เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 15: ความลับ

บทที่ 15: ความลับ

บทที่ 15: ความลับ


บทที่ 15: ความลับ

หวังฉีหลินและสวีต้าเดินจากไป จางอวี้หนิงหันไปมองปู่ด้วยความสงสัย "เมื่อครู่นี้ใต้เท้าสวีโอบกอดใต้เท้าหวัง แล้วเรียกว่า 'คนผีทะเล' หรือขอรับ?"

หมอเทวดาจางกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม "นั่งนิ่งตรึกตรองความผิดตน อ้าปากอย่าวิจารณ์เรื่องผู้อื่น เรื่องของใต้เท้าทั้งสองเจ้าอย่าได้พูดให้มากความ หลายปีผ่านไป นี่อาจกลายเป็นตำนานเล่าขานอันงดงามของราชวงศ์เราก็เป็นได้"

จางอวี้หนิงกำลังจะเอ่ยปากพูดต่อ ทว่าชายคนหนึ่งกลับเดินลับๆ ล่อๆ เข้ามา แล้วกวักมือเรียกเขา "นายน้อยหนิง เมื่อคืนวาน..."

หมอเทวดาจางมองตามไป จางอวี้หนิงจึงรีบชิงพูดขึ้นก่อน "เจ้ากล้าบ้าบิ่นนั่นเอง เขามาเอายาอีกแล้วขอรับ"

ได้ยินเช่นนั้นชายชราก็ขมวดคิ้ว "บอกให้เขาเพลาๆ หน่อย ยาบำรุงกินมากไม่ได้! น่าแปลกจริง ชายโสดอย่างเขาจะกินยาบำรุงมากมายไปทำไมกัน?"

พูดจบเขาก็หันกลับไป ยืนอยู่ที่หน้าประตูมองตามแผ่นหลังของทั้งสองคนที่เดินห่างออกไปไกล พลันภาพในฤดูร้อนปีนั้นก็ปรากฏขึ้นมาเลือนราง...

เคยมีเด็กหนุ่มผู้ไม่รู้จักความเขินอาย

เคยมีเด็กหนุ่มผู้ไม่รู้จักความโศกเศร้า

ภายหลังเด็กหนุ่มมักเขินอาย นับแต่นั้นเด็กหนุ่มยากลืมเลือนความโศกเศร้า

...

พื้นที่ย่านการค้าของตำบลฝูหลงไม่ได้ใหญ่โตนัก มีเพียงร้านรวงไม่กี่แห่งที่สร้างขึ้นรายล้อมถนนสายหลักสองสายที่ตัดกันเป็นกากบาทในแนวเหนือใต้และตะวันออกตะวันตก โดยมี หอจวี้เซียง เป็นร้านที่ใหญ่ที่สุด

เหลาร้านอาหารแห่งนี้เป็นตึกสองชั้น เมื่อเดินเข้าไป สวีต้าก็แสร้งขยับเข็มขัดให้กระชับขึ้นอย่างมีมาด

เขารู้ว่าหวังฉีหลินมาจากครอบครัวยากจน ไม่เคยเข้าเหลาอาหารมาก่อน จึงตั้งใจจะวางท่าอวดรวยต่อหน้าอีกฝ่ายสักหน่อย

ทว่าเมื่อหวังฉีหลินเดินเข้ามาในเหลา กลับเผยสีหน้าผิดหวังออกมา "ตอนข้าอยู่ที่บ้านก็ได้ยินชื่อเสียงของหอจวี้เซียงแห่งตำบลฝูหลงมาบ้าง นึกว่าจะหรูหราอลังการ ที่แท้ก็งั้นๆ"

สวีต้าที่เตรียมจะวางมาดรู้สึกว่าน้ำเสียงไม่เป็นไปตามที่คิด จึงเอ่ยถาม "เจ้าคิดว่าจะหรูหราแค่ไหนเชียว?"

หวังฉีหลินชี้ไปที่เพดานพลางกล่าว "อย่างน้อยที่นี่ก็ควรแขวนโคมแก้วหลิวหลีขนาดสองศอก บนผนังแขวนภาพวาดอาหารฝีมือจิตรกรชื่อดัง จัดสาวใช้หน้าตาจิ้มลิ้มสองคนมายืนต้อนรับหน้าประตู ใครเข้ามาก็พูดว่า 'ยินดีต้อนรับเจ้าค่ะ' ใครเดินออกไปก็พูดว่า 'ขอบคุณที่มาอุดหนุนเจ้าค่ะ' แถมสาวใช้สองคนนี้ต้องสวมชุดกระโปรงยาวผ้าไหมรัดรูป ผ่าข้างสูงถึงโคนขา..."

"ที่ที่เจ้าพูดถึงคือที่ไหนกัน? ข้าไม่ได้คิดอะไรอื่นนะ แค่อยากไปชมภาพวาดของจิตรกรชื่อดังเท่านั้น" สวีต้าถามด้วยความเคลิบเคลิ้ม

"ในฝัน"

เถ้าแก่ร้านวางสมุดบัญชีลงแล้วเดินออกมาต้อนรับทั้งสองด้วยตนเอง สวีต้าจึงสั่งว่า "เอาแบบเดิม ขาหมูสี่สหาย, เนื้อนึ่งแห้ง, ปลาหลีฮื้อเปรี้ยวหวาน, ซุปเต่า (หวังปา)"

"ขาหมูเอาแบบใหญ่นะ ปลาหลีฮื้อก็เอาตัวใหญ่ๆ ช่างเถอะ ข้าไปเลือกเองดีกว่า"

นอกเขตตำบลฝูหลงมีแม่น้ำสายหนึ่งชื่อว่าแม่น้ำฝูหลง เล่าลือกันว่ามีปลาหลีฮื้อบำเพ็ญเพียรจนบรรลุธรรมในแม่น้ำสายนี้ ไหลตามน้ำไปทางทิศตะวันออกลงสู่ทะเล กระโดดข้ามประตูมังกรจนกลายเป็นมังกรวารี ชื่อของแม่น้ำและตำบลแห่งนี้ก็ได้มาจากตำนานดังกล่าวนั่นเอง

เรื่องเล่าบ้านทุ่งเช่นนี้ไม่มีใครถือเป็นจริงเป็นจัง ทว่าแม่น้ำฝูหลงนั้นอุดมไปด้วยปลาหลีฮื้อเกล็ดทองที่ตัวใหญ่และเนื้อหวานมันจริงๆ

หอจวี้เซียงเลี้ยงปลาเป็นๆ เอาไว้ ที่ลานหลังร้านมีบ่ออยู่สองบ่อ บ่อหนึ่งเลี้ยงปลาหลีฮื้อเกล็ดทอง อีกบ่อเลี้ยงปลาเบญจพรรณอย่างปลาเฉา (ปลาจีน), ปลาจี้, ปลาเหลียน

เมื่อทั้งคู่เดินมาถึงลานหลังร้าน กวาดสายตามองไปก็เห็นปลาเฉาตัวหนึ่งในบ่อปลาเบญจพรรณกำลังดิ้นรน กระโดดพุ่งขึ้นเหนือน้ำหมายจะข้ามไปยังบ่อปลาหลีฮื้อ

เห็นดังนั้นหวังฉีหลินก็กล่าวชื่นชม "ปลาตัวนี้ช่างมีความทะเยอทะยานเสียจริง ราชา จ้าวครองแคว้น ขุนพล และอัครเสนาบดี ล้วนมิใช่สิ่งที่ฟ้าลิขิตมาแต่กำเนิดดอกหรือ?"

"ใครบอกว่าบ่อปลาหลีฮื้อต้องมีแต่ปลาหลีฮื้ออยู่เท่านั้น?" สวีต้ากล่าว "สิบปีธาราผันเปลี่ยนทิศตะวันออก สิบปีผันเปลี่ยนทิศตะวันตก อย่าดูแคลนเด็กหนุ่มยากจน วันนี้ถึงคราวที่ข้าปลาเฉาจะได้ไปอยู่ในบ่อปลาหลีฮื้อบ้างแล้ว!"

ผิวน้ำกระเพื่อมไหว ในที่สุดปลาเฉาก็สะบัดหางกระโดดข้ามพันธนาการแห่งโชคชะตา ลงไปในบ่อปลาหลีฮื้อได้สำเร็จ

สวีต้าชี้ไปที่มันแล้วสั่งว่า "ปลาเฉากลายร่างเป็นมังกร ฤกษ์งามยามดี เอาเจ้านี่ไปทำอาหารพร้อมกับปลาหลีฮื้อตัวที่ใหญ่ที่สุดซะ"

บ่อปลาหลีฮื้อปั่นป่วนไปหมด เมื่อปลาเฉากระโดดลงไป ปลาหลีฮื้อตัวใหญ่กว่าสิบตัวในบ่อก็พากันว่ายหนีตายบ้าง กระโจนขึ้นเหนือน้ำบ้าง กวนน้ำในบ่อจนขุ่นคลั่ก

เสี่ยวเอ้อร์พยายามจับอยู่นานก็จับปลาเฉาตัวนั้นไม่ได้เสียที สวีต้าจึงแย่งสวิงมาลงมือเอง กวนน้ำข้างบ่ออยู่พักใหญ่ในที่สุดก็จับได้สำเร็จ

ตอนอยู่ในบ่อน้ำเจ้าปลาเฉาตัวนี้ยังดีดดิ้นปราดเปรียวดุจมังกรแหวกว่าย แต่พอเข้ามาอยู่ในสวิงกลับแน่นิ่ง ตัวแข็งทื่อ ดูเหมือนจะตายเสียแล้ว

สวีต้าผิดหวังมาก "ซวยชะมัด"

เขาโยนปลาเฉากลับลงไปในบ่อ มันลอยตุ๊บป่องแข็งทื่ออยู่บนผิวน้ำ

ทว่าสายตาของหวังฉีหลินนั้นเฉียบคม เขาเห็นครีบท้องของปลาเฉาตัวนี้กำลังขยับพุ้ยน้ำเบาๆ ชัดเจนว่ามันกำลังแอบพุ้ยน้ำเพื่อให้ตัวเองลอยอยู่บนผิวน้ำ!

ปลาเฉากรรเชียง?

ปลาตัวนี้มีอะไรไม่ชอบมาพากล!

เขาจึงบอกกับเสี่ยวเอ้อร์ว่า "รบกวนน้องชายหาไหสักใบช่วยเอาปลาตัวนี้ใส่เข้าไปที ข้ามีเรื่องต้องใช้"

จากนั้นเขาอุ้มไหใส่น้ำ ส่วนสวีต้าอุ้มไหเหล้า เดินขึ้นไปบนชั้นสอง

เถ้าแก่จัดห้องส่วนตัวที่ใหญ่ที่สุดไว้ให้พวกเขา ภายในมีโต๊ะกลมขนาดใหญ่พร้อมเก้าอี้ไท่ซือสิบหกตัว ผนังฝั่งตะวันออกและตะวันตกเต็มไปด้วยภาพวาดพู่กันจีน หน้าต่างทางทิศใต้ประดับด้วยไม้ดอกสี่ฤดู เหมย กล้วยไม้ ไผ่ เบญจมาศ นับว่าเป็นการต้อนรับระดับแขกวีไอพีเลยทีเดียว

สวีต้าสงสัย "เจ้าเอาปลาตายมาทำอะไร? ปลาเฉาเนี่ยนะ?"

หวังฉีหลินไม่ตอบแต่ถามกลับ "เมื่อครู่ที่เจ้าบอกว่าข้าชะตาขาด มันเรื่องอะไรกัน?"

พอพูดถึงเรื่องนี้ สวีต้าก็เปิดฝาไหเหล้าแล้วกระดกเข้าปากไปก่อนหนึ่งชาม คิ้วของเขาขมวดมุ่น ใบหน้าเต็มไปด้วยความขมขื่น "ก่อนหน้านี้ที่สือต้าอินแต่งตั้งเจ้าเป็นเสี่ยวอิน ข้าบอกว่าเจ้าพรรษายังไม่ถึง ไม่คู่ควรกับตำแหน่ง เจ้าคงนึกว่าข้าอิจฉาที่เจ้าได้เลื่อนขั้นเร็วใช่ไหม?"

"ไม่ใช่หรือไง?"

"ใช่กะผีน่ะสิ!" สวีต้ากระดกเหล้าอีกชาม "ตำแหน่งเสี่ยวอินแห่งตำบลฝูหลงมันคือยันต์สั่งตาย ตำแหน่งนี้ถูกสาป ทุกปีในวันสารทจีนที่ประตูนรกเปิด เสี่ยวอินที่ดำรงตำแหน่งในขณะนั้นจะถูกผีร้ายฆ่าตาย!"

"มีเรื่องแบบนี้ด้วยรึ?"

สวีต้าแค่นเสียงในลำคอ "ไม่เชื่อเจ้าไปถามเถ้าแก่ดูสิ ว่าก่อนหน้า 'ท่านตู้' (ตู้เชา) จะมารับตำแหน่ง เสี่ยวอินของตำบลฝูหลงต้องเปลี่ยนคนใหม่ทุกวันสารทจีนใช่หรือไม่?"

สักพักก็มีเสียงเคาะประตู เสี่ยวเอ้อร์ผลักประตูเข้ามาเสิร์ฟอาหาร

จานแรกที่ยกมาคือซุปเต้าหู้ เสี่ยวเอ้อร์วางชามซุปพลางร้องขานชื่ออาหาร "กินข้าวซดน้ำแกง ไม่ต้องพึ่งใบสั่งยา เชิญใต้เท้าทั้งสองลิ้มรส เต้าหู้แปดสมบัติหวังไท่โส่ว ของร้านเราขอรับ"

ในชามซุปเต็มไปด้วยเต้าหู้อ่อนที่หั่นเป็นชิ้นเล็กละเอียด เนื้อเต้าหู้ขาวราวหิมะเนียนลื่นดุจมันแข็ง ปะปนด้วยเห็ดหอม เมล็ดแตงโม เมล็ดสน เศษแฮม และเครื่องเคียงอื่นๆ น้ำซุปสีขาวขุ่นราวกับน้ำเต้าหู้ ส่งกลิ่นหอมฉุย รสชาติความสดใหม่ของน้ำแกงไก่ลอยมาแตะจมูก

หวังฉีหลินทักขึ้น "เดี๋ยว เราสั่งเมนูนี้ด้วยหรือ?"

สวีต้าตอบ "สั่งสิ ซุปหวังปา (เต่า) ไง"

"แล้วเต่าล่ะ?"

"หวัง-ไท่-โส่ว-แปด (ปา)-สมบัติ-เต้าหู้ เรียกย่อๆ ว่า หวังปา"

หวังฉีหลินยิ้มเจื่อนๆ แล้วกล่าวว่า "เอาเถอะ น้องชายเสี่ยวเอ้อร์ ข้ามีเรื่องอยากจะถามสักสองสามคำ..."

"ใต้เท้าเกรงใจไปแล้ว ท่านจะถามเรื่องอาหารจานนี้ใช่ไหมขอรับ? ฮี่ๆ ใต้เท้าฟังข้าน้อยอธิบายให้ละเอียดนะขอรับ เต้าหู้แปดสมบัติของร้านเรานี้ไม่ธรรมดา แปดสมบัติข้างในประกอบด้วยเนื้อสอง ผักสอง ผลไม้แห้งสอง นี่อาจไม่แปลกใหม่อะไร แต่มันวิเศษตรงที่น้ำแกงไก่หม้อนี้..."

เมื่อเห็นเสี่ยวเอ้อร์ทำท่าภูมิใจจะร่ายยาว หวังฉีหลินจึงส่ายหน้าแล้วพูดว่า "ข้าจะถามเจ้าว่า ในรอบสิบปีที่ผ่านมา ตำบลฝูหลงเปลี่ยนเสี่ยวอินไปกี่คนแล้ว?"

เสี่ยวเอ้อร์ชะงักไปครู่หนึ่ง "เรื่องนี้ข้าน้อยจำได้ไม่แม่นนัก ดูเหมือนจะเปลี่ยนปีละคนกระมังขอรับ?"

สวีต้าส่งสายตา 'ข้าบอกแล้วเห็นไหม' ให้เขา พร้อมกับรีบตักซุปเต้าหู้กินอย่างรวดเร็ว

ซู้ดซ้าด แจ๊บๆ ฮี่ๆ

พอเสี่ยวเอ้อร์ออกไป หวังฉีหลินก็ถามขึ้น "แล้วทำไมเบื้องบนถึงไม่ยุบตำแหน่งเสี่ยวอินประจำตำบลฝูหลงทิ้งเสียล่ะ?"

สวีต้าแสยะยิ้ม "ใครบอกเจ้าว่าไม่เคยยุบ? ปีที่ยุบตำแหน่งไปน่ะไม่มีเสี่ยวอินตายก็จริง แต่ ต้าอิน ข้างบนโน้นตายแทน! อำเภอจี๋เสียงจะขาดตำแหน่งต้าอินไม่ได้ใช่ไหมล่ะ? พอต้าอินคนใหม่ซึ่งก็คือ สือโจวซาน มารับตำแหน่ง เรื่องแรกที่เขาทำก็คือส่งเสี่ยวอินคนใหม่มาประจำการที่ตำบลฝูหลงทันที!"

หวังฉีหลินถามต่อ "แต่ท่านตู้ ไม่เป็นไรใช่ไหม? ฝีมือของข้าเจ้าก็เห็นแล้ว วิญญาณทารกที่ท่านตู้รับมือไม่ได้ ข้ายังจัดการได้ แสดงว่าท่านตู้น่าจะสะกดผีร้ายตนนั้นเอาไว้ได้..."

"ข้อแรก ใครบอกเจ้าว่าท่านตู้เมื่อก่อนเป็นแบบตอนนี้? ข้อสอง ใครบอกเจ้าว่าท่านตู้สะกดผีร้ายตนนั้นไว้ได้?" สวีต้าขัดขึ้น "เจ้าไม่เคยเห็นฝีมือตอนท่านตู้เพิ่งมาตำบลฝูหลงใหม่ๆ ตอนนั้นบนหลังเขามี เทพอสูรประจำตัว ถึงสองตน!"

"แต่หลังจากวันสารทจีนปีที่แล้ว บนหลังเขาก็เหลือเทพอสูรแค่ตนเดียว อีกตนหนึ่งยอมสละชีวิตแทนเขา ผีร้ายนั่นไม่ได้กลับไปมือเปล่าหรอก แค่ถูกหลอกล่อไปต่างหาก!"

พูดถึงตรงนี้สวีต้าก็เกาหัวด้วยความงุนงง "มีอีกเรื่องที่ข้าคิดไม่ตก เทพอสูรของท่านตู้นั้นเก่งกาจนัก ทำไมถึงทำอะไรวิญญาณทารกไม่กี่ตัวไม่ได้? เรื่องนี้มีเงื่อนงำ ไม่แน่ว่าอาจเกี่ยวข้องกับคำสาปก็เป็นได้"

หวังฉีหลินถามย้ำ "ตกลงว่าคำสาปนี้มันเรื่องอะไรกันแน่?"

สวีต้าซดน้ำแกงไก่รสเข้มข้นดังโฮก แล้วกล่าวว่า "เรื่องราวเป็นมาอย่างไรข้าก็ไม่แน่ใจนัก รู้แต่เพียงว่าเมื่อก่อนเสี่ยวอินของตำบลฝูหลงเคยตัดสินคดีผิดพลาดครั้งใหญ่ วิญญาณผู้บริสุทธิ์กลายเป็นมารอาฆาต กลับมาแก้แค้นทุกปี—เฮ้ย นานขนาดนี้แล้วทำไมปลาหลีฮื้อเปรี้ยวหวานของโปรดท่านปู่สวียังไม่มาอีก?"

เขาผลักประตูออกไปตะโกนด่าทอสองสามประโยค เสี่ยวเอ้อร์จึงรีบยกจานปลาเปรี้ยวหวานเข้ามาอย่างลนลาน

สวีต้าเห็นเข้าก็โกรธจัด "นี่ไม่ใช่ปลาตัวที่ข้าจับ หน้าตาไม่เหมือนกัน!"

หวังฉีหลินเพ่งมองหน้าปลา แต่ก็ดูไม่ออกว่าต่างกันตรงไหน

เสี่ยวเอ้อร์กลับรีบขอขมา "นายท่านโปรดอภัย นายท่านโปรดอภัย!"

"ปลาตัวที่ข้าเลือกไปไหน? โดนเศรษฐีหน้าโง่ที่ไหนแย่งไปหรือไง?" สวีต้าตวาดลั่น

เสี่ยวเอ้อร์ยิ้มแห้งๆ "นายท่าน พูดไปท่านก็คงไม่เชื่อ ปลาตัวนั้นของท่าน มันหายไปเองขอรับ!"

จบบทที่ บทที่ 15: ความลับ

คัดลอกลิงก์แล้ว