เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 48: อำเภอจี๋เสียง

บทที่ 48: อำเภอจี๋เสียง

บทที่ 48: อำเภอจี๋เสียง


บทที่ 48: อำเภอจี๋เสียง

เสี่ยวอินแห่งตำบลเสี่ยวสุ่ยมีนามว่า 'โหวเต๋อไฉ' อายุอานามราวสี่สิบปี ว่ากันว่าเขาเลี้ยงดู 'เทพคุ้มครองบ้าน' ที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ และอาศัยบารมีของเทพองค์นี้ในการคลี่คลายคดีภูตผีปีศาจ

คดี 'พรายน้ำกลับโลง' นี้หวังฉีหลินรู้เรื่องอยู่แล้ว เพราะข้อมูลภายในของสำนักสดับฟ้านั้นเชื่อมโยงถึงกันและรวดเร็วมาก

เมื่อเทียบกับคดี 'สกุลจงสับเปลี่ยนวิญญาณ' ที่สันเขาเซี่ยหม่า และคดี 'สลับวิญญาณ' ที่จวนแม่ทัพ เรื่องพรายน้ำกลับโลงนี้ถือว่าจิ๊บจ๊อยมาก

ภายในคดีไม่มีอะไรซับซ้อนซ่อนเงื่อน โหวเต๋อไฉอัญเชิญเทพคุ้มครองบ้านไปจับพรายน้ำ เรื่องราวก็จบลง

ครอบครัวของผู้ตายต่างดีใจ เดิมทีนึกว่าจะต้องทำสุสานเสื้อผ้า แต่ตอนนี้อย่างน้อยก็ได้ศพครบสมบูรณ์กลับไปฝังในสุสานบรรพชน

แต่ตาเฒ่าคนแจวเรือนี่นับเป็นยอดนักเล่าเรื่อง แกสามารถเล่าคดีที่ใสสะอาดเหมือนน้ำเปล่าให้กลายเป็นเรื่องลึกลับซับซ้อนซ่อนเงื่อนได้

สาวน้อยสาวใหญ่บนเรือพากันตัวสั่นงันงก

นั่นเป็นเพราะสวีต้าคอยปั่นกระแส เดี๋ยวก็ร้องโวยวาย เดี๋ยวก็ขยับตัวเข้าไปเบียดใกล้ๆ พวกหล่อน

พวกนางเลยถูกเขาทำให้ตกใจกลัวจนขวัญหนีดีฝ่อ

หวังฉีหลินมองดูแม่น้ำพลางครุ่นคิด เขาเคยได้ยินเรื่องภูตผีในหมู่บ้านมาบ้าง แต่ไม่เคยได้ยินเยอะขนาดนี้มาก่อน

เห็นได้ชัดว่าผลกระทบจากการกำเนิดของเส้นทางยมโลกสายใหม่เริ่มปรากฏชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ แล้ว

เรือข้ามฟากฝ่าคลื่นลม ผิวน้ำกระเพื่อมไหว

เงาของหวังฉีหลินในน้ำส่ายไหวไปมา

ค่อยๆ... เขารู้สึกว่าเงาของตัวเองเริ่มจางลง

ในขณะที่ใต้น้ำมีเงาสีดำสายหนึ่งค่อยๆ เข้มข้นขึ้น

ราวกับว่าเงาดำนั้นกำลังดูดกลืนเงาของเขา

ด้วยสัญชาตญาณ เขาเริ่มท่องคาถาหัวใจพระวัชรสัตว์ในใจ "โอม ปันเจ๋อเอ๋อร์ ซ่าตั่ว ฮง..."

พร้อมกันนั้นนิ้วมือทั้งสองข้างก็เริ่มขยับ เตรียมร่ายมุทราหลักชุดหนึ่งออกมา

เขาเพ่งมองดูให้ละเอียดอีกครั้ง ก็พบว่าในน้ำไม่มีสิ่งผิดปกติใดๆ

แต่ในเมื่อเริ่มใช้อักษรหลินแห่งสัจพจน์แล้ว เขาเลยถือโอกาสนั่งขัดสมาธิฝึกวิชาที่หัวเรือมันเสียเลย

มัวเมาอยู่กับการฝึกฝน เวลาผ่านไปรวดเร็วปานโกหก

เรือข้ามฟากโคลงเคลงอย่างแรง เป็นสัญญาณว่าเทียบท่าแล้ว

สาวน้อยสาวใหญ่ต่างรีบร้อนหยิบสัมภาระลงจากเรือ สวีต้าตะโกนไล่หลังอย่างไม่ยอมแพ้ "น้องสาวทั้งหลาย ข้าเองก็มีเรื่องเล่าในชนบทจะเล่าให้ฟัง พวกเจ้าไม่อยากฟังเหรอ? เรื่องจริงนะจะบอกให้ เฮ้ๆ อย่าวิ่งสิ ระวังหกล้มนะจ๊ะ"

ผู้หญิงหนีไปหมดแล้ว สวีต้าหันกลับมาด้วยความหงุดหงิด

มีชายฉกรรจ์คนหนึ่งเดินตามหลังเขามาพร้อมรอยยิ้มประจบ "นายท่าน ข้าฟังเอง ท่านเล่าให้ข้าฟังเถอะ"

"ไสหัวไป!"

หวังฉีหลินเก็บดาบเดินขึ้นฝั่ง ที่นี่มีรถล่อรับจ้างไปส่งในตัวอำเภอ ราคาไม่แพง แค่คนละสองจูทองแดง

อำเภอจี๋เสียงเป็นเมืองเก่าแก่ที่สร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์สุย ผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านลมฝนและไฟสงครามมาร่วมพันปี จนถึงปัจจุบันก็ยังคงตั้งตระหง่านอยู่บนผืนแผ่นดินด้วยท่วงท่าที่องอาจยิ่งกว่าเดิม

กำแพงเมืองก่อด้วยหินสีเขียวหนาทึบโอบล้อมเมืองเล็กๆ แห่งนี้ไว้ รอบด้านมีประตูเมืองสี่ทิศ ได้แก่ ประตูดงหัว, ประตูซีหัว, ประตูเหวินชวี่ และประตูอู่ชวี่ สิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุดในเมืองคือหอกลอง หากเกิดศึกสงคราม เสียงกลองจะดังกังวานไปทั่วทั้งเมืองโดยไม่มีสิ่งใดปิดกั้น

กำแพงเมืองตั้งตระหง่านแข็งแกร่ง ก่อสร้างด้วยหินภูเขา น้ำยาประสานที่ใช้ก่อกำแพงทำจากส่วนผสมของปูนขาว น้ำมันตังอิ๊ว และน้ำข้าวเหนียว หล่อหลอมจนแข็งแกร่งดุจเหล็กไหล ต้านทานการกัดกร่อนของลมฝนและการโจมตีของศาสตราวุธ

ที่หน้าประตูเมืองมีทหารสวมเกราะหนังยืนเฝ้ายามอยู่สี่นาย นับตั้งแต่ราชวงศ์ฮั่นใหม่สถาปนาแผ่นดิน บ้านเมืองเจริญรุ่งเรือง สงบสุขร่มเย็น ดังนั้นการตรวจตราจึงไม่เข้มงวดนัก ทหารเพียงแค่มองหน้าชาวบ้านผ่านๆ ก็ปล่อยให้เข้าไปแล้ว

พอถึงคิวรถของหวังฉีหลิน ทหารยามแทบไม่เสียเวลาตรวจ พอเห็นชุดขุนนางสีดำของเขาและสวีต้าก็รีบปล่อยผ่านทันที

เมื่อเข้าเมืองมาบรรยากาศก็เริ่มคึกคัก ถนนหนทางก็เก่าแก่พอๆ กับตัวเมือง หินสีเขียวที่ปูพื้นถูกล้อรถบดขยี้จนแตกละเอียดแล้วถูกปูทับด้วยอิฐสีเขียว อิฐและหินสลับกันดูไม่ค่อยเป็นระเบียบนัก แต่เมื่อเทียบกับในชนบทแล้วก็ถือว่าดูดีมีระดับกว่ามาก

ผ่านกาลเวลาอันยาวนาน ล้อรถและรอยเท้านับไม่ถ้วนได้บดทับย่ำผ่านเส้นทางเข้าเมือง ทิ้งร่องรอยเอาไว้มากมาย

ตามกฎหมายของราชวงศ์ฮั่นใหม่ ภายในระยะห้าสิบฉื่อทั้งในและนอกกำแพงเมืองห้ามมีบ้านเรือนราษฎร เพื่อป้องกันไม่ให้กีดขวางการเคลื่อนย้ายกำลังพลหากเกิดสงคราม

แต่หลังจากราชวงศ์ฮั่นใหม่สถาปนา อำเภอจี๋เสียงก็ไม่เคยประสบภัยสงครามอีกเลย กฎข้อนี้จึงไม่ได้ถูกบังคับใช้อย่างเคร่งครัดนัก ตลาดแห่งหนึ่งจึงแผ่ขยายเข้ามาในตัวเมือง ทั้งตลาดค้าสัตว์ ตลาดค้าข้าว และตลาดสด ต่างมารวมตัวกันอยู่ที่นี่

มีคนแบกไม้เสียบถังหูเลย เดินเตร็ดเตร่อยู่หน้าประตูเมือง พอเห็นเด็กๆ ก็ตะโกนเรียกลูกค้าสักสองสามคำ

น่าเสียดายที่ชาวบ้านมีความเป็นอยู่ยากแค้น แค่เลี้ยงปากท้องคนในครอบครัวก็ลำบากแล้ว ส่วนใหญ่จึงไม่มีเงินเหลือมาซื้อขนมกินเล่นให้ลูกหลาน หน้าประตูเมืองจึงมีเด็กๆ สวมเสื้อผ้าเก่าซอมซ่อกลุ่มหนึ่งมายืนมองตาละห้อย น้ำลายไหลย้อย

ถังหูเลยราคาถูก หนึ่งจูทองแดงซื้อได้สองไม้

สวีต้าควักเงินห้าจูทองแดงออกมาอย่างป๋า "เถ้าแก่"

พ่อค้าเร่รีบก้มหัวประหลกๆ "ใต้เท้าต้องการกี่ไม้ขอรับ?"

"เด็กๆ ตรงนั้น ให้คนละไม้" เขาชี้ไปที่กลุ่มเด็กน้อย

พ่อค้าเร่สังเกตเห็นเด็กกลุ่มนั้นอยู่แล้ว เขานับดูมีแปดคน คิดว่าตัวเองจะได้กำไรจากสวีต้า จึงรีบวิ่งไปแจกเด็กคนละไม้แล้วเตรียมจะชิ่ง

สวีต้ายื่นมือไปดึงถังหูเลยลงมาอีกสามไม้

เอ็งอาจจะกำไรนิดหน่อย แต่ข้าไม่มีวันขาดทุน

สวีต้าแบ่งให้หวังฉีหลินไม้หนึ่ง หวังฉีหลินมองดูถังหูเลยเห็นมีแค่น้ำตาลไอซิ่งเกาะอยู่บางๆ ไม่มีน้ำตาลเชื่อมหนาๆ เลย มิน่าล่ะถึงราคาถูก

เดินลึกเข้าไปในอำเภอ สองข้างทางเริ่มปรากฏบ้านเรือนชาวบ้าน

นี่คือย่านที่อยู่อาศัยของคนหาเช้ากินค่ำ ตรอกซอกซอยสลับซับซ้อน บ้านเรือนเตี้ยแคบ มีคูน้ำเน่า มีกองขยะ ได้กลิ่นอายของชีวิตความเป็นอยู่จริงๆ

ขอทานตัวใหญ่หลายคนกำลังวิ่งไล่กวดเด็กหนุ่มเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่งคนหนึ่ง คนหนึ่งวิ่งไปตะโกนไปว่า "ไอ้หลานชาย อย่าหนีนะเว้ย!"

"คนไม่หนีนั่นแหละหลานชาย คนที่วิ่งไล่ตามปู่นี่แหละคือหลานตัวจริง!" เด็กหนุ่มย้อนปากเจ็บแสบ

"คอยดูเถอะ พ่อจะทุบให้ไส้ไหลเลย!"

"เจ้าดูดมันออกมาจะดีกว่ามั้ง"

หวังฉีหลินก้าวไปข้างหน้าสองก้าว ชักดาบมารออกมาโชว์ ขอทานกลุ่มนั้นหน้าถอดสี รีบหันหลังวิ่งหนีป่าราบ

เด็กหนุ่มคนนั้นกลับไม่กลัว เขามองตามหลังพวกขอทานที่วิ่งหนีไปพร้อมกับทำหน้าประหลาดใจ "เมื่อกี้ตอนไล่กวดข้า พวกมันยังออมแรงไว้อีกเหรอเนี่ย?"

"แน่นอนสิ ต้องเก็บแรงไว้กระทืบเจ้าไง" สวีต้าหัวเราะ

เด็กหนุ่มไม่สำนึกบุญคุณ เอียงคอมองทั้งสองคนแล้วถุยน้ำลายลงพื้น ก่อนจะใส่ตีนหมาวิ่งหนีไป

สวีต้าโกรธจัดด่าไล่หลัง "ไอ้เด็กเปรต!"

เดินลึกเข้าไปใจกลางอำเภออีกหน่อยก็เริ่มปรากฏบ้านเรือนที่ดูสะอาดตาเป็นส่วนตัวมากขึ้น จากนั้นก็เป็นร้านน้ำชา โรงเตี๊ยม โรงหมอ ร้านขายผ้า และร้านรวงต่างๆ

ที่นี่หวังฉีหลินได้เห็น 'หออี๋กุ้ย' (หออิงเขียวขจี) ที่เลื่องชื่อลือชาไปทั่วทั้งอำเภอ น่าเสียดายที่พวกเขามาเช้าเกินไป ประตูหอยังปิดสนิท ได้กลิ่นเพียงแป้งหอมลอยมาแตะจมูก

หวังฉีหลินเผลอหยุดยืนมองโดยไม่รู้ตัว

สวีต้ายิ้มกะลิ้มกะเหลี่ย "ของขึ้นรึ?"

หวังฉีหลินทำหน้าขรึม "เปล่า ที่นี่ไอสังหารพุ่งเสียดฟ้า วิญญาณแค้นนับไม่ถ้วน ไม่ใช่สถานที่ที่ดี"

เดินข้ามถนนไปอีกสองสายก็ถึงที่ว่าการอำเภอ ข้างๆ ที่ว่าการอำเภอคือที่ทำการสำนักสดับฟ้า เป็นเรือนแยกโดดเดี่ยว ประตูเงียบเหงา

ไม่มีใครอยากข้องเกี่ยวกับสำนักสดับฟ้า ดังนั้นใครที่เดินผ่านหน้าประตูก็จะรีบจ้ำอ้าวราวกับหนีตาย

หวังฉีหลินเดินไปถึงหน้าประตูแล้วรู้สึกว่าตัวเองอาจจะเดาผิด รอบๆ ที่ทำการปกคลุมไปด้วยกลิ่นที่ผู้ชายทุกคนคุ้นเคยแต่ไม่อยากดม เขาบีบจมูกแล้วพูดว่า "ข้างในมีคนกำลังพ่นน้ำกามใส่ฟ้าหรือไงฟะ?"

สวีต้าตอบ "ดอกสือหนานบานน่ะ เดือนสี่แล้วนี่หว่า"

ต้นสือหนานเนื่องจากดอกมีกลิ่นเฉพาะตัว (คล้ายอสุจิ) จึงถูกนักพรตเต๋ายกย่องว่าเป็นต้นไม้ที่มีพลังหยางมากที่สุด ที่ทำการและอารามเต๋าหลายแห่งจึงนิยมปลูกต้นไม้ชนิดนี้

ในลานที่ทำการอำเภอก็มีต้นสือหนานปลูกเรียงรายอยู่แถวหนึ่ง ดังนั้นในฤดูกาลนี้กลิ่นในอากาศจึงค่อนข้าง... ถึงใจ

ชายรูปร่างสันทัดสวมชุดขุนนางสีดำ ผมสองข้างเริ่มหงอกขาว เดินผลักประตูออกมา พอเห็นทั้งสองคนก็ยิ้ม "สวีต้า พ่อหนุ่มท่านนี้คงจะเป็นน้องชายสกุลหวัง เสี่ยวอินคนใหม่แห่งตำบลฝูหลงใช่หรือไม่?"

หวังฉีหลินประสานมือคารวะ "ผู้น้อยหวังฉีหลิน คารวะใต้เท้าโหว"

ชายรูปร่างหน้าตาธรรมดาในชุดขุนนางสีดำคนนี้ก็คือ 'โหวเต๋อไฉ' หนึ่งในห้าเสี่ยวอินแห่งอำเภอจี๋เสียงที่คนแจวเรือเพิ่งเอ่ยถึงเมื่อครู่นี้

โหวเต๋อไฉดูไม่เหมือนขุนนาง แต่เหมือนชาวนาแก่ๆ คนหนึ่งมากกว่า เขายิ้มตาหยีประสานมือตอบรับแล้วหลีกทางให้

แต่หวังฉีหลินสังเกตเห็นว่า สายตาที่อีกฝ่ายแอบชำเลืองมองเขานั้นดูแปลกพิกล

โหวเต๋อไฉคลุกคลีอยู่ในสำนักสดับฟ้ามานาน เขาต้องรู้อะไรบางอย่างเกี่ยวกับคำสาปเสี่ยวอินแน่

หวังฉีหลินใจเต้น รีบประสานมือถาม "ใต้เท้าโหว ผู้น้อยมีเรื่องอยากขอคำชี้แนะ..."

ยังไม่ทันพูดจบ โหวเต๋อไฉก็ทำหน้าขอโทษขอโพย "ขออภัยด้วย ใต้เท้าหวัง ข้ายังมีธุระติดพัน คงคุยกับท่านไม่ได้แล้ว"

เมื่อมองดูแผ่นหลังของเขาที่เดินจากไป หวังฉีหลินรู้สึกทั้งโกรธทั้งระเหี่ยใจ

โหวเต๋อไฉเป็นพวกจิ้งจอกเฒ่า เห็นได้ชัดว่าเขาเดาได้ว่าหวังฉีหลินต้องการจะถามเรื่องอะไร จึงจงใจหลีกเลี่ยงไป

จบบทที่ บทที่ 48: อำเภอจี๋เสียง

คัดลอกลิงก์แล้ว