เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 50: แลกเปลี่ยนคดี

บทที่ 50: แลกเปลี่ยนคดี

บทที่ 50: แลกเปลี่ยนคดี


บทที่ 50: แลกเปลี่ยนคดี

หากมองเฉพาะย่านใจกลางเมือง บรรยากาศยามพลบค่ำของตัวอำเภอนั้นดูจะคึกคักยิ่งกว่าตอนกลางวันเสียอีก

บนท้องถนนเต็มไปด้วยรถม้าวิ่งขวักไขว่ ผู้คนเดินเบียดเสียดกันราวกับสายน้ำ

เหล่าบัณฑิตร่ำเรียนตำราปราชญ์มาทั้งวัน ตกเย็นแสงไฟไม่พออ่านหนังสือก็ออกมาหอนนางโลมเพื่อผ่อนคลายอารมณ์

พวกพ่อค้าวาณิชเลี้ยงรับรองแขกเหรื่อ ก็พากันมาหอนนางโลมเพื่อกระชับความสัมพันธ์

เศรษฐีคหบดีจากชนบทเรียกเพื่อนฝูงมาสังสรรค์ ก็ยิ่งต้องมาหอนนางโลม ถ้าเข้าเมืองมาแล้วไม่เที่ยวหอนนางโลม ก็เหมือนมาไม่ถึงไม่ใช่หรือ?

ดังนั้นหอนางโลมในยามค่ำคืนจึงคึกคักเป็นพิเศษ โดยเฉพาะ 'หออี๋กุ้ย' ที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ผู้คนเบียดเสียดกันจนแทบไม่มีที่ยืน โคมไฟประดับประดาสว่างไสวตั้งแต่ยอดตึกยันทางระบายน้ำ อาคารไม้สี่ชั้นทั้งหลังสว่างโรจน์ดุจกลางวัน

เมื่อคณะของพวกเขาเดินผ่านท้องถนน เห็นผู้ชายเป็นร้อยอออยู่ที่หน้าประตูหออี๋กุ้ย พวกเขาเบียดเสียดผลักดันกันไปมา ปากก็ส่งเสียงร้องโหยหวน ราวกับฝูงลูกหมูที่ได้ยินเสียงเคาะรางอาหาร!

โหวเต๋อไฉส่ายหน้าอย่างระอา "แป้งหอมก็แค่ผุยผง โฉมสะคราญสุดท้ายก็เป็นเพียงกระดูก เพื่อผู้หญิงไม่กี่คนถึงกับคลุ้มคลั่งกันขนาดนี้ คนพวกนี้อิ่มหนีสำราญจนเกินไปจริงๆ"

สวีต้ากระซิบกับหวังฉีหลิน "คนแก่ก็ปากดีแบบนี้แหละ"

สือโจวซานหัวเราะ "พวกเราออกมาผิดเวลาไปหน่อย ทุกวันที่ห้าและสิบของเดือน ช่วงคาบเกี่ยวระหว่างยามเซิน (บ่ายสามถึงห้าโมงเย็น) และยามโหย่ว (ห้าโมงเย็นถึงหนึ่งทุ่ม) หออี๋กุ้ยจะมีนางโลมอันดับหนึ่งมาโยนลูกแพร ใครแย่งได้ก็จะมีสิทธิ์เป็นแขกคนสำคัญของนาง"

โหวเต๋อไฉถามซื่อๆ "ไม่ต้องเสียเงินรึ?"

ทุกคนมองเขาด้วยสายตาเหมือนมองบ้านนอกเข้ากรุง หวังฉีหลินไม่เข้าใจความหมายสายตานั้น จึงมองตามน้ำไปด้วย

สวีต้าประสานมือ "ใต้เท้าแม้จะปรีชาสามารถ แต่เรื่องเที่ยวผู้หญิงยังไงก็ต้องใช้เงินขอรับ"

สือโจวซานหัวเราะร่า "ถูกต้อง จะไม่เสียเงินได้ยังไง? เพียงแต่สี่บุปผางามแห่งหออี๋กุ้ยนั้น ไม่ใช่แค่มีเงินแล้วจะนัดเจอได้..."

ยังไม่ทันที่เขาจะอธิบายจบ ผู้ชายที่หน้าประตูก็ส่งเสียงคำรามด้วยความตื่นเต้น "แม่นางรุ่ย แม่นางรุ่ย!" "แม่นางรุ่ยออกมาแล้ว!" "รุ่ยเอ๋อร์มองข้าหน่อย!" "รุ่ยเอ๋อร์ คืนนี้พี่ชายต้อง..."

หน้าต่างระเบียงชั้นสามที่ติดถนนเปิดออก เงาร่างอรชรอ้อนแอ้นนางหนึ่งเดินเยื้องย่างออกมา ผมดำขลับราวเมฆหมอกเกล้าเป็นมวยหลวมๆ ไว้ด้านหลัง บนมวยผมเสียบปิ่นทองระย้า เดินหนึ่งก้าวไหวสามครา

สวีต้ากุมหน้าอกทำท่าเคลิบเคลิ้ม "เจ็ดเอ้ย เกิดอะไรขึ้นวะ? ข้าใจสั่น"

หวังฉีหลินถามด้วยความเป็นห่วง "งั้นท่านไปหาหมอเทวดาจางหรือยัง? หัวใจท่านต้องมีปัญหาแน่ๆ ข้าจำได้ว่าช่วงก่อนหน้านี้ท่านก็เจ็บใจมาทีหนึ่งแล้ว"

"ไสหัวไป"

ความจริงแล้วพวกเขาแทบมองไม่เห็นอะไรเลย

บุปผางามนางนี้ใช้ผ้าแพรบางสีขาวปิดบังใบหน้า เผยให้เห็นเพียงดวงตาคู่สวย เปลือกตาทาด้วยผงทอง กระพริบตาแต่ละทีดูแพรวพราวระยิบระยับ

ถนนถูกคนปิดกั้น คณะของพวกเขาจำต้องหยุดดูความครึกครื้น

สาวใช้ข้างกายบุปผางามประกาศกติกา จากนั้นก็มีวงดนตรีบรรเลงเพลง แล้วนางโลมสาวก็โยนลูกแพรขึ้นฟ้า

ฝูงชนแย่งชิงกันชุลมุนวุ่นวาย

ในจังหวะนั้นเอง ชายหนุ่มคนหนึ่งก็มุดซ้ายป่ายขวา อันไหนหลบไม่ได้ก็พุ่งชน พลิ้วไหวราวกับเสือดาวที่คล่องแคล่ว จนคว้าลูกแพรมาไว้ในมือได้สำเร็จ

คนของสำนักสดับฟ้าตะลึงงัน "ใต้เท้าหวัง?"

คนที่แย่งลูกแพรได้ก็คือหวังฉีหลินนั่นเอง เซี่ยงเวยยิ้มเยาะ "ใต้เท้าหวังใจร้อนจริงนะ ไม่อยากซดน้ำแกงร้อน แต่อยากพ่นน้ำกะทิอุ่นๆ ล่ะสิ"

สวีต้าแคะหูแกล้งทำเป็นไม่ได้ยิน "ว่าไงนะ? ใต้เท้าเซี่ยงอยากกินกะทิ?"

หลังจากหวังฉีหลินแย่งลูกแพรได้ เขาก็ชูมันขึ้นสูงแล้วตะโกนลั่น "สิบจูเงิน! ใครให้สิบจูเงิน ลูกแพรลูกนี้เป็นของเขาไปเลย!"

คนของสำนักสดับฟ้ายิ่งงงเป็นไก่ตาแตก

สวีต้ากระพริบตาปริบๆ หัวการค้าขนาดนี้เลยเรอะ?

ชายหนุ่มร่างท้วมคนหนึ่งพุ่งเข้ามา ยัดเงินใส่มือเขาปึกหนึ่ง แล้วคว้าลูกแพรวิ่งเข้าไปในหออี๋กุ้ย

หวังฉีหลินเดินกลับมาอย่างภาคภูมิใจ เงินของผู้ชายช่วงหน้ามืดตามัวนี่แหละหาได้ง่ายที่สุด

สิบจูเงินไม่ใช่เงินน้อยๆ พวกโหยวซิงและลี่ซื่อต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก แล้วเริ่มกระซิบกระซาบปรึกษากัน "นี่มันช่องทางรวยชัดๆ"

หอติ่งเชิ่งเป็นอาคารสี่ชั้นเช่นกัน ชั้นหนึ่งเป็นโถงรวม ชั้นสองเป็นห้องส่วนตัว ชั้นสามเป็นห้องหรูหรา ส่วนชั้นสี่ทั้งชั้นมีเพียงโต๊ะเดียว

สือโจวซานเป็นผู้กว้างขวางในอำเภอจี๋เสียง เขาจองชั้นสี่ไว้ ดูจากท่าทางแล้วคงไม่คิดจะควักกระเป๋าจ่ายเอง เพราะลำพังเบี้ยหวัดของเขาคงเลี้ยงข้าวในที่แบบนี้ไม่ไหวแน่

บารมีของสำนักสดับฟ้าฉายชัดในภัตตาคารชั้นนำอย่างหอติ่งเชิ่ง ทันทีที่พวกเขาสวมชุดขุนนางสีดำเดินเข้าไป เสียงจอแจในโถงใหญ่ก็เงียบกริบลงทันตา หลายคนเห็นพวกเขาแล้วเผลอตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว

หลงจู๊รีบวิ่งออกมาต้อนรับพาพวกเขาขึ้นชั้นบน มีชายฉกรรจ์คนหนึ่งกำลังยืนเมาอาละวาดอยู่ตรงบันได พอเห็นขบวนของพวกเขาเดินขึ้นมา เหงื่อกาฬก็แตกพลั่กเต็มหน้าผาก รีบผลักประตูห้องส่วนตัวมุดหนีเข้าไปทันที

หลังจากนั่งลงได้ไม่นาน อาหารเรียกน้ำย่อยก็ถูกทยอยยกมาเสิร์ฟ มาจานหนึ่งก็ขานชื่อจานหนึ่ง "ไก่ต้มสับติ่งเชิ่ง!" "กุ้งนางปี้หลัว!" "แฮมเค็มสกุลอวิ๋น!" "ขนมกวนพุทราจีน!"

ของเย็นเป็นแค่ออเดิร์ฟ ของจริงคืออาหารจานร้อน:

ไม่ว่าจะเป็น ปลาหลีฮื้อทองคำฝูหลง, เป๋าฮื้อเหรียญทอง, ดอกพุดซ้อนผัด, หน่อไม้ฤดูใบไม้ผลิผัดเนื้อ, ไก่กระทงติ่งเชิ่ง, ขาหมูอบน้ำผึ้ง, เป็ดตุ๋นถั่งเช่า, ไก่ขอทาน, กุ้งสะดุ้งน้ำมัน, ถั่วปากอ้าผัดแฮม, ซุปปลาจี้ฮื้อฝูหลง อาหารวางเรียงรายเต็มโต๊ะใหญ่อย่างอลังการ

หวังฉีหลินสบตากับสวีต้า จิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ลุกโชน: การตัดสินใจไม่กินข้าวเที่ยงมา ช่างถูกต้องที่สุด!

ในห้องมีหญิงสาวหน้าตาหมดจดคอยรินชาเติมเหล้า แต่แก้วของสือโจวซานนั้นเซี่ยงเวยรับหน้าที่ดูแลเอง

เมื่อเหล้ารินใส่จอก สือโจวซานลุกขึ้นกล่าว "สหายทุกท่านได้ทำความคุ้นเคยกันไปแล้วเมื่อช่วงบ่าย เช่นนั้นข้าสือโจวซานจะไม่พูดมากความ เพลงบรรเลงหนึ่งบทสุราเต็มจอก ชีวิตคนเราจะมีสักกี่ครั้งที่ได้มาพบกัน สหายร่วมงานทุกท่าน ดื่มให้กับการพบกันของพวกเรา!"

ทุกคนลุกขึ้นชูแก้ว

สวีต้าดื่มเหล้าไปพลางยื่นตะเกียบไปจะคีบน่องไก่

แต่พอตะเกียบไปถึงกลับพบว่าน่องไก่หายไปแล้ว

มันไปอยู่ในจานของหวังฉีหลิน

มุทราพระอาจลนาถไม่ได้ฝึกมาเสียเปล่าๆ หรอกนะ!

สือโจวซานแสดงท่าทีสนิทสนมกับหวังฉีหลินเป็นพิเศษ พยายามวกเข้าเรื่องให้เขาเล่าเบื้องลึกเบื้องหลังคดีจวนแม่ทัพ

หวังฉีหลินไม่ปฏิเสธ เขาเล่ารายละเอียดอย่างครบถ้วน แล้วอาศัยจังหวะนั้นวกเข้าเรื่อง 'ปีศาจกะโหลกประกบ' (เหอเป้านู่) พร้อมทั้งเอ่ยถึงปัญหาเรื่องคนถูกผนึกในภาพวาด แล้วถามว่า "ใต้เท้าทุกท่านพอจะมีวิธีแก้ไขบ้างหรือไม่?"

ทุกคนต่างส่ายหน้า สือโจวซานครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วเอ่ยว่า "การผนึกคนในภาพวาดน่าจะเกี่ยวข้องกับสำนักเซิงฮวา จี้หู่ พี่รองของเจ้า 'จ้งหู่' กราบกรานเป็นศิษย์สำนักเซิงฮวานี่นา เจ้าก็น่าจะรู้เรื่องพวกนี้บ้างกระมัง?"

โหยวซิงคนหนึ่งส่งยิ้มเจ้าเล่ห์ให้หวังฉีหลิน แล้วประสานมือกล่าว "ใต้เท้าโปรดพิจารณา แม้พี่รองของข้าน้อยจะอยู่สำนักเซิงฮวา แต่ข้ากับเขาฝึกฝนคนละสาย จึงรู้เรื่องพวกนี้ไม่มากนักขอรับ"

รู้ไม่มาก ไม่ได้แปลว่าไม่รู้

งั้นที่เขาไม่พูด ก็แสดงว่าไม่อยากพูด

หวังฉีหลินมองไปที่ 'ต่งจี้หู่' ต่งจี้หู่ลูบจมูกแล้วก้มหน้าหลบสายตา

โหวเต๋อไฉเอ่ยขึ้น "จี้หู่ ถ้าเจ้ามีวิธีก็บอกออกมาเถอะ นี่เป็นคดีของอำเภอจี๋เสียงพวกเรา ไม่ใช่เรื่องส่วนตัวของใต้เท้าหวังเสียหน่อย"

ต่งจี้หู่มองเซี่ยงเวยและเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ อย่างลำบากใจ คนพวกนี้มีสีหน้าเจ็บใจไม่หาย

เมื่อกลางวันโดนซ้อมฟรีงั้นสิ?

เซี่ยงเวยหัวไวปฏิกิริยารวดเร็ว เขากล่าวว่า "ถูกต้อง คดีในมือใต้เท้าหวังเป็นคดีของอำเภอจี๋เสียง แต่คดีในมือจี้หู่เองก็เป็นคดีของอำเภอจี๋เสียงเช่นกัน"

"ดังนั้นการที่จี้หู่ช่วยใต้เท้าหวังย่อมเป็นเรื่องสมควร เพียงแต่ไม่ทราบว่าใต้เท้าหวัง...?"

หวังฉีหลินพยักหน้าให้ต่งจี้หู่ "เจ้ามีคดีอะไรในมือ?"

ต่งจี้หู่ถอนหายใจ

ขณะที่เขากำลังจะเล่า ซุนโหมว เสี่ยวอินผู้ดูแลตำบลไผฟางก็ชูแก้วเหล้าขึ้นขัดจังหวะ "ในเมื่อพวกเจ้าต่างฝ่ายต่างต้องการความช่วยเหลือ ถ้าอย่างนั้นค่อยไปคุยนอกรอบกันดีกว่า ใต้เท้าสือบอกแล้วว่าวันนี้พวกเรามาเพื่อกระชับความสัมพันธ์ บนโต๊ะเหล้าจะไม่คุยเรื่องงาน มาๆ ทุกท่าน ข้าขอเริ่มก่อนเลย"

จบบทที่ บทที่ 50: แลกเปลี่ยนคดี

คัดลอกลิงก์แล้ว