป้ากางเกงสั่นระริก
ไอ้สัตว์ป่านี่ลงมือโหดชิบหาย!
หวังฉีหลินควงดาบไม้ไผ่ในมือ สีหน้ามืดครึ้ม น้ำเสียงเหี้ยมเกรียม "วันๆ พวกเจ้าฝึกอะไรกันอยู่? ท่าดีทีเหลว! ราชสำนักจ่ายเบี้ยหวัดเลี้ยงดูพวกเจ้ามาให้กินข้าวเสียเปล่าหรือไง?"
ลี่ซื่อคนหนึ่งตะโกนอย่างเดือดดาล "เจ้าเป็นใคร ใหญ่มาจากไหน ถึงกล้ามาสั่งสอนพวกเรา"
หวังฉีหลินพลิกข้อมือปักดาบไม้ไผ่ลงพื้น ดาบไม้ไผ่ที่แช่น้ำมันตังอิ๊วและตากแดดจนแข็งแกร่งหักสะบั้นลงตรงกลาง "กร๊อบ!"
คิ้วของทุกคนกระตุกวูบ
เขาโยนดาบไม้ไผ่ทิ้ง ประสานมือคารวะไปทางทิศเมืองหลวง "ตัวข้าแน่นอนว่าไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไร แต่ราชสำนักเล่า? เห็นราชสำนักทุ่มเทงบประมาณกำลังคนกำลังทรัพย์ แต่กลับเลี้ยงดูพวกเหลือบไรอย่างพวกเจ้าขึ้นมา ข้าเห็นแล้วมันอัดอั้นตันใจ!"
สวีต้าเสริม "ใต้เท้าหวังจงรักภักดีต่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ มุ่งมั่นแบ่งเบาพระราชภาระของฝ่าบาท คิดแทนฝ่าบาททุกเรื่อง ทำไม? พวกเอ็งมีปัญหาเรอะ?"
มารดาเถอะ ทุกคนสบถด่าในใจ
แต่ตำแหน่งของหวังฉีหลินสูงกว่าพวกเขา แถมคำพูดนี้ยังยกเอาคุณธรรมสูงส่งมาอ้าง พวกเขาเถียงไม่ออก ได้แต่เก็บความแค้นไว้ในใจแล้วแอบด่าบรรพบุรุษอีกฝ่าย
เซี่ยงเวยหัวไว เขายิ้มเยาะ "พวกเราเป็นเหลือบไร แล้วสวีต้าเป็นตัวอะไร? เมื่อกี้ลอบกัดข้า ยังโดนข้าอัดจนทำได้แค่ปัดป้อง ไม่มีปัญญาตอบโต้เลยนี่"
หวังฉีหลินหันไปมองสวีต้า สวีต้าเงยหน้ามองฟ้าทำมุมสี่สิบห้าองศา "เพื่อนร่วมงานกันทั้งนั้น ข้าไม่อยากลงมือหนักน่ะ"
เซี่ยงเวยจุกจนหน้ามืด
ทำไมถึงมีคนหน้าด้านไร้ยางอายขนาดนี้อยู่ในโลกนะ?
หวังฉีหลินพูดกับเขา "ฝีมือของใต้เท้าเซี่ยงไม่เลว ข้อนี้ข้านับถือมาก"
เซี่ยงเวยนึกว่าเขาจะยอมสงบศึก จึงแค่นเสียงหัวเราะ
แต่หวังฉีหลินพูดต่อ "หวังฉีหลินคนนี้ละอายใจที่สู้ท่านไม่ได้ ดังนั้นเอาอย่างนี้ดีไหม ข้ายกตำแหน่งเสี่ยวอินให้ท่านมานั่งแทนเลย?"
เซี่ยงเวยตาเหลือกทันที รีบหันกลับไปตะโกน "มองอะไรกัน? ทุกคนฝึกต่อ! ใต้เท้าหวังชี้แนะแล้วว่าฝีมือพวกเรายังไม่ถึงขั้น ต้องขยันฝึกให้หนักกว่าเดิม!"
สือโจวซานไม่อยู่ที่ที่ทำการ ได้ยินว่าช่วงนี้ที่ว่าการอำเภอมีเรื่องประหลาด เขาเลยแวะไปดู
หวังฉีหลินลากเก้าอี้มานั่งเฝ้าดูพวกเซี่ยงเวยฝึกซ้อม สวีต้าออกไปซื้อผลไม้เชื่อม ฟักเชื่อม เมล็ดแตงโม เกาลัดคั่วมาจากตลาด ทั้งสองคนนั่งกินไปดูไปอย่างสบายใจ
พอมีคนอยากพัก หวังฉีหลินก็หิ้วดาบเดินเข้าไปถาม "ราชสำนักจ่ายเงินเดือนให้เจ้ามานั่งพักเล่นหรือไง? ฝึกต่อ!"
"ถ้าฝึกไม่ตาย ก็ฝึกให้ตายไปข้าง!"
หลังมื้อเที่ยงสือโจวซานถึงกลับมา พอเห็นลูกน้องเหงื่อท่วมตัวเขาก็พยักหน้าอย่างพอใจ "วันนี้ฝึกซ้อมกันได้ดี เย็นนี้ไปกินข้าวกันที่หอติ่งเชิ่ง"
หอจวี้เซียงคือร้านอาหารที่ดีที่สุดในตำบลฝูหลง ส่วนหอติ่งเชิ่งคือภัตตาคารอันดับหนึ่งของอำเภอจี๋เสียง
ระยะห่างของทั้งสองร้าน ยิ่งใหญ่กว่าระยะทางระหว่างอำเภอกับตำบลเสียอีก
ช่วงบ่าย เสี่ยวอินอีกสามคนทยอยเดินทางมาถึง ได้แก่ 'ฉางกุยจือ' ผู้ดูแลตำบลสือซานและตำบลหลางซาน, 'ซุนโหมว' ผู้ดูแลตำบลไผฟาง และ 'ชุยวั่ง' ผู้ดูแลตำบลชีจั้ง
ฉางกุยจือและชุยวั่งเข้ามาทักทายเขาอย่างกระตือรือร้น เพราะคนในสำนักสดับฟ้าต้องคลุกคลีกับภูตผีปีศาจ ย่อมต้องพึ่งพาอาศัยกันอยู่บ่อยครั้ง การสร้างความสัมพันธ์อันดีไว้จึงเป็นเรื่องดี
ส่วนซุนโหมวนั้นมีท่าทีเย็นชากับเขา ซึ่งหวังฉีหลินก็ไม่ได้ติดใจอะไร
การที่หวงฮว่าจี๋ข้ามหน้าข้ามตามาปูนบำเหน็จให้เขาถึงในอำเภอ ก็เท่ากับตบหน้าซุนโหมวฉาดใหญ่ เขาข้ามถิ่นไปทำงานในเขตรับผิดชอบของคนอื่น อีกฝ่ายจะไม่พอใจก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้
ยามพลบค่ำ ตะวันลับขอบฟ้า
แสงไฟจากบ้านเรือนนับหมื่นค่อยๆ สว่างไสว ควันไฟจากการหุงหาอาหารเริ่มลอยอ้อยอิ่งจากปล่องควันของบ้านเรือน ได้เวลาอาหารเย็นเเล้ว