- หน้าแรก
- เจ้าปีศาจจะหนีไปไหน
- บทที่ 40: เข้าสู่เจดีย์
บทที่ 40: เข้าสู่เจดีย์
บทที่ 40: เข้าสู่เจดีย์
บทที่ 40: เข้าสู่เจดีย์
เมื่อเห็นพวกเขาหยุดยืนอยู่ที่หน้าประตู พ่อบ้านติงจึงหันกลับมาถาม "ใต้เท้าทั้งสาม?"
หวังฉีหลินยิ้ม "ข้าเห็นภาพวาดที่ประตูของพวกท่านดูน่าสนใจดี นี่วาดรูปอะไรหรือ?"
พ่อบ้านติงตอบ "ก็แค่ภาพวาดเทพทวารบาล 'เสินถู' และ 'อวี้เหล่ย' ตามปกติขอรับ หากใต้เท้าหวังชอบใจ หลังจากเสร็จธุระวันนี้ข้าจะมอบให้ท่านสักสองสามภาพ"
หวังฉีหลินโบกมือ "ดูเฉยๆ ก็พอ ไม่ต้องให้หรอก"
กำแพงสูงล้อมรอบสวนหลังบ้านทั้งสี่ทิศ พื้นปูด้วยอิฐเขียวหนาแน่น รอยต่อระหว่างอิฐถูกยาแนวด้วยวัสดุบางอย่างจนแข็งแกร่งราวกับแผ่นเหล็ก
ที่มุมตะวันออกเฉียงใต้และตะวันตกเฉียงเหนือมีกังหันลมขนาดใหญ่ทำจากไม้เนื้อแข็งสองเครื่อง แกนกลางของกังหันมีโซ่เหล็กเส้นมหึมาขนาดเท่าแขนเด็กพันรอบอยู่หลายทบ ไม่รู้ว่าดูแลรักษาอย่างไรถึงไม่มีสนิมเกาะเลยสักนิด
หวงฮว่าจี๋บัญชาการให้ชายฉกรรจ์หลายคนหมุนกังหันลม โซ่เหล็กหนักอึ้งถูกดึงขึ้นมาจากใต้ดิน
พื้นอิฐเขียวบริเวณใจกลางสวนหลังบ้านค่อยๆ แยกออกจากตรงกลาง แล้วตั้งตระหง่านขึ้นอย่างช้าๆ
ราวกับมีมือยักษ์จากใต้พิภพผลักบานประตูอิฐเขียวมหึมาสองบานให้เปิดออก!
เซี่ยฮาหมาสีหน้าเคร่งขรึม ยื่นมือออกมาขยับนิ้วคำนวณยาม
สวีต้าถาม "คำนวณได้อะไรบ้าง?"
เซี่ยฮาหมาส่ายหน้า "ข้าไม่ได้คำนวณ"
"ไม่ได้คำนวณแล้วจะขยับนิ้วหาพระแสงอะไร?"
"คลายเครียด"
หวงฮว่าจี๋เดินไปที่ปากทางเข้าวังใต้ดินแล้วกวักมือเรียกพวกเขา หวังฉีหลินเปลี่ยนดาบปีศาจมาถือด้วยมือซ้ายแล้วกล่าวว่า "ไป! ทำงานจริงกันได้แล้ว!"
ปากทางเข้าวังใต้ดินเป็นช่องสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาดกว้างยาวด้านละหนึ่งจาง (ประมาณ 3.3 เมตร) มีบันไดหินวนทอดลงสู่ความมืดมิดเบื้องล่าง มองไม่เห็นจุดสิ้นสุด
พ่อบ้านติงตบมือ ชายฉกรรจ์คนหนึ่งเดินเข้ามาส่งตะเกียงน้ำมันให้พวกเขา
สวีต้าถาม "ทำไมไม่ใช้คบเพลิง?"
หวงฮว่าจี๋ตอบ "อากาศข้างล่างเบาบางเกินไป คบเพลิงจะแย่งอากาศคนหายใจ ใช้ตะเกียงน้ำมันเหมาะสมกว่า"
หวังฉีหลินถาม "งั้นเราไม่ต้องรอสักพักให้วังใต้ดินระบายอากาศก่อนหรือ?"
หวงฮว่าจี๋ชะงัก ตบหน้าผากตัวเองฉาดใหญ่ "จริงด้วย ต้องให้ระบายอากาศก่อน ข้าใจร้อนเกินไป เกือบจะทำเสียเรื่องใหญ่แล้ว"
ลมพัดโกรกอยู่พักใหญ่ ทั้งสามกะเวลาว่าน่าจะพอสมควรแล้ว จึงหิ้วตะเกียงเดินลงสู่ความมืด
ขั้นบันไดหินแข็งกระด้างและเย็นเฉียบ
หวังฉีหลินเหยียบลงไปเพียงไม่กี่ก้าว ความเย็นยะเยือกก็ทะลุผ่านพื้นรองเท้าขึ้นมา
ฝ่าเท้าเย็นเฉียบจนชา
เขาเดินลมปราณในจุดตันเถียน ให้กระแสความร้อนไหลเวียนไปทั่วแขนขาและจุดชีพจร ถึงค่อยรู้สึกสบายขึ้น
วังใต้ดินแห่งนี้ผิดปกติมาก!
บ้านหวังฉีหลินมีห้องใต้ดิน ห้องใต้ดินควรจะอุ่นในหน้าหนาวและเย็นในหน้าร้อน ถึงจะไม่ถึงกับอุ่นแต่ก็ไม่ควรจะหนาวเหน็บขนาดนี้
เปลวไฟในตะเกียงน้ำมันวูบไหว แสงไฟสั่นระริก
เมื่อพ้นจากปากทางเข้า แสงสว่างก็ดูมัวหมองและอ่อนกำลังลงอย่างรวดเร็ว ส่องสว่างได้เพียงขั้นบันไดหินใต้เท้าพวกเขาเท่านั้น
มีคนสะกิดเขาจากด้านหลัง
เขาหันกลับไป เซี่ยฮาหมาชี้ไปที่ผนังเงียบๆ
หวังฉีหลินยกตะเกียงขึ้นส่องดูผนัง
ใบหน้าคนสีขาวซีดที่ดูดุร้ายน่ากลัวกำลังแสยะยิ้มอำมหิตใส่เขา!
ทั่วทั้งผนังเต็มไปด้วยใบหน้าคนแกะสลักจากหินแบบนี้
ดูสมจริงมาก
เซี่ยฮาหมากระซิบ "รูปปั้นจงขุย (เทพปราบมาร)"
หวังฉีหลินพยักหน้า
ยิ่งเดินลึกลงไป พื้นที่ของวังใต้ดินก็ยิ่งกว้างขวาง
และวังใต้ดินนี้ลึกไม่ใช่เล่น พวกเขาเดินลงบันไดหินไปถึงร้อยขั้นกว่าจะถึงพื้นราบ
หวงฮว่าจี๋ที่นำทางอยู่ด้านหน้าหันมายิ้ม "พวกท่านตามข้ามาให้ชิด เรากำลังจะเข้าสู่ตัวเจดีย์แล้ว"
เขาหยุดเล็กน้อยก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง "วิญญาณรองแม่ทัพของข้าในปีนั้นยังคงอยู่ในเจดีย์ พวกท่านระวังตัวด้วย ตอนนี้เขากลายเป็นวิญญาณดุร้ายไปแล้ว หากพบความผิดปกติ ใต้เท้าทั้งสองไม่ต้องออมมือ!"
หวังฉีหลินยิ้มอย่างมีเลศนัย กล่าวว่า "วางใจเถิด เขาหนีไม่รอดแน่"
น่าเสียดายที่ไม่มีใครมองเห็นสีหน้าของเขาชัดเจนในความมืด
เมื่อมาถึงตรงนี้ พวกเขาอยู่ที่ชั้นล่างสุดของเจดีย์อู๋จี๋ ซึ่งก็คือชั้นที่อยู่ใกล้พื้นดินที่สุด พอเข้าไปจะมีบันไดวน เดินลงไปตามบันไดก็จะเป็นชั้นสอง ชั้นสาม จนถึงยอดเจดีย์
ยอดเจดีย์อยู่ลึกที่สุดใต้ดิน
หวงฮว่าจี๋ต้องการนำพระคัมภีร์สะกดมารไปถวายสักการะที่ยอดเจดีย์
เวลานี้พวกเขาเดินมาหยุดอยู่หน้าเจดีย์อู๋จี๋ หวังฉีหลินยกตะเกียงขึ้นพิจารณาใกล้ๆ พบว่าพื้นผิวของเจดีย์หินนี้ไม่มีอะไรโดดเด่น ก็เหมือนเจดีย์ทั่วไป สร้างจากแผ่นหิน ก้อนหิน และอิฐเขียวเท่านั้น
ประตูเจดีย์เตี้ยและเล็ก ทั้งสามต้องก้มตัวมุดเข้าไป จริงๆ แล้วมันไม่มีบานประตู มีเพียงม่านสีดำผืนหนึ่งกั้นอยู่
หวังฉีหลินยื่นมือไปแตะ พบว่านี่ไม่ใช่ม่าน แต่เป็นเส้นด้ายละเอียดนับไม่ถ้วนห้อยลงมา
เขาลูบคลำเส้นด้ายเหล่านี้โดยสัญชาตญาณ แต่สัมผัสนั้นกลับเหมือน…
เส้นผม!
ตอนนั้นเองหวงฮว่าจี๋ก็หัวเราะเสียงต่ำ "ใต้เท้าหวังรู้หรือไม่ว่านี่คือสิ่งใด?"
เซี่ยฮาหมาตอบเสียงเข้ม "ผมเด็กชายวันมังกร!"
วันมังกรคือเทศกาลตวนอู่ (วันไหว้บ๊ะจ่าง) วันที่พลังหยางกล้าแข็งที่สุดในรอบปี
ส่วนคำว่า 'ชุยเถียว' หมายถึงทรงผมของเด็กชายที่ปล่อยยาวระย้า เด็กชายที่ยังไม่เสียบริสุทธิ์จะมีพลังหยางเปี่ยมล้น
และเส้นผมงอกออกมาจากจุดสูงสุดของร่างกายคน จึงอยู่ใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุด พลังหยางยิ่งเข้มข้น!
หวงฮว่าจี๋กล่าว "พวกเราอยู่ที่นี่ปลอดภัยมาก ไม่มีวิญญาณร้ายตนใดกล้าเข้าใกล้ที่นี่ ผมเด็กชายวันมังกรสำหรับพวกผีแล้ว ก็เหมือนเปลวไฟสำหรับมนุษย์"
พอเข้าไปด้านใน หวังฉีหลินพบว่าเขาเดาผิด
เส้นผมเหล่านี้ไม่ได้ทำเป็นแค่ม่านประตู แต่ข้างในมีทางเดินยาว และสิ่งที่ห้อยลงมาจากเพดานทางเดินทั้งหมดล้วนเป็นเส้นผมนี้!
เส้นผมแห้งกรอบและเย็นเฉียบปัดป่ายไปตามร่างกาย...
หวังฉีหลินรู้สึกเหมือนมีมือเล็กๆ นับไม่ถ้วนกำลังเกาจั๊กจี้ไปทั่วตัว
ขนลุกซู่ขึ้นมาทันที
โชคดีที่ทางเดินนี้ยาวเพียงสองก้าว หวังฉีหลินรู้สึกโล่งหัวจึงถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง แต่แล้วลมหายใจนั้นก็ต้องสะดุดค้างอยู่ที่ลำคอ!
เขาตั้งใจจะก้าวเท้าเร็วๆ เพื่อพ้นจากทางเดินผมเด็กชายวันมังกร แต่พอก้าวออกไปหนึ่งก้าว ท่ามกลางความมืดมิดเบื้องหน้าก็ปรากฏกลุ่มศีรษะคนเลือนรางโผล่ขึ้นมา!
เขายกตะเกียงขึ้นส่อง
พระพุทธรูปทั้งนั้น!
พระพุทธรูปมากมายห้อยหัวลงมาจากเพดาน…
ไม่ใช่สิ หวังฉีหลินได้สติทันที ตอนนี้พวกเขากำลังเดินอยู่บนเพดาน เจดีย์อู๋จี๋สร้างกลับหัวลงดิน พื้นดินจึงอยู่เหนือหัวพวกเขา พระพุทธรูปเหล่านี้ยืนอยู่บนพื้นตามปกติ
พระพุทธรูปมากมาย บ้างดูเคร่งขรึมสง่างาม บ้างเป็นท้าวจตุโลกบาลหน้าตาดุดัน บ้างก็หัวเราะร่าเริง ไม่รู้ว่าบนใบหน้าทาสีอะไรไว้ ถึงได้ดูสมจริงอย่างยิ่ง
บนตัวพระพุทธรูปเขียนเต็มไปด้วยอักษรสันสกฤต หวังฉีหลินเพ่งมอง แล้วคลับคล้ายคลับคลาว่าจะได้ยินเสียงสวดมนต์ดังข้างหู
เสียงสูงต่ำเป็นจังหวะ...
ก้องกังวานไม่ขาดสาย...
จิตใจเริ่มล่องลอยเคลิบเคลิ้ม...
ดาบปีศาจเย็นเฉียบจนแทบถือไม่อยู่
หวังฉีหลินกระชับด้ามดาบแน่นโดยสัญชาตญาณ แล้วสติก็กลับคืนมา
เขาหันไปมองข้างกาย เซี่ยฮาหมากำลังหรี่ตาพริ้ม ยิ้มกว้างอย่างมีความสุข ราวกับตกอยู่ในภวังค์
เห็นดังนั้นเขารีบเขย่าตัวเซี่ยฮาหมา เซี่ยฮาหมาส่งเสียงในลำคอแล้วได้สติ "ค่ายกลพุทธะนี่ร้ายกาจนัก!"
หวงฮว่าจี๋ชูตะเกียงขึ้นแล้วยิ้ม "ใต้เท้าหวังเป็นยอดฝีมือจริงๆ! แต่ยิ่งลงไปลึก ค่ายกลยิ่งรุนแรง ใต้เท้าทั้งสองต้องระวังให้มากขึ้น!"
เปลวไฟสีเหลืองสลัวส่องสว่างรอบด้านแบบครึ่งๆ กลางๆ ส่องให้ใบหน้าเหี่ยวย่นของหวงฮว่าจี๋ดูไร้ชีวิตชีวาราวกับศพ
เดินต่อมาได้ไม่กี่ก้าว อาศัยแสงสลัวจากเปลวไฟเท่าเมล็ดถั่ว หวังฉีหลินเห็นเงาดำร่างหนึ่งลอยอยู่ด้านหลังหวงฮว่าจี๋
เงียบเชียบไร้สุ้มเสียง
ไม่มีท่าทีดุร้ายคุกคามอย่างที่ว่า
เห็นดังนั้นเขากดมือลงบนด้ามดาบแล้วเอ่ยว่า "ข้าสังเกตเห็นรายละเอียดอย่างหนึ่ง แม่ทัพหวงเวลาไม่อยู่กับคนในครอบครัวจะเป็นคนคุยเก่งมาก แต่พออยู่กับคนในครอบครัวกลับไม่ค่อยพูดจา นี่มันอย่างไรกัน?"
หวงฮว่าจี๋ตอบ "อย่างไรอะไร? นิสัยข้าผู้เฒ่าก็เป็นเช่นนี้"
หวังฉีหลินถามต่อ "ท่านบอกว่าลูกน้องชาวเผ่าเฮยเหยาตายเพราะสิ่งชั่วร้าย แต่เมื่อไม่กี่วันก่อนตอนโลงศพเขาถูกปีศาจภูเขาเปิดออก ข้ากลับพบว่าเขาตายเพราะถูกพิษ?"
"อีกอย่าง ท่านเป็นขุนนางระดับสอง จะหาคนลงมาเป็นเพื่อนในเจดีย์อู๋จี๋ ย่อมมีคนมากมายให้เรียกใช้ ทำไมถึงเจาะจงต้องมาตามข้าที่เป็นเพียงเสี่ยวอินตัวเล็กๆ? เป็นเพราะลูกน้องชาวเผ่าเฮยเหยาคนนั้นไปรู้อะไรเข้าหรือเปล่า ท่านถึงไม่กล้าไปติดต่อคนเก่งๆ ที่คุ้นเคยกัน?"
หวงฮว่าจี๋ตวาด "เจ้าเป็นอะไรของเจ้า?"
"แล้วแม่ทัพหวงเป็นอะไรเล่า? วันนี้ตอนอยู่ที่ที่ทำการของข้า ท่านดูตื่นเต้นร้อนรนเหลือเกิน แต่ก่อนหน้านี้ต่อให้หลานสาวท่านกำลังจะตาย ท่านยังไม่เคยตื่นเต้นขนาดนั้นเลย!" หวังฉีหลินค่อยๆ ชักดาบออกจากฝัก
สีหน้าของหวงฮว่าจี๋บิดเบี้ยว "ข้ารู้สึกไม่คุ้มค่าแทนรองแม่ทัพของข้า..."
"ข้ายังไม่ได้บอกเลยว่าท่านตื่นเต้นเรื่องอะไร ทำไมท่านถึงนึกไปถึงรองแม่ทัพของท่านได้ทันทีล่ะ?" หหวังฉีหลินหัวเราะออกมา
"ดูข้างหลังท่านสิ!"
หวงฮว่าจี๋หันขวับ
เงาดำร่างหนึ่งกำลังลอยวูบไหวอยู่อย่างเลือนรางที่ด้านหลังเขา
"นั่นถึงจะเป็นแม่ทัพหวงตัวจริงกระมัง!" หวังฉีหลินกล่าวเสียงเย็นเยียบ "ท่านรองแม่ทัพ ท่านเผยพิรุธออกมามากเกินไปแล้ว!"
ตั้งแต่ครั้งก่อนที่ถูกหวงฮว่าจี๋ไล่ออกมา เขาก็สงสัยแล้วว่าแม่ทัพเฒ่าผู้นี้มีปัญหา แต่เรื่องนี้ใหญ่หลวงนัก เขาจึงไม่กล้าพูดสุ่มสี่สุ่มห้า จนกระทั่งวันนี้หวงฮว่าจี๋มาหาเขาอีกครั้งและแสดงท่าทางผิดปกติเมื่อเอ่ยถึงรองแม่ทัพ เขาถึงได้ตาสว่าง
วิญญาณในร่างของแม่ทัพเฒ่านี้ไม่ใช่หวงฮว่าจี๋แล้ว แต่เขาถูกวิญญาณอื่นยึดร่างไปต่างหาก