เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 4: ผีสูบปราณ

บทที่ 4: ผีสูบปราณ

บทที่ 4: ผีสูบปราณ


บทที่ 4: ผีสูบปราณ

ตำบลฝูหลงเป็นหนึ่งในหกตำบลใหญ่ของอำเภอจี๋เสียง มีหมู่บ้านในปกครองถึงสิบเอ็ดแห่ง และมีประชากรอาศัยอยู่หลายหมื่นคน นับว่ามีขนาดไม่เล็กเลยทีเดียว

ในตำบลมีถนนหนทางตัดผ่านไขว้กันไปมา บ้านเรือนตั้งอยู่กระจัดกระจายราวกับหมู่ดาวบนฟากฟ้า บ้านที่อยู่ติดถนนสายหลักส่วนใหญ่เป็นบ้านอิฐสีเขียวมุงหลังคากระเบื้องสีแดง ขณะที่บ้านเรือนซึ่งสร้างอยู่ริมทางสายเล็กๆ มักเป็นกระท่อมมุงจากที่ดูเรียบง่ายกว่า

โรงหมอสกุลจางคืออาคารอิฐสีเขียวหลังใหญ่โตโอ่อ่าหลังหนึ่ง กำแพงด้านที่ติดถนนนั้นยาวกว่าสิบจ้าง (ประมาณ 33 เมตร) ประตูใหญ่สีแดงชาดสูงตระหง่านถึงหนึ่งจ้างครึ่ง (ประมาณ 5 เมตร) หน้าประตูมีสิงโตหินสูงครึ่งตัวคนหมอบเฝ้าอยู่ทางซ้ายและขวาอย่างละหนึ่งตัว ข้างสิงโตหินยังปลูกต้นหลิวใหญ่ไว้ให้ร่มเงา ดูแล้วช่างโอ่อ่าภูมิฐานยิ่งนัก

สวีต้าเป็นผู้ผลักเปิดประตู

ทันทีที่บานประตูไม้เนื้อแข็งสีแดงเปิดออกพร้อมกับส่งเสียงดังเอี๊ยดอ๊าด...หวังฉีหลินก็สัมผัสได้ถึงไอเย็นยะเยือกสายหนึ่งพัดปะทะใบหน้าในทันที

เคล็ดวิชา ‘ดาบจันทราปลิดวิญญาณ’ ในกายของเขาเริ่มโคจรอย่างกระสับกระส่าย เขากำดาบแน่น พร้อมที่จะชักมันออกมาจู่โจมได้ทุกเมื่อ

สวีต้าชี้ขึ้นไปที่ด้านบน บนขื่อประตูมีเศษกระดาษยันต์ที่ไหม้เกรียมเป็นตอตะโกติดอยู่

นี่คือซากของยันต์ที่ตู้เชาแปะไว้เมื่อวันก่อน ไส้ยันต์ถูกเผาจนมอดไหม้ไปแล้ว เป็นหลักฐานยืนยันว่ามีสิ่งชั่วร้ายมาเยือนที่นี่จริงๆ

โรงหมอมีขนาดใหญ่โตและมีห้องหับมากมาย ตัวเรือนเป็นลักษณะเรือนสองตอนที่เข้าออกได้สองทาง ส่วนในเป็นที่พักอาศัยของคนในครอบครัว ส่วนนอกมีลักษณะเป็นเรือนสี่ประสาน โดยมีสวนขนาดใหญ่อยู่ตรงกลาง รอบๆ สวนเป็นเรือนแถวเรียงราย ประกอบด้วยห้องตรวจโรค ห้องพักผู้ป่วย ห้องต้มยา และห้องเรียน

เมื่อก้าวเข้ามาและกวาดตามองการจัดวางของหมู่เรือน สวีต้าก็กล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “เรือนประธานตั้งอยู่อย่างมั่นคง เรือนปีกซ้ายเปรียบดังมังกรเขียวพิทักษ์ เรือนปีกขวาคือพยัคฆ์ขาวหมอบบนเนินสูง ตรงกลางบุปผานานาพรรณแย้มบาน สมุนไพรร้อยชนิดชิงชัย...การจัดวางเรือนเช่นนี้ต้องมีผู้รู้คอยชี้แนะเป็นแน่ เปรียบเสมือนถ้ำมังกร นับเป็นเรือนมงคลโดยแท้”

หวังฉีหลินเอ่ยถาม “ท่านพี่สวีรู้เรื่องฮวงจุ้ยด้วยหรือขอรับ?”

สวีต้าตอบกลับมาหน้าตาเฉย “ไม่รู้หรอก นี่เป็นสิ่งที่นายท่านเชาพูดตอนที่ข้ามากับเขารอบที่แล้ว”

บัดนี้ทั่วทั้งโรงหมอเงียบเหงาวังเวง มีเพียงชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังก้มหน้าก้มตากวาดพื้นอยู่เงียบๆ

เมื่อเห็นคนทั้งสองเดินเข้ามา ชายหนุ่มผู้กวาดพื้นก็รีบเดินเข้ามาประสานมือคารวะ “ใต้เท้าสวี ท่านมาแล้ว...ใต้เท้าท่านนี้คือ?”

สวีต้ากล่าวอย่างภาคภูมิใจ “นี่คือน้องชายข้า หวังฉีหลิน เป็นยอดฝีมือที่นายท่านเชาจงใจขอตัวมาจากเบื้องบนเป็นพิเศษ คุณชายน้อยเรียกเขาว่านายท่านเจ็ดก็ได้”

คุณชายน้อยผู้นั้นรีบประสานมือคารวะเขาอย่างสุภาพอ่อนน้อม “ที่แท้ก็คือใต้เท้าหวัง...ใต้เท้าสวี เมื่อครู่ท่านเอ่ยถึงใต้เท้าตู้ แล้วใต้เท้าตู้จะมาเมื่อไหร่หรือขอรับ?”

สวีต้ากล่าวอย่างมั่นใจ “ใต้เท้าตู้ไม่มาแล้ว! เรื่องวุ่นวายในโรงหมอของท่านเป็นฝีมือของผีสูบปราณชั้นเลวตัวหนึ่งเท่านั้น มันกล้ารังควานแต่คนใกล้ตาย วันนี้คอยดูข้าจัดการมันก็พอ!”

คุณชายน้อยผู้นั้นตะลึงงันไปชั่วครู่ ใบหน้าของเขาแสดงความผิดหวังออกมาอย่างไม่ปิดบัง

เขาคือหลานชายคนโตของสกุลจางเจ้าของโรงหมอ นามว่าจางอวี้หนิง หวังฉีหลินจึงถือโอกาสเข้าไปสอบถามเรื่องราวที่เกิดขึ้นในโรงหมอจากเขาอีกครั้งหนึ่ง

ทว่าก็ไม่มีข้อมูลอะไรใหม่

เรื่องราวทั้งหมดนั้นเรียบง่ายอย่างยิ่ง...ก็แค่โรงหมอผีสิง ที่มีผีสูบปราณตนหนึ่งคอยมาดูดเอาปราณหยางเฮือกสุดท้ายของผู้ที่ใกล้จะสิ้นลมหายใจ อีกฝ่ายถึงกับประกาศเจตนาอย่างชัดเจน: ขอยืมลมหายใจเจ้าสักเฮือก...

แน่นอนว่า...เป็นการยืมแล้วไม่คิดจะคืน

หลังจากฟังจางอวี้หนิงเล่าจบ หวังฉีหลินก็พลันเอ่ยถามขึ้น “เมื่อคืนในโรงหมอมีคนตายหรือไม่?”

จางอวี้หนิงส่ายหน้า แล้วถามกลับด้วยความสงสัย “ใต้เท้าทั้งสอง ท่านบอกว่าผีสูบปราณตนนี้สามารถดูดได้เพียงปราณหยางเฮือกสุดท้ายของผู้ใกล้ตายเท่านั้น...เรื่องนี้มีหลักฐานอันใดหรือขอรับ?”

สวีต้ากล่าว “ก็มันพูดเองไม่ใช่รึ? ‘ลมหายใจเย็นดั่งน้ำแข็ง ในม่านตาไร้เงา กลางวันเห็นดาว กอดสุริยันก็ไม่รู้สึกอุ่น เหตุนี้คืออันใด?’...เจ้าเข้าใจความหมายของคำพูดนี้ใช่หรือไม่?”

จางอวี้หนิงพยักหน้าช้าๆ “ลมหายใจที่ผ่อนออกมาเย็นเฉียบ...มองไม่เห็นเงาสะท้อนของตัวเองในดวงตาของผู้อื่น...กลางวันแสกๆ กลับมองเห็นดวงดาว...แม้จะกอดเตาไฟก็ยังไม่รู้สึกอุ่น...นี่คือลางบอกเหตุว่าคนผู้นั้นใกล้จะตายแล้ว”

สวีต้าตบขาตัวเองดังฉาด “ถูกเผง! มันกำลังถามคนไข้กลับว่า ‘พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าตัวเองกำลังจะตาย?’ ดังนั้นข้าถึงบอกว่าการรับมือกับผีสูบปราณตนนี้ง่ายมาก ในเมื่อมันทำได้แค่เกาะแกะคนใกล้ตาย โรงหมอของพวกเจ้าก็แค่ไม่ต้องให้ผู้ป่วยอาการหนักพักค้างคืนก็สิ้นเรื่อง พอไม่มีปราณหยางให้ดูด นานวันเข้ามันก็จะจากไปเอง”

หวังฉีหลินส่ายหน้าคัดค้าน “ข้าว่าไม่เหมาะขอรับ ผีสูบปราณเลือกดูดปราณหยางของผู้ใกล้ตาย อาจเป็นเพราะลมหายใจลักษณะนี้ดูดกลืนได้ง่าย แต่การจะดูดปราณหยางของคนปกติอาจทำได้ยากกว่า หากไม่มีผู้ใกล้ตายให้มันเลือก มันอาจจะพยายามหาวิธีดูดปราณหยางของคนปกติแทนก็เป็นได้ เช่นนั้นจะไม่ยิ่งเลวร้ายกว่าหรือ?”

“เจ้าคิดว่าปราณหยางของคนปกติจะดูดง่ายปานนั้นรึ?” สวีต้าหัวเราะเยาะ “หากผีสูบปราณสามารถดูดปราณหยางของคนปกติได้จริง แสดงว่ามันบำเพ็ญเพียรจนแก่กล้าแล้ว พวกเราสองคนคงรับมือมันไม่ไหวเป็นแน่...เอาล่ะ ไปกินข้าวก่อน ข้าหิวแล้ว”

หลังจากกินอาหารเช้าเสร็จ หวังฉีหลินก็ถือดาบคาดเอวเดินตรวจตราไปทั่วทุกซอกทุกมุมของโรงหมอ

แต่ก็ไม่พบสิ่งใดผิดปกติ

ตลอดทั้งวันเขาเดินตรวจตราไปสิบกว่ารอบ จนคุ้นเคยกับคนงานในโรงหมอเป็นอย่างดี แต่ก็ยังไม่พบร่องรอยของผีสูบปราณแม้แต่น้อย

ที่เขาอุตส่าห์เดินตรวจตราหลายรอบขนาดนี้ ก็เพื่อทำความคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมให้มากที่สุด เผื่อว่าตอนกลางคืนหากสู้กับผีไม่ได้ อย่างน้อยก็จะได้วิ่งหนีได้คล่องแคล่วขึ้น

เขาจำเป็นต้องวางแผนหนีไว้ล่วงหน้า...เพราะคนของโรงหมอหนีไปก่อนแล้ว โดยอ้างว่าเพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนการทำงานของพวกเขาในตอนกลางคืน

แต่อย่างน้อยพวกเขาก็ยังมีความเมตตา ทิ้งอาหารเย็นไว้ให้...และโชคดีเหลือเกินที่อาหารเย็นมื้อนี้อร่อยมาก

โดยเฉพาะปลาแห้วตุ๋น ที่สวีต้ารู้สึกว่ามันอร่อยเป็นพิเศษ: (* ̄︶ ̄)

เมื่อกินอาหารเย็นเสร็จ ตะวันก็ลับขอบฟ้า ความมืดแห่งรัตติกาลเริ่มคืบคลานเข้ามา บนท้องฟ้า ดวงจันทร์ซีดเซียวผลุบๆ โผล่ๆ อยู่หลังม่านเมฆ

คืนนี้อากาศไม่ค่อยดีนัก มีเมฆดำทะมึนลอยเคลื่อนผ่านไปมาบนท้องฟ้าอยู่ตลอดเวลา

ดังนั้นดวงจันทร์ที่เเต่เดิมสลัวอยู่แล้วจึงถูกบดบังบ้าง โผล่ออกมาบ้าง สร้างความรู้สึกไม่สบายใจอย่างน่าประหลาด

ต้นฤดูใบไม้ผลิมักมีลมแรง กิ่งก้านของต้นไม้ที่ไร้ใบถูกลมพัดเสียดสีกันจนเกิดเสียง ‘ซ่า...ซ่า...’

ตอนกลางวันไม่รู้สึกอะไร แต่พอตกกลางคืน เสียงนี้กลับดังชัดเจนจนน่าขนลุก

ในลานกว้างของโรงหมอมีโคมไฟแขวนอยู่เป็นทิวแถว

ภายใต้ลมราตรี โคมไฟสีแดงเลือดนกแกว่งไกวไปมาอย่างเชื่องช้า เปลวเทียนที่อยู่ข้างในถูกลมพัดจนสั่นไหวไม่หยุดนิ่ง ทำให้แสงไฟวูบวาบไปมา ยิ่งขับเน้นบรรยากาศอันน่าสะพรึงกลัวให้กับลานกว้างแห่งนี้

สวีต้ามองไปที่โคมไฟแล้วขมวดคิ้ว “แสงสว่างแค่นี้...สู้ไม่มีเสียยังดีกว่า เจ้าจะจุดมันไว้ทำไม?”

หวังฉีหลินเอ่ยถาม “ไม่ใช่ท่านพี่เป็นคนจุดหรอกหรือ?”

สิ้นเสียงของเขา ทั้งสองคนก็พร้อมใจกันกุมด้ามดาบคาดเอวแล้วลุกพรวดขึ้นยืน

ลมหนาวพัดกรูเกรียวเข้ามาในลานกว้าง...ราวกับลมหายใจจากยมโลก

สวีต้าแม้จะดูขี้เล่น แต่กลับใจกล้ายิ่งนัก เขากวาดสายตามองไปรอบๆ อย่างเชื่องช้าแล้วเอ่ยขึ้น “เกรงว่าเจ้าผีสูบปราณจะมาแล้ว...จำไว้ให้ดี ผีกลัวปราณหยาง และกลัวคนชั่ว ยิ่งเจ้าใจสู้ไม่หวั่นเกรงเท่าไหร่ มันก็ยิ่งทำอะไรเจ้าไม่ได้! แต่ถ้าเจ้าเกิดกลัวมันขึ้นมาล่ะก็...หึๆ!”

หวังฉีหลินยิ้มบางๆ “ข้าไม่กลัวหรอกขอรับ ผีสูบปราณมีอะไรน่ากลัวกัน?”

ผีสูบปราณนั้นไม่นับว่าเป็นผีร้าย ตามที่บันทึกไว้ใน ‘ตำนานเรื่องประหลาด’ ผีชนิดนี้มักเกิดจากคนที่ตอนมีชีวิตอยู่ไม่เคยดูแลพ่อแม่ลูกเมีย ไม่ทำหน้าที่ของตน เอาแต่เสพสุขสำราญไปวันๆ เมื่อตายไปจึงกลายเป็นผีที่ไร้ซึ่งความแค้นใดๆ

ผีสูบปราณส่วนใหญ่ดำรงอยู่ได้ด้วยการกินอากาศเป็นอาหาร และมีความไวต่อกลิ่นเป็นเลิศ สามารถแยกแยะรสชาติต่างๆ ที่ล่องลอยอยู่ในฟ้าดินได้อย่างแม่นยำ ในยมโลก พญายมมักจะให้พวกมันทำหน้าที่เฝ้าด่าน เพื่อตรวจสอบกลิ่นของวิญญาณต่างๆ ที่ปะปนอยู่ในหมู่คน หากมีวิญญาณตนใดทำชั่ว พญายมก็จะส่งผีสูบปราณไปตามกลิ่นเพื่อตามจับพวกมันมาลงทัณฑ์ ผีสูบปราณประเภทนี้ไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ บางครั้งอาจถูกผู้มีวิชาอาคมใช้ให้ไปตามหาของก็มี ดังนั้นจึงไม่ต้องใส่ใจ

ทว่า...ยังมีผีสูบปราณอีกประเภทหนึ่งที่แตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง พวกมันจะกิน ‘ลมหายใจ’ ของคนเป็นอาหาร นี่คือสัญญาณว่าพวกมันได้เริ่มเข้าสู่เส้นทางการบำเพ็ญเพียรแล้ว

กระบวนการบำเพ็ญเพียรของพวกมันจะเริ่มต้นจากการดูดปราณหยางเฮือกสุดท้ายของผู้ใกล้ตาย เพื่อค่อยๆ สั่งสมตบะบารมี เมื่อแก่กล้าขึ้นก็จะเริ่มดูดปราณหยางของคนปกติ ซึ่งในตอนนั้นก็จะรับมือได้ยากยิ่งขึ้น

สวีต้าเห็นสีหน้าของหวังฉีหลินยังคงสงบนิ่งเป็นปกติก็พยักหน้าอย่างพึงพอใจ แล้วโยนลูกกลมๆ เล็กๆ ที่สานจากหญ้าแห้งให้เขา “เอาไปอมไว้”

หวังฉีหลินรับลูกกลมๆ นั้นมาแล้วถาม “นี่คืออะไรหรือขอรับ?”

สวีต้าตอบ “ลูกปัดปิงไถ เคยได้ยินหรือไม่?”

“เคยได้ยินขอรับ” หวังฉีหลินอุทานในใจ ที่แท้ก็คือสิ่งนี้นี่เอง

‘ปิงไถ’ เป็นพืชชนิดหนึ่ง มันมีอีกชื่อหนึ่งว่า ‘หญ้าอ้าย’ หรือที่คนทั่วไปรู้จักในนาม ‘โกฐจุฬาลัมพา’ ดังนั้นลูกปัดเล็กๆ นี้จึงทำมาจากหญ้าอ้ายนั่นเอง

แต่หญ้าอ้ายที่ใช้ทำนั้นหาใช่ของธรรมดา มันต้องเป็นต้นที่เติบโตขึ้นบนหลุมศพเก่าแก่เท่านั้น

หญ้าอ้ายเช่นนี้ ตั้งแต่แตกหน่อจนเติบโตเต็มที่ล้วนดูดซับไอเย็นจากผืนดินมาอย่างเต็มเปี่ยม ทำให้มันไวต่อไอเย็นรอบข้างเป็นพิเศษ เมื่อสัมผัสกับไอเย็น มันจะเย็นยะเยือกขึ้นมาทันที ยิ่งไอเย็นหนาแน่นเท่าไหร่ก็ยิ่งเย็นมากเท่านั้น ราวกับอมก้อนน้ำแข็งเล็กๆ ไว้ในปาก ด้วยเหตุนี้มันจึงถูกขนานนามว่า ‘ปิงไถ’ แทนที่จะเป็นชื่อหญ้าอ้ายธรรมดา

นอกจากนี้ ปากของคนเราก็ไวต่อความร้อนความเย็นเช่นกัน เมื่ออมลูกปัดปิงไถไว้ในปาก เพียงแค่มีไอเย็นชั่วร้ายเข้ามาใกล้ ก็จะรู้สึกได้ในทันที

ยิ่งไปกว่านั้น หญ้าอ้ายยังถูกจัดอยู่ในกลุ่ม ‘ห้ามงคล’ ร่วมกับว่านน้ำ, ดอกทับทิม, กระเทียม และดอกซานตาน โดยเชื่อกันว่ามีสรรพคุณปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายและขับไล่ภยันตราย การอมลูกปัดปิงไถไว้ในปากจึงสามารถป้องกันไอเย็นชั่วร้ายเข้าสู่ร่างกายได้อีกด้วย นับว่าเป็นการใช้ประโยชน์จากหญ้าชนิดเดียวได้ถึงสองต่อ

ลูกปัดปิงไถไม่ใช่ของวิเศษหายากอะไร แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาทั่วไปจะหามาได้ง่ายๆ เมื่อเห็นสวีต้ายื่นลูกปัดปิงไถให้เขาอย่างไม่ใส่ใจเช่นนี้ หวังฉีหลินก็อดคาดเดาไม่ได้ว่าสหายผู้นี้อาจจะมีฝีมือหรือมีเบื้องหลังที่ไม่ธรรมดา

และเขาก็เอนเอียงไปทางข้อสันนิษฐานหลังมากกว่า...สวีต้าผู้นี้...น่าจะมีเบื้องหลังที่น่าสนใจ

จบบทที่ บทที่ 4: ผีสูบปราณ

คัดลอกลิงก์แล้ว