- หน้าแรก
- เจ้าปีศาจจะหนีไปไหน
- บทที่ 43: ตรวจค้นโรงหมออีกครา
บทที่ 43: ตรวจค้นโรงหมออีกครา
บทที่ 43: ตรวจค้นโรงหมออีกครา
บทที่ 43: ตรวจค้นโรงหมออีกครา
สวีต้าขี่ม้าสีเหลืองนวลกลับมา
ใบหน้าเปื้อนยิ้มระรื่นชื่นบาน ท่าทางเจ้าชู้ประตูดิน
เฮยโต้วแอบอยู่ตรงประตูชะโงกหน้ามองดูเงียบๆ ก่อนจะหันกลับมาเช็กให้ชัวร์ว่าแม่ไม่ได้อยู่ในลานบ้าน จากนั้นเขาก็ขี่ไม้กวาดแล้วหลับตาลง…
สายลมแห่งสมรภูมิ ยังคงกึกก้องกัมปนาท!
หวังฉีหลินหมุนดาบมารเล่นในมือพลางเอ่ยถาม "ทำไมเจ้าถึงขี่ม้ากลับมา? ไม่ถือโอกาสแวะเอาไปคืนจวนแม่ทัพเสียเลยล่ะ?"
สวีต้าตอบอย่างเต็มภาคภูมิ "มันไม่ใช่ทางผ่านนี่หว่า อีกอย่างท่านแม่ทัพเฒ่าบอกว่าจะให้รางวัลเจ้าเป็นม้าหนึ่งตัวกับทองหนึ่งพันจูไม่ใช่เรอะ?"
"เรื่องรางวัลอย่าเพิ่งพูดถึง เดี๋ยวข้าจะบอกเหตุผลให้ฟังทีหลัง" หวังฉีหลินส่ายหน้า "เอาเป็นว่าเจ้าควรเอาม้าไปคืนเขา"
สวีต้าวอเคราะห์อย่างเป็นฉากเป็นตอน "ต่อให้พวกเราไม่รับรางวัล แต่เจ้าดูสิ พวกเราช่วยจวนแม่ทัพไว้ตั้งเยอะใช่ไหม? ถ้าท่านปู่สวีเอาม้าไปคืนแล้วจะกลับมาตำบลฝูหลง ทางจวนแม่ทัพคงไม่ปล่อยให้ท่านปู่เดินกลับมาหรอกกระมัง? พวกเขาก็ต้องให้ข้ายืมม้าขี่กลับมา พอข้าขี่ม้ากลับมาถึงตำบล ก็ต้องเอาม้าไปคืน แล้วขี่กลับมาใหม่..."
พูดถึงตรงนี้เขาก็ตบมือฉาด "นี่มันวัฏจักรที่ไม่มีวันจบสิ้น!"
เขาเห็นหวังฉีหลินทำท่าจะแย้ง จึงรีบเปลี่ยนเรื่องทันควัน "อีกอย่าง ครั้งนี้ข้าเข้าอำเภอไปไหว้วานเพื่อนฝูงให้ช่วยสืบข่าวของ 'ซาต้าต่าน' มาด้วย ไม่มีข่าวของมันเลย เจ้าว่ามันหายหัวไปไหนกันแน่?"
หวังฉีหลินเองก็รู้สึกแปลกใจ ได้แต่ส่ายหน้า
เขาถามต่อ "ข้าให้เจ้าไปตรวจสอบความสัมพันธ์และคนรู้จักของมัน เจ้าได้จัดแจงให้คนไปทำหรือเปล่า?"
กลยุทธ์นี้เขาเรียนรู้มาจากโลกปัจจุบัน
สวีต้าทำหน้ามุ่ย "ตรวจสอบแล้ว แต่เจ้าซาต้าต่านไม่มีความสัมพันธ์อะไรแปลกๆ เลย มันก็ขลุกอยู่กับพวกขี้ขลาดตาขาวไม่กี่คน นานๆ ทีก็ไปกินเศษข้าวเหลือที่หอจวี้เซียง แอบไปถ้ำมองหน้าบ้านแม่ม่าย อ้อ จวิ้นเกอบอกว่าช่วงก่อนหน้านี้มันไปที่โรงหมอบ่อยๆ"
"ไปโรงหมอ?"
"ใช่!"
บนโต๊ะยังมีขนมแป้งทอดที่เฮยโต้วตัดใจกินไม่ลงวางอยู่ สวีต้าจมูกไว พอได้กลิ่นก็คว้ามาเริ่มแทะ
เฮยโต้วหูไว พอได้ยินเสียงเคี้ยว กรุบกรับ ก็รีบวิ่งหน้าตื่นกลับมา
สวีต้าทำหน้าตาไร้เดียงสา "ข้ากะว่าจะไม่กินแล้วนะ แต่แป้งทอดนี่มันหอมเกินไปจริงๆ"
เฮยโต้วแสยะยิ้มของคนอ่อนแอออกมา "ข้าไม่ชอบกินหรอก ท่านลุงกินเถอะ"
คำพูดลอยๆ บางคำ กลับไขข้อสงสัยของข้า...
สมองของหวังฉีหลินแล่นปราด นึกถึง 'ผีสูบปราณ' ที่โรงหมอขึ้นมาทันที...
ผีสูบปราณสามารถดมกลิ่นภูตผีปีศาจได้ หน้าที่ของมันในยมโลกคือเฝ้าด่านให้พญายมราช สาเหตุที่พวกมันมายังโลกมนุษย์มีร้อยแปดพันประการ แต่มีเหตุผลหนึ่งคือในยมโลกตรวจพบว่ามีวิญญาณชั่วร้ายออกอาละวาด ผีสูบปราณจึงออกมาตามหา
เช่นนั้นแล้ว หากสาเหตุที่ผีสูบปราณตนนั้นมาที่โรงหมอ ไม่ใช่เพียงเพราะต้องการมาดูดกลืนไอหยางของคนป่วยเพื่อบำเพ็ญเพียรล่ะ?
หรือบางที มันอาจจะทำผิดพลาดแบบที่ผีสูบปราณทั่วหล้าชอบทำ คือเดิมทีไม่ได้ตั้งใจจะมาดูดไอหยางเพื่อฝึกวิชา แต่ดันมาเจอกลุ่มคนป่วยหนักเข้า ก็เลยอดใจไม่ไหวขอสูบไอหยางเฮือกสุดท้ายสักหน่อย...
หวังฉีหลินลุกพรวดพราดขึ้นมา เขากล่าวว่า "โรงหมออาจจะมีปัญหา ข้าต้องไปสำรวจอีกรอบ!"
เขารอจนตะวันตกดินค่อยออกเดินทาง ปีนกำแพงกระโดดเข้าไปทางทิศที่เป็นห้องนอนของคนในโรงหมอ
ค่ำคืนนี้เขาคือผู้ตรวจการ
สวมชุดดำรัดรูปทั้งตัว
และจุดจบก็เหมือนกับผู้ตรวจการในหนัง—
หลังจากหวังฉีหลินกระโดดลงพื้น ด้านหน้าก็คือห้องนอน เขาค่อยๆ ย่องเข้าไปไม่กี่ก้าว โคมไฟหน้าประตูก็สั่นไหว ทันใดนั้นเสียงตวาดก็ดังขึ้นจากในห้อง "ใคร?"
โดนเจอตัวเข้าแล้ว!
เงาร่างสายหนึ่งยันขอบหน้าต่างกระโดดพุ่งออกมาอย่างสง่างาม สายลมยามค่ำคืนพัดผมจอนข้างหูปลิวไสว แสงจันทร์สว่างจ้าสาดส่องลงบนชุดคลุมยาวสีขาว ดูเป็นคุณชายเจ้าสำราญรูปงามอย่างแท้จริง
เพียงแต่เครื่องหน้าของเขาดูห้อยตกร่อแร่ไร้ชีวิตชีวา ดูไม่ค่อยสดใสเอาเสียเลย ซึ่งจุดนี้ถือว่าหักคะแนนความหล่อไปเยอะ
จางอวี้หนิง!
ใจของหวังฉีหลินกระตุกวูบ เขานึกถึงประสบการณ์ที่เคยโดนหลอกคราวก่อน
ตอนนั้นเขาเคยสงสัยว่าจางอวี้หนิงคนนี้มีปัญหา สงสัยว่าอีกฝ่ายแกล้งโกหกว่าไม่รู้เรื่องที่มีคนแข็งแรงดีถูกผีสูบปราณดูดไอหยางจนตาย
แต่ภายหลังพอเห็นความโศกเศร้าเสียใจของอีกฝ่ายตอนรู้ข่าวการตายของน้องชายที่ดูไม่เหมือนการเสแสร้ง เขาเลยเลิกสงสัยไป
พูดไปช้า แต่เรื่องราวเกิดขึ้นเร็ว ความทรงจำผุดขึ้นมาในสมองเพียงชั่วพริบตา จากนั้นเขาก็รีบพุ่งตัวเข้าใส่จางอวี้หนิง แสร้งทำเป็นโจรเงื้อดาบฟันใส่
จางอวี้หนิงแสยะยิ้มเย็น ฝีเท้าลื่นไหลราวกับติดล้อ ร่างกายโยกหลบคมดาบได้อย่างพลิ้วไหว ชุดคลุมสีขาวปลิวสะบัดในความมืด ให้ความรู้สึกหล่อเหลาเอาการ
ทั้งสองคนสวนกันในระยะประชิด ต่างฝ่ายต่างมองเห็นหน้าตาของกันและกันชัดเจน
เครื่องหน้าบนใบหน้าหล่อเหลาของจางอวี้หนิงบิดเบี้ยวอย่างประหลาดไปวูบหนึ่ง ก่อนที่เขาจะถอยหลังไปหลายก้าวแล้วเอ่ยอย่างใจเย็น "อ้าว ที่แท้ก็ใต้เท้าหวัง? ข้านึกว่าเป็นโจรขโมยไก่ที่ไหนจะเข้ามาขโมยของเสียอีก"
หวังฉีหลินไม่ได้ไล่ตามโจมตีต่อ เขาแย้มยิ้ม "คุณชายจาง ฝีมือไม่เลวนี่"
จางอวี้หนิงตอบ "ฝีมืออะไรกัน? ท่านหมายถึงท่าหลบเมื่อกี้น่ะหรือ? อ้อ ผู้น้อยฝึกฝน 'วิชากายบริหารห้าสัตว์' ตามท่านปู่และท่านพ่อมาตั้งแต่เด็ก ร่างกายเลยค่อนข้างคล่องแคล่วขอรับ"
ไอ้ท่าหลบเมื่อกี้มันไม่ใช่แค่คล่องแคล่วธรรมดาแล้ว หวังฉีหลินมั่นใจแล้วว่าเจ้าหนุ่มหน้ามนคนนี้มีปัญหาแน่
แต่เขาไม่ได้พูดโพล่งออกไป เพียงพยักหน้าแล้วกล่าวว่า "เป็นเช่นนั้นก็ดี ช่วงนี้โรงหมอของพวกเจ้าดูไม่ค่อยสงบ เมื่อครู่เปิ่นกวนเดินตรวจตราอยู่บนถนน เห็นลับๆ ล่อๆ อยู่บนกำแพง ก็เลยปีนเข้ามาดู"
จางอวี้หนิงยักคิ้วให้เขาพลางถาม "มีด้วยหรือ?"
"เปิ่นกวนจะหลอกเจ้าไปทำไม?" หวังฉีหลินเริ่มไม่สบอารมณ์ "แล้วเจ้าจะมายักคิ้วหลิ่วตาให้ข้าทำไม?"
จะอ่อยข้าเรอะ?
นี่มันไม่ให้เกียรติกันเลย เขาหวังฉีหลินดูเหมือนคนนิยมตัดแขนเสื้อ (ชอบเพศเดียวกัน) หรือไง?
จางอวี้หนิงรีบประสานมือขออภัย "ใต้เท้าหวังโปรดระงับโทสะ ข้าไม่ได้จะกังขาในตัวท่าน เพียงแต่... เพียงแต่มันน่ากลัวเกินไป"
หวังฉีหลินกล่าว "ไม่มีอะไรน่ากลัวหรอก ตอนนี้ฟ้ามืดแล้ว ข้าอาจจะตาฝาดไปเอง แต่คืนนี้พวกเจ้าระวังตัวไว้หน่อย พยายามอย่าพักค้างคืนที่โรงหมอ พรุ่งนี้ข้าจะนำกำลังเข้ามาตรวจค้นดูว่ามีคนร้ายซ่อนตัวอยู่หรือไม่"
จางอวี้หนิงประสานมือคารวะอีกครั้ง "ขอบพระคุณใต้เท้าหวัง ใต้เท้าหวังปฏิบัติหน้าที่อย่างเคร่งครัด ปกครองดูแลทั่วหล้า ตำบลฝูหลงมีท่านคอยดูแล นับเป็นโชคดีของราษฎรจริงๆ!"
หวังฉีหลินโบกมืออย่างภาคภูมิใจ "เป็นหน้าที่ของเปิ่นกวนอยู่แล้ว อีกอย่าง ช่วงนี้เปิ่นกวนได้รับบาดเจ็บฟกช้ำดำเขียวมาบ้าง ที่นี่มียารักษาอาการฟกช้ำบ้างไหม?"
จางอวี้หนิงตอบ "ย่อมมีแน่นอน เหล้าดองยา, ผงเจ็ดเทพ, น้ำมันต่อกระดูก..."
หวังฉีหลินส่ายหน้า "ข้าเป็นคนแตะต้องเหล้าไม่ได้ แล้วก็ไม่อยากใช้ยาผง มียาเป็นเม็ดลูกกลอนไหม?"
จางอวี้หนิงยิ้มบางๆ "ย่อมมีแน่นอน โอสถไป่เป่า, โอสถคลายเส้น"
หวังฉีหลินยังคงส่ายหน้า "พวกนี้ข้ารู้จัก เห็นผลช้าเกินไป มีแบบที่เห็นผลเร็วทันใจไหม?"
จางอวี้หนิงกล่าว "บ้านข้ายังมียาวิเศษสูตรบรรพบุรุษ โอสถบำรุงเก้าสมุนไพร..."
"งั้นเอาอันนั้นแหละ เอามาให้ข้าสักหลายๆ เม็ดหน่อย" หวังฉีหลินกล่าวสรุป
จางอวี้หนิงแอบด่าในใจว่า ไอ้ขุนนางสุนัข แต่ใบหน้ายังคงฉีกยิ้มประจบสอพลอเดินไปหยิบยาให้
แต่พอเขาฉีกยิ้ม คิ้วและหางตากลับตกลู่ลงมาทันที
หวังฉีหลินชี้ไปที่หน้าเขาด้วยความตกใจ
เขารีบเอามือปิดตาแล้วบ่นอุบอย่างกลัดกลุ้ม "ขออภัยขอรับใต้เท้าหวัง ช่วงนี้ลมฤดูใบไม้ผลิมันหนาวเย็น หัวเตียงข้าอยู่ติดหน้าต่าง ตอนกลางคืนโดนลมเป่าใส่หน้าหลายครั้ง ดูเหมือนจะเป็นโรคปากเบี้ยวเข้าน่ะขอรับ"
หวังฉีหลินกำชับ "งั้นเจ้ารีบรักษาตัวให้ดีล่ะ อ้อ หยิบโอสถบำรุงเก้าสมุนไพรมาเยอะหน่อยนะ ช่วงนี้ใต้เท้าสวีไตไม่ค่อยแข็งแรง ข้าจะถือโอกาสเอาไปให้เขากินบำรุงไตสักสองเม็ด"
เขามั่นใจแล้ว ครั้งที่แล้วเจ้าหนุ่มหน้ามนจางอวี้หนิงนี่ต้มเขาซะเปื่อยแน่นอน
เพราะฉะนั้นคราวนี้เขาต้องเอาคืน
ข้าหวังฉีหลินเป็นขุนนางที่เปิดเผยตรงไปตรงมา แต่จะยอมให้คนมาหลอกฟรีๆ ไม่ได้!
จางอวี้หนิงหยิบโอสถบำรุงเก้าสมุนไพรออกมาห้าเม็ด หวังฉีหลินทำหน้าผิดหวัง "แค่เนี้ย? ใต้เท้าสวีไตพร่องหนักมากนะ"
"นี่เป็นของทั้งหมดที่ข้ามีอยู่ในมือแล้วขอรับ" จางอวี้หนิงตอบหน้านิ่ง
หวังฉีหลินรับกล่องยามาเก็บไว้แล้วยิ้ม "ก็ได้ งั้นข้าไปก่อนล่ะ"
เขาออกจากโรงหมอ กลับมาสมทบกับเซี่ยฮาหมาและสวีต้า แล้วกระซิบเสียงเครียด "ข้างในมีผีแน่..."
"มีผีอีกแล้ว? ตกลงที่นั่นมันโรงหมอหรือป่าช้ากันแน่ฟะ?" สวีต้าตะลึงงัน
หวังฉีหลินรีบแก้คำพูด "ข้าหมายถึงข้างในมันมีปัญหาแน่ พี่ใหญ่สวี ท่านไปหาคนมาสักกลุ่ม ให้ไปก่อเรื่องล่อคนในนั้นออกไป พวกเราจะฉวยโอกาสขึ้นไปบนหลังคา ไปดูว่าตกลงมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่!"