- หน้าแรก
- เจ้าปีศาจจะหนีไปไหน
- บทที่ 38: แขกไม่ได้รับเชิญ
บทที่ 38: แขกไม่ได้รับเชิญ
บทที่ 38: แขกไม่ได้รับเชิญ
บทที่ 38: แขกไม่ได้รับเชิญ
หวังฉีหลินหันไปมองเซี่ยฮาหมา
เซี่ยฮาหมาครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วถามว่า "เหตุใดใต้เท้าถึงถามเรื่องฉากหลังของภาพวาด?"
หวังฉีหลินตอบ "ข้าเคยได้ยินเรื่องเล่าเรื่องหนึ่ง ว่ามีบัณฑิตคนหนึ่งได้ภาพวาดมาภาพหนึ่ง ในภาพเป็นหญิงงามล่มเมือง พอตกดึกหญิงงามผู้นั้นก็จะออกมาหลับนอนร่วมเตียงกับเขา"
"ต่อมาบัณฑิตผู้นั้นก็หายตัวไป คนที่บ้านตามหาอย่างไรก็ไม่พบ จนกระทั่งมีคนสังเกตเห็นภาพวาดที่แขวนอยู่ในบ้าน พบว่าในภาพไม่ได้มีแค่หญิงสาวคนเดียว แต่ยังมีกลุ่มผู้ชายถูกวาดเป็นฉากหลังด้วย เพียงแต่กลมกลืนจนสังเกตเห็นได้ยาก"
"และหนึ่งในกลุ่มผู้ชายเหล่านั้น ก็คือใบหน้าของบัณฑิตที่หายตัวไป!"
"วาดได้เหมือนมีชีวิตจริง!"
กลุ่มอันธพาลพากันตัวสั่นงันงก
เซี่ยฮาหมากล่าวว่า "ในยุทธภพมีสำนักหนึ่งชื่อว่า 'สำนักเซิงฮวา' เล่าลือกันว่าพู่กันวิเศษของพวกเขาสามารถวาดได้ทุกสรรพสิ่ง วาดคนเข้าไปในภาพก็ได้ วาดภูตผีปีศาจเข้าไปก็ได้ ข้าคิดว่าภาพวาดที่ใต้เท้าพูดถึงคงมาจากฝีมือของพวกเขา"
หวังฉีหลินสั่ง "ไปดูที่บ้านซาต้าต่านกัน"
ซาต้าต่าน (ซาผู้กล้าบ้าบิ่น) เป็นฉายา ชื่อจริงของเขาไม่มีใครรู้ รู้แค่ว่าแซ่ซา เกิดมาใจกล้าบ้าบิ่นบวกกับท่าทางซื่อบื้อหน่อยๆ เลยได้ฉายานี้มา
ชายหนุ่มชื่อโหวจวิ้นที่โตมากับซาต้าต่านเล่าว่า "เจ้าซาต้าต่านนี่มันกล้าทำทุกอย่างมาตั้งแต่เด็ก ตอนเด็กๆ ฤดูร้อนพวกเราเล่นซ่อนแอบตอนกลางคืน มันพกพลั่วเหล็กไปด้วย พวกท่านทายสิว่ามันเอาไปทำอะไร?"
"ใต้เท้ามาสืบคดี ไม่ได้มาทายปริศนา มีอะไรก็รีบๆ พ่นออกมา!" สวีต้าถลึงตาใส่
"ครับๆ คือเจ้านั่นมันใช้พลั่วขุดหลุมศพไปครึ่งหนึ่งแล้วมุดเข้าไปซ่อนตัวครับ!"
คนอื่นพยักหน้าเสริม "เรื่องแบบนี้ตอนโตมันก็เคยทำ มีครั้งหนึ่งมันหนีหนี้ก็ไปซ่อนในหลุมศพ แถมยังขโมยป้ายวิญญาณชาวบ้านออกมาอีก"
หวังฉีหลินเปรย "คนแบบนี้เหมาะจะมาทำงานที่สำนักสดับฟ้าของพวกเรานะ"
เซี่ยฮาหมากล่าว "มีคนเดียวก็พอแล้ว นั่นไง ไม่ใช่รึ?"
สวีต้ามองซ้ายมองขวา
ซาต้าต่านอาศัยอยู่ในบ้านเก่าโทรมๆ หลังหนึ่งในตำบล ตัวบ้านผุพัง ห้องปีกซ้ายถล่มไปครึ่งแถบ กำแพงเอียงกระเท่เร่เหมือนกองซากปรักหักพัง
ยามพลบค่ำ ตะวันรอนๆ
แสงสุดท้ายสาดส่องลงบนบ้านร้างให้ความรู้สึกวังเวงและหดหู่
เซี่ยฮาหมาเดินเข้าประตูไปก็ทำจมูกฟุดฟิด "ไม่ชอบมาพากล ในลานบ้านมีกลิ่นเหม็นแปลกๆ!"
"กลิ่นศพหรือ?" หวังฉีหลินถาม
โหวจวิ้นยิ้มเจื่อน "ส้วมบ้านซาต้าต่านมันพังครับ ปกติมันก็ขับถ่ายเรี่ยราดในลานบ้านนี่แหละ"
เซี่ยฮาหมาที่นึกว่าได้กลิ่นศพจนเจอเบาะแสถึงกับมุมปากกระตุก อยากจะอาเจียน
สวีต้าตบหลังเขาด้วยความห่วงใย "ทำไมโอกก้ากขนาดนี้? ท้องรึ? ลูกใคร? ผู้ชายหรือผู้หญิง? อ้อ ไม่สิ เมื่อกี้กินเนื้อแพะตุ๋นเจ้าเติมทั้งพริกทั้งน้ำส้มสายชู สงสัยจะได้ลูกแฝดชายหญิง!"
เมื่อครู่เขาได้ยินเซี่ยฮาหมาเหน็บแนมเขา
ท่านปู่อย่างเขาไม่เน้นจำความแค้น มีแค้นต้องชำระเดี๋ยวนั้น
ภายในบ้านรกระเกะระกะ เสื้อผ้าเก่าขาด รองเท้าเน่าๆ โยนเกลื่อนพื้น ถ้วยชามใช้แล้วไม่ล้างกองพะเนินอยู่ในกะละมัง ผ้าห่มสกปรกขาดวิ่นบนเตียงพันกันยุ่งเหยิง หวังฉีหลินก็โตมาในครอบครัวยากจน แต่ยังไม่เคยเห็นบ้านใครซกมกและอนาถาขนาดนี้
แต่ถึงบ้านจะสกปรกเลอะเทอะ ก็ยังมีร่องรอยของการใช้ชีวิต
เขาเปิดฝาหม้อ ในหม้อมีโจ๊กเย็นชืด สวีต้าชี้ให้ดูที่ขอบหน้าต่าง บนนั้นมีไก่ย่างที่ถูกแทะแหว่งวางอยู่ครึ่งตัว
โหวจวิ้นหยิบเสื้อผ้าสีครามที่พาดอยู่ปลายเตียงมาให้ดู "ใต้เท้าหวัง นี่เป็นชุดที่ซาต้าต่านใส่ประจำ ดูสิครับ เสื้อผ้ายังอยู่ ไก่ย่างที่กินค้างไว้ก็ยังอยู่ แสดงว่าคนไม่ได้เดินทางไปไหนไกล ใช่ไหมครับ? ถ้าจะเดินทางไกล อย่างน้อยก็ต้องเก็บข้าวของบ้าง"
สวีต้าตบกบาลเขาไปทีหนึ่ง "เอ็งเล่นพูดสิ่งที่ควรพูดไปหมดแล้ว จะให้ใต้เท้าหวังพูดอะไร?"
โหวจวิ้นทำหน้ามุ่ย "ข้าน้อยใจร้อนไปหน่อย"
"ลำพังแค่ของพวกนี้ยังสรุปไม่ได้ว่าเขาเดินทางหรือไม่" หวังฉีหลินกวาดตามองรอบๆ "บ้านซาต้าต่านมีเงินทองหรือเสบียงอาหารไหม?"
"เสบียงมีนิดหน่อยอยู่ในโอ่ง ส่วนเงินไม่มีหรอกครับ มันน่ะฝันอยากรวยจะตาย แต่เอาแต่เที่ยวเตร่ไม่ทำงานทำการ จะไปมีเงินได้ยังไง?" พวกอันธพาลหัวเราะ
หวังฉีหลินถึงกับอึ้ง พวกเอ็งกล้าหัวเราะเยาะเพื่อนว่าเที่ยวเตร่ไม่ทำงานทำการเนี่ยนะ?
แต่จากการวิเคราะห์เบื้องต้น ซาต้าต่านดูไม่เหมือนคนที่ออกเดินทางไกลจริงๆ มิน่าล่ะพวกลูกน้องถึงรีบไปหาสวีต้าทันทีที่เห็นทั้งคนทั้งภาพหายไป
สวีต้าอมลูกปัดปิงไถไว้ในปากแล้วส่ายหน้า ในห้องไม่มีไอปีศาจ
เซี่ยฮาหมาสีหน้าเคร่งขรึม "บ้านหลังนี้มีอะไรแปลกๆ ทำให้ข้ารู้สึกตะขิดตะขวงใจ แต่บอกไม่ถูกว่าแปลกตรงไหน"
"เอาเป็นว่า คนไม่เกี่ยวข้องห้ามเข้ามาเพ่นพ่านเด็ดขาด!"
ลมเย็นพัดผ่านรอยรั่วของบ้าน หนาวสะท้าน
พวกอันธพาลต่างแย่งกันวิ่งหนีป่าราบ
พอกลับถึงที่ทำการ หวังฉีหลินถามขึ้น "ที่ท่านบอกว่าบ้านหลังนั้นแปลก มันแปลกแบบไหน? พวกเรามาช่วยกันวิเคราะห์หน่อย"
เซี่ยฮาหมาตอบ "ข้าก็แค่พูดขู่พวกอันธพาลไปอย่างนั้นแหละ จะให้พวกมันรู้ไม่ได้ว่าพวกเราไม่มีฝีมือ"
หวังฉีหลิน: ( ´∀` )
เรื่องนี้ช่างประหลาดแท้ สามสี่วันต่อมาเขาพาสวีต้าและเซี่ยฮาหมาเกณฑ์พวกอันธพาลในตำบลออกตามหาซาต้าต่าน แต่กลับไม่มีข่าวคราวใดๆ เลย
แต่กลับมีคนมาหาเขาถึงที่
ตอนนั้นหวังฉีหลินกำลังป้อนหญ้าให้ปลาเฉาในห้อง จู่ๆ ก็เห็นหลานชายสับขาหลอกวิ่งหน้าตั้งเข้ามา ใบหน้าดำๆ แดงก่ำด้วยความตื่นเต้น พูดจาตะกุกตะกัก "มะ มะ มีคน..."
"มีคนทำไม?"
เฮยโต้วยื่นมือทำท่าทาง กางแขนออกสุดแรง
"มีคนบินอยู่บนฟ้า?"
เฮยโต้วส่ายหน้า หยิบไม้กวาดมากระโดดขี่แล้ววิ่งไปรอบๆ
"มีคนขี่ไม้กวาดบินบนฟ้า?"
สวีต้าเดา "มีคนขี่ม้าตัวเบ้อเริ่มมา!"
เฮยโต้วพยักหน้าหงึกๆ
คนที่ขี่ม้ามานั้นเกินความคาดหมายของหวังฉีหลิน แต่ก็สมเหตุสมผล
หวงฮว่าจี๋
ม้าศึกใต้ร่างของเขาสูงใหญ่ ขนสีดำมันขวับ กีบเท้าทั้งสี่ใหญ่เท่าปากชาม เวลาวิ่งแผงคอปลิวไสวดูน่าเกรงขาม มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นยอดอาชาพันลี้
เฮยโต้วเกาะบานประตูโผล่ตาข้างเดียวแอบมองม้าตัวนั้น แล้วค่อยๆ หดหัวกลับ หลับตาหนีบไม้กวาดวิ่งวนในลานบ้าน
จินตนาการว่าตัวเองกำลังควบม้าผาดโผนในสนามรบ
สายลมที่ปะทะใบหน้า ช่างเร้าร้อนรุนแรงนัก
วิ่งไปไม่กี่ก้าวก็ชนเข้ากับภูเขาลูกหนึ่ง พอลืมตาขึ้นดู
แม่บังเกิดเกล้านั่นเอง
สบตากันปุ๊บก็รู้ปั๊บ ศัตรูที่ไม่อาจเอาชนะได้
เฮยโต้วทิ้งไม้กวาดใส่เกียร์หมา วิ่งเร็วกว่าม้าเสียอีก "ขอให้น้าอายุยืนเท่าฟ้าดิน!"
"พี่ใหญ่ เสิร์ฟน้ำชา"
ท่านแม่ทัพเฒ่ายกมือห้าม "ไม่ต้องเสิร์ฟชาหรอก ใต้เท้าหวัง ข้ามีเรื่องจะไหว้วาน"
หวังฉีหลินตอบ "ท่านแม่ทัพเกรงใจไปแล้ว มีอะไรก็พูดมาเถิด"
ท่านแม่ทัพเฒ่าถอนหายใจ กล่าวว่า "เมื่อวานอวิ๋นเอ๋อร์หลับยาวมาจนถึงเมื่อครู่นี้ พอตื่นมานางบอกว่า นางลงมาถึงชั้นสองแล้ว คืนพรุ่งนี้นางจะตกลงถึงพื้น"
หวังฉีหลินถาม "ตกลงถึงพื้นแล้วจะเป็นอย่างไร?"
ท่านแม่ทัพเฒ่ายิ้มขื่น "ข้าก็ไม่รู้ แต่ข้าจะยอมให้นางตกลงถึงพื้นไม่ได้ ข้าจะให้หลานเสี่ยงไม่ได้"
"ดังนั้น?"
"ดังนั้นข้าต้องการให้ท่านไปดูที่เจดีย์นั่น หากยังมีผีร้ายรังควานอวิ๋นเอ๋อร์อยู่ มันก็น่าจะซ่อนอยู่ในเจดีย์"
หวังฉีหลินถามด้วยความยินดี "งั้นท่านรู้หรือว่าเจดีย์นั่นอยู่ที่ไหน? ข้าก็เคยสงสัยว่าเจดีย์นั่นมีปัญหา แต่พอกลับมาตรวจสอบตำรา ก็ไม่พบว่ามีเจดีย์สิบชั้นอยู่ที่ไหน ลองสอบถามผู้คนก็ไม่มีใครรู้ตำแหน่งของมัน"
หวงฮว่าจี๋มีท่าทีห่อเหี่ยว อึกอักเหมือนอยากพูดแต่ก็หยุด
เห็นดังนั้นเซี่ยฮาหมาสะบัดชายเสื้อคลุมกล่าวว่า "ใต้เท้าหวัง แน่นอนว่าท่านย่อมหาไม่เจอและไม่มีทางถามรู้ตำแหน่ง เพราะโดยปกติแล้วไม่มีใครมองเห็นเจดีย์ที่สร้างกลับหัวลงไปในดินหรอก!"
หวงฮว่าจี๋เบิกตากว้างจ้องเขม็ง ตวาดถามเสียงเข้ม "เจ้ารู้อะไรมา?"
เซี่ยฮาหมากล่าวเนิบนาบ "แม่ทัพหวงอย่าได้ตระหนก ข้าไม่รู้ความลับที่ท่านปกปิดอยู่ แต่ข้ารู้เรื่องราวของ 'เจดีย์อู๋จี๋สิบชั้น' ดี"
"อย่างที่เขาว่า ตัวเลขมีคู่มีคี่ มีหยินมีหยาง 'เลขฟ้า' เป็นเลขคี่ เป็นเลขหยาง; 'เลขดิน' เป็นเลขคู่ เป็นเลขหยิน ฟ้าอยู่เบื้องบน การจะพัฒนาขึ้นสู่ฟ้าต้องใช้เลขคี่ ดังนั้นเจดีย์พุทธะจึงมีชั้นเป็นเลขคี่เสมอ สามชั้น ห้าชั้น เจ็ดชั้น เก้าชั้น"
"เมื่อเทียบเคียงตามหลักการนี้ แล้วเจดีย์สิบชั้นที่เป็นเลขคู่จะสร้างอย่างไรเล่า?"
"มันก็ต้องสร้างลึกลงไปในดินน่ะสิ!"
ได้ยินถึงตรงนี้ ใบหน้าของหวงฮว่าจี๋ก็ฉายแววตื่นตระหนกสุดขีด
"อู๋เลี่ยงเทียนจุน (อวี้หวงต้าตี้ทรงโปรด)" เซี่ยฮาหมาทำมือเป็นมุทราแบบนักพรต บนใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มลึกลับยากหยั่งถึง
ท่านคิดว่าท่านมองเห็นชั้นที่สอง ท่านคิดว่าข้าอยู่ที่ชั้นที่หนึ่ง
แต่จริงๆ แล้ว ข้าอยู่ที่ชั้นที่ห้า!