เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 17: เคาะประตูยามวิกาล

บทที่ 17: เคาะประตูยามวิกาล

บทที่ 17: เคาะประตูยามวิกาล


บทที่ 17: เคาะประตูยามวิกาล

บนโต๊ะอาหาร หวังฉีหลินสอบถามจนได้ความว่า อาหารที่ตู้สิบห้าและอีกครอบครัวได้รับนั้น มีปริมาณน้อยกว่าที่หอจวี้เซียงทำหายไปอยู่มากโข

เห็นได้ชัดว่า ในตำบลฝูหลงยังมีชาวบ้านอีกหลายคนที่ได้รับอานิสงส์จากนักพรตผู้นั้น

หลังกินข้าวเสร็จ หวังฉีหลินก็กำชับทั้งสองครอบครัวและเถ้าแก่ร้านว่า "ตั้งแต่บ่ายนี้เป็นต้นไป พวกเจ้าจงป่าวประกาศออกไปว่า เรื่องที่มีอาหารโผล่มาที่บ้านในช่วงนี้ เป็นฝีมือของ หวังฉีหลิน เสี่ยวอินคนใหม่แห่งตำบลฝูหลงที่ใช้วิชาอาคมเสกมา ส่วนรูปคางคกสวมชุดนักพรตนั้น เป็นสัตว์เลี้ยงที่เขาเลี้ยงไว้ดูเล่น"

สวีต้ายิงฟันยิ้มใส่เขา "เจ้านี่ช่างฉวยโอกาสเก่งจริงๆ"

หวังฉีหลินถามกลับ "เจ้าคิดว่าข้าอยากได้ชื่อเสียงจอมปลอมนี่หรือ?"

"อ้าว ไม่ใช่รึ?"

"แน่นอนว่าไม่ แต่ถ้าเจ้าคิดแบบนั้น ก็แสดงว่าข้าบรรลุวัตถุประสงค์แล้ว" หวังฉีหลินหัวเราะร่า "อีกอย่าง เจ้าช่วยบอกเพื่อนฝูงร้อยพ่อพันแม่ของเจ้า ให้ช่วยสืบหาเบาะแสของนักพรตผู้นั้นด้วย"

นักพรตเฒ่าใช้วิชาภูตผีขโมยอาหารจากเหลาไปแจกจ่ายให้คนยากจนรอบๆ แสดงว่าตัวเขาต้องวนเวียนอยู่แถวนี้

ตำบลฝูหลงเป็นเพียงเมืองเล็กๆ คนฝั่งตะวันออกตดทีเดียว คนฝั่งตะวันตกก็ได้ยินเสียง

ดังนั้นผ่านไปไม่ถึงสองสามวัน เรื่องราวความดีความชอบของหวังฉีหลินที่ใช้อาคมเสกอาหารแจกจ่ายคนยากคนจน ก็แพร่สะพัดไปทั่วตำบลและหมู่บ้านใกล้เคียง

ขณะเดียวกัน ชาวบ้านร้านถิ่นต่างก็รับรู้โดยทั่วกันว่า ตอนนี้ตำบลฝูหลงมีเสี่ยวอินคนใหม่ชื่อหวังฉีหลิน เป็นผู้มีวรยุทธ์ล้ำเลิศและใจคอกว้างขวาง

...

ปลายเดือนสาม ราตรีย้อมสีน้ำหมึก

หวังฉีหลินนั่งอยู่ในห้องโถงของที่ทำการไปรษณีย์ เขาโปรยยอดหญ้าอ่อนลงไปในไห แต่เจ้าปลาเฉากลับลอยหงายท้องไม่ไหวติง

ตายอย่างทระนงองอาจ

เขาหันกลับไปอ่านหนังสือสักพัก แล้วหันกลับมามองที่ไหอีกครั้ง ปลาเฉายังคงลอยหงายท้องอยู่ท่าเดิม แต่ยอดหญ้าที่โปรยไว้กลับหายวับไปอย่างไร้ร่องรอย เหลือเพียงหญ้าเส้นเดียวที่โผล่ออกมาจากปากปลาครึ่งท่อน

ปลาตัวนี้ตอนคนมองกับตอนไม่มอง มีสภาพแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว

หวังฉีหลินนึกถึงแมวประหลาดชนิดหนึ่งที่เคยอ่านเจอในหนังสือบน 'โลก' ในความฝัน ทั้งสองสิ่งนี้มีคุณสมบัติคล้ายคลึงกัน

นี่คือ ปลาของชเรอดิงเงอร์

ขณะที่เขากำลังตกอยู่ในห้วงความคิด จู่ๆ ประตูห้องก็ค่อยๆ เปิดออก

ลมราตรีกรรโชกหวีดหวิวเข้ามาทันที

ไร้เงาของเจ้าหู่ผี (ปีศาจเสือ)

ซูม!

เสียงน้ำกระเซ็นดังขึ้น สถานะของปลาชเรอดิงเงอร์เปลี่ยนไปอีกครั้ง มันเริ่มว่ายวนเวียนอยู่ในไหด้วยความตื่นตระหนก

ลมหนาวพัดโหมกระหน่ำ ทำให้รู้สึกหนาวสะท้านไปถึงกระดูก

ภายนอกคือความมืดมิดไร้ที่สิ้นสุด ชวนให้จิตใจหวาดหวั่น

หวังฉีหลินจับด้ามดาบที่เอว เดินตรงไปที่ประตู

หน้าประตูว่างเปล่า มีเพียงแสงไฟริบหรี่ลอดออกมาจากห้องนอน ซึ่งสวีต้าคงกำลังนอนอ่านหนังสือลามกอยู่ข้างใน

ทุกอย่างดูปกติดี เขาจึงปิดประตูแล้วกลับมานั่งจ้องปลาเฉาต่อ

ทันทีที่เขากลับมานั่งหลังโต๊ะทำงาน เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นกะทันหัน

"ก๊อก, ก๊อกๆ... ก๊อก, ก๊อกๆ... ก๊อก, ก๊อกๆ"

จังหวะจะโคนชัดเจน

ปลาเฉาเริ่มว่ายน้ำเปะปะอีกครั้ง

หวังฉีหลินไม่ยอมลุกไปเปิด

เสียงเคาะประตูยังคงดังต่อเนื่อง "ก๊อก, ก๊อกๆ... ก๊อก, ก๊อกๆ..."

จังหวะสม่ำเสมอตั้งแต่ต้นจนจบ

หวังฉีหลินก็ยังคงไม่ไปเปิด!

เปลวไฟในตะเกียงกระตุกไหวสองสามครั้ง จู่ๆ ก็ระเบิดเสียงเบาๆ ดัง เปรี้ยะ

ทันใดนั้น เสียงเคาะประตูก็เงียบลง

แต่เพียงชั่วไม่กี่อึดใจต่อมา เสียงเคาะประตูก็ดังสนั่นหวั่นไหว "ปัง! ปัง!"

หวังฉีหลินชักดาบออกจากฝักทันที

จากนั้นเสียงร้องเหมือนลาของสวีต้าก็ดังมาจากข้างนอก "เจ้าเจ็ด! เจ้าเจ็ด! เจ้าอยู่ในห้องหรือเปล่า?"

หวังฉีหลินโมโหแทบตาย "เจ้าไปทำบ้าอะไรอยู่ข้างนอก?"

"ข้า... ข้าก็เคาะประตูอยู่น่ะสิ!"

"ไสหัวเข้ามา!"

สวีต้าผลักประตูเดินเข้ามาด้วยรอยยิ้มกวนประสาท มือข้างหนึ่งไพล่หลังไว้ ดูท่าทางไม่น่าไว้ใจ

หวังฉีหลินถาม "เมื่อกี้เจ้าเป็นคนเคาะประตูตลอดเลยรึ?"

สวีต้าทำหน้างง "เคาะตลอดอะไรกัน? ข้าเพิ่งตบประตูไปสองทีเอง เป็นอะไรไป?"

หวังฉีหลินถามต่อ "แล้วตอนเจ้าเดินออกมา เห็นใครอยู่ที่หน้าประตูไหม?"

ได้ยินคำถามนี้ สวีต้าก็เข้าใจทันที "ไม่เห็น... มีเรื่องประหลาดอีกแล้วรึ?"

หวังฉีหลินส่ายหน้า "ยังพอรับมือไหว เจ้ามาทำไม?"

สวีต้าส่งสายตาเจ้าเล่ห์ให้เขา "ฮี่ๆ ก็ต้องมีเรื่องดีๆ มาหาน่ะสิ ฮี่ๆ เจ้าทายซิว่าวันนี้ข้าได้ของดีอะไรมา? ฮี่ๆ ช่วงนี้ข้าให้พรรคพวกช่วยตามหานักพรตเฒ่าคนนั้นไม่ใช่หรือ? นักพรตหาไม่เจอ แต่ดันไปเจอภาพวาดประหลาดม้วนหนึ่งเข้า!"

เขาดึงมือที่ไพล่หลังออกมา ในมือถือม้วนภาพวาดดูเก่าแก่โบราณ

"ในภาพนี้วาดรูปแม่นางที่ยั่วยวนเป็นบ้า พรรคพวกที่เอามาให้บอกว่าภาพนี้อาถรรพ์นัก ถ้าเจ้ามีวาสนากับแม่นางในภาพ นางจะเดินออกมาให้เจ้าแอ้ม..."

ยังพูดไม่ทันจบ หวังฉีหลินก็คว้าภาพม้วนนั้นมาหักทิ้งคามือ จากนั้นราดน้ำมันไฟจุดไฟเผาแล้วโยนออกไปนอกห้อง

สวีต้ายืนอ้าปากค้าง สมองประมวลผลไม่ทัน

หวังฉีหลินกล่าวว่า "ถ้าที่เจ้าพูดเป็นความจริง นี่ต้องเป็น ภาพอาถรรพ์ แน่ ต้องรีบทำลายทิ้งทันที แต่ถ้าเจ้าพูดโกหก ก็แสดงว่าพรรคพวกเจ้าวางแผนจะแกล้งเจ้า ก็ควรทำลายทิ้งเหมือนกันจะได้ไม่ตกหลุมพราง"

สวีต้าเถียงไม่ออก ได้แต่โวยวาย "แล้วพรุ่งนี้เพื่อนข้ามาทวง ข้าจะบอกมันยังไง?"

"ก็บอกว่าไม่ต้องขอบคุณ ข้าเป็นเสี่ยวอินประจำท้องที่ การกำจัดปีศาจพิทักษ์คุณธรรมเป็นหน้าที่ของข้า"

ภาพวาดลุกไหม้เป็นเปลวไฟกองมหึมา แถมยังเป็นไฟสีเขียวมรกตที่ดูน่าขนลุก แว่วเสียงร้องไห้คร่ำครวญของหญิงสาวดังลอดออกมาจากกองไฟ!

หวังฉีหลินหันไปมองสวีต้า "เพื่อนเจ้าคงไม่ได้หลอกเจ้าจริงๆ นั่นแหละ นี่มันภาพอาถรรพ์ชัดๆ แต่ตอนนี้ข้าเผามันไปแล้ว เจ้าปลอดภัยแล้วล่ะ"

สวีต้าบ่นด้วยความเสียดาย "น่าเสียดาย! น่าเสียดาย! อย่างน้อยก็น่าจะให้ข้าได้แอ้มสักทีก่อนค่อยเผา!"

เปลวไฟสีเขียวค่อยๆ มอดลง

เสียงเคาะประตูดังขึ้นอีกครั้ง "ก๊อก, ก๊อกๆ..."

สวีต้าที่กำลังหงุดหงิดเพราะอดแอ้มสาว ตวาดลั่น "ใครวะ?"

"ข้าเอง..."

เสียงแหบแห้งดังตอบกลับมา

สวีต้าได้สติทันที เขาหันขวับไปมองด้วยความตกใจ

หวังฉีหลินพยักหน้า

ไม่ต้องถามให้มากความ เขาเข้าใจทันที

สวีต้าสั่งการ "เจ้าล่อเป้าด้านหน้า ข้าจะอ้อมไปตุ๋ยหลัง!"

สิ้นเสียง เขาก็พุ่งตัวผลักหน้าต่างด้านหลังกระโดดออกไปอย่างว่องไว

ลมกรรโชกพัดผ่านห้องราวกับลูกธนู

ไอวิญญาณเยือกเย็นเสียดกระดูก!

ประตูถูกผลักเปิดออกอีกครั้ง!

คราวนี้มีนักพรตหลังค่อมปรากฏตัวอยู่ที่หน้าประตู

เขาสวมชุดนักพรตสีครามที่มีรอยปะชุนทับซ้อนกัน บนศีรษะแม้จะเกล้าผมมวยแต่ก็ดูยุ่งเหยิง ใบหน้าขาวซีดเผือด แก้มสองข้างแดงระเรื่ออย่างน่าประหลาด ลมหอบหนึ่งพัดมา ร่างของเขาก็ลอยละลิ่วเข้ามาโดยที่เท้าไม่ติดพื้น

เจ้าปลาเฉาในไหว่ายวนอย่างบ้าคลั่ง จวนเจียนจะกวนน้ำจนเกิดวังวน

หวังฉีหลินถามเสียงขรึม "เจ้าเป็นใคร?"

นักพรตค่อยๆ เอียงคอมองเขา ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มพิลึกพิลั่น "ใต้เท้าหวังตามหาข้าอยู่ไม่ใช่หรือ?"

หวังฉีหลินกำลังจะเอ่ยปากถาม แต่เสียงคำรามกึกก้องก็ดังมาจากข้างหลังนักพรต "แกล้งทำผีหลอกคน! กินตีนข้าซะ!"

สวีต้าที่อ้อมไปตลบหลังกระโดดถีบขาคู่เข้ามา แรงปานม้าศึกควบทะยาน!

ทว่าร่างของนักพรตกลับดูไร้น้ำหนัก เพียงลมพัดวูบเขาก็เปลี่ยนตำแหน่งไป สวีต้าเตะวืดกลางอากาศ ทรงตัวไม่อยู่ ขาฉีกดัง แคว่ก ไถลไปกับพื้น

หวังฉีหลินมองสวีต้าด้วยสีหน้าทะมึน: นี่เจ้ามาแสดงกายกรรมฉีกขาให้ข้าดูหรือไง?

นักพรตลอยละล่องไปรอบห้องตามกระแสลม ปากก็ส่งเสียงหัวเราะเยือกเย็น "ใต้เท้าหวังอยากสร้างชื่อเสียงจอมปลอมถึงกับกล้าพูดจาโอหัง การทำบุญแจกเนื้อแจกผักให้ชาวบ้านร้านถิ่น เป็นฝีมือของใต้เท้าจริงๆ หรือ? คางคกนั่น ใต้เท้าเป็นคนเลี้ยงไว้จริงๆ หรือ?"

สิ้นเสียงคำว่า 'เลี้ยง' เสียงหัวเราะแหลมสูงก็ดังแสบแก้วหู ร่างของนักพรตวูบไหว เปลี่ยนทิศทางพุ่งเข้าใส่หวังฉีหลินดุจวิญญาณร้าย!

หวังฉีหลินใช้มือซ้ายตบโต๊ะดีดตัวลอยขึ้น มือขวาตบด้ามดาบชักออกมาฟันสวนออกไปในแนวเฉียง!

ประกายดาบสว่างวาบ!

เปลวไฟในตะเกียงบนโต๊ะกระตุกวูบอย่างรุนแรง!

ดาบจันทราปลิดวิญญาณ: เดือนมืดลมโชย!

กระแสความร้อนสายหนึ่งไหลจากจุดตันเถียนกระจายไปทั่วเส้นลมปราณแปดทิศ ฤทธิ์ของ โอสถเทพประทาน สิบเม็ดช่วยเพิ่มพูนตบะให้เขาถึงสิบปี

กระบวนท่า 'เดือนมืดลมโชย' เหมือนเดิม แต่ลมในค่ำคืนนี้กลับมืดมิดและโหมกระหน่ำยิ่งกว่าคืนก่อนๆ!

ทว่าเมื่อแสงดาบวูบผ่าน ลมดาบกรรโชก ร่างของนักพรตที่พุ่งเข้ามากลับถอยหลังไปอย่างน่าประหลาด หลบพ้นคมดาบที่รวดเร็วปานสายฟ้านี้ไปได้อย่างเฉียดฉิว

หวังฉีหลินประหลาดใจ วิชาตัวเบาของนักพรตผู้นี้ช่างพิลึกนัก การถอยหลังเมื่อครู่ขัดต่อหลักธรรมชาติ ราวกับร่างกายไร้น้ำหนัก แรงเฉื่อยจากการพุ่งตัวหายไปเฉยๆ เมื่อลมดาบพัดผ่าน ตัวเขากลับปลิวถอยหลังไปตามแรงลมดาบเสียอย่างนั้น

เงาดาบถักทอเป็นตาข่าย หวังฉีหลินฟันดาบต่อเนื่องระลอกแล้วระลอกเล่า

ลมดาบหมุนวนดั่งพายุทอร์นาโด เสื้อผ้าของหวังฉีหลินสะบัดพริ้วส่งเสียงดังพึ่บพั่บ ราวกับซ่อนเสียงฟ้าร้องคำรามเอาไว้ภายใน!

ร่างของนักพรตโยกไหวอย่างรุนแรงตามเงาดาบ เสียงหัวเราะยิ่งฟังดูอวดดีและแหลมสูงขึ้นเรื่อยๆ!

หมัดเหล็กพุ่งเข้าใส่จากด้านหลังอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย!

หวังฉีหลินพลิกข้อมือเก็บดาบทันที ดาบยาวหมุนวนดั่งกังหันลม รวบรวมลมดาบที่กระจายอยู่ทั่วห้องกลับมา

แรงลมที่หมุนวนกลับมาเปรียบเสมือนเชือกที่มัดตรึงร่างของนักพรตเอาไว้ หมัดของสวีต้าพุ่งเข้าเป้าจังๆ!

"แตกซะ!"

สวีต้าคำรามลั่นตามนิสัยชอบโชว์พาว จากนั้นหมัดของเขาก็ทะลวงร่างนักพรตจนเป็นรู!

ร่างนั้นห้อยต่องแต่งอยู่บนแขนของเขา...

จบบทที่ บทที่ 17: เคาะประตูยามวิกาล

คัดลอกลิงก์แล้ว