- หน้าแรก
- เจ้าปีศาจจะหนีไปไหน
- บทที่ 2: เตาหลอมโชคชะตา
บทที่ 2: เตาหลอมโชคชะตา
บทที่ 2: เตาหลอมโชคชะตา
บทที่ 2: เตาหลอมโชคชะตา
สถานที่ที่หวังฉีหลินและสวีต้าอยู่นี้คือ ‘ห้องเก็บสำนวน’ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคลังเก็บเอกสารราชการ สถานที่แห่งนี้ถูกใช้โดยสำนักสดับฟ้าเพื่อรวบรวมสำนวนคดีต่างๆ
คลังเก็บเอกสารประเภทนี้ถูกสร้างขึ้นให้มีความเป็นส่วนตัวสูง ประตูและหน้าต่างทุกบานล้วนแข็งแรงทนทาน ภายในมีสลักไม้เนื้อแข็งติดตั้งไว้ ซึ่งเมื่อลงกลอนแล้วจะสามารถเปิดได้จากด้านในห้องเท่านั้น
หวังฉีหลินจำได้แม่นว่าตอนที่เขาปิดหน้าต่างก่อนหน้านี้ เขาได้ลงสลักไว้อย่างแน่นหนา...แล้วหน้าต่างบานนี้เปิดออกเองได้อย่างไร?
เขาเดินไปปิดหน้าต่างอีกครั้ง คราวนี้ตั้งใจดันสลักลงกลอนให้หนักแน่นกว่าเดิม จากนั้นจึงแสร้งทำเป็นเอ่ยถามอย่างไม่ใส่ใจนัก “ในสำนักสดับฟ้าของเรา...จะมีภูตผีปีศาจหรือไม่ขอรับ?”
“มีผีรึ? มีแน่นอน!” สวีต้ายิ้มกว้างขึ้นมาทันใด ใบหน้าดำคล้ำของเขากระตุกเล็กน้อย ทำให้รอยยิ้มนั้นแลดูน่าขนลุกขึ้นมาถนัดตา
“ก็ผีตัวใหญ่เท่าข้าคนนี้อย่างไรเล่า เจ้ามองไม่เห็นรึ?”
หัวใจของหวังฉีหลินกระตุกวูบ ร้องออกมาเสียงหลง “อย่าล้อเล่นน่า!”
สวีต้าสวนกลับ “ล้อเล่นอะไรกัน? ข้าเป็นผีจนจริงๆ บนเนื้อบนตัวไม่มีแม้แต่จูทองแดงเดียว!”
หวังฉีหลินถึงกับพูดไม่ออก
สวีต้าเป็นคนประเภทที่ไม่เก็บเรื่องซับซ้อนไว้ในหัว เขาจึงไม่ได้เอะใจกับเรื่องหน้าต่างแม้แต่น้อย อีกทั้งยังเป็นคนช่างพูดช่างคุย หลังจากนั้นเขาก็ดึงเก้าอี้ราชครูตัวหนึ่งมานั่งลง แล้วเริ่มเล่าคดีอื่นๆ ที่สำนักสดับฟ้าเคยรับผิดชอบให้หวังฉีหลินฟังอย่างออกรส
คดีที่สำนักสดับฟ้าเคยทำล้วนแล้วแต่เกี่ยวข้องกับภูตผีปีศาจและสิ่งลี้ลับ เนื้อหาแต่ละคดีล้วนพิสดารพันลึก แต่ด้วยทักษะการเล่าเรื่องอันยอดเยี่ยมของสวีต้า ก็ทำให้คดีที่แห้งแล้งกลับมีชีวิตชีวาขึ้นมาได้อย่างน่าอัศจรรย์
หวังฉีหลินอดถอนหายใจอย่างชื่นชมไม่ได้ ต่อให้เจ้าหมอนี่ไม่ได้กินเบี้ยหวัดในตำแหน่งลี่ซื่อของสำนักสดับฟ้าก็คงไม่อดตาย แค่ไปเป็นนักเล่านิทานตามโรงน้ำชาก็หาเลี้ยงชีพได้สบาย ฝีปากด้านนี้จัดว่าอยู่ในระดับปรมาจารย์เลยทีเดียว
เวลาล่วงเลยยามซื่อ (9.00 - 11.00 น.) จวนจะเข้าสู่ยามอู่ (11.00 - 13.00 น.) ท้องของทั้งสองคนก็เริ่มส่งเสียงร้องโครกครากประท้วง
สวีต้าตบโต๊ะดังปังแล้วลุกขึ้นยืนเต็มความสูง “ไปกันเถอะ! วันนี้เจ้าเจ็ดเพิ่งเข้ารับตำแหน่งวันแรก ข้าคนนี้จะเลี้ยงข้าวเจ้าเองที่ร้านอาหาร ว่าแต่...เจ้าพกเงินมาเท่าไหร่?”
“ข้าพกมา...เดี๋ยวนะขอรับ” หวังฉีหลินถึงกับตะลึงงัน “ท่านพี่จะเลี้ยงข้าวข้า แต่กลับมาถามว่าข้าพกเงินมาเท่าไหร่?”
สวีต้าตอบกลับอย่างหน้าไม่อาย “ก็ข้าเป็นผีจน ไม่มีเงิน”
หวังฉีหลินร้องลั่น “ท่านพี่ไม่มีเงินแล้วจะเลี้ยงข้าวข้าได้อย่างไร? แล้วเงินเดือนของท่านพี่เล่า? ตั้งยี่สิบจูเงินเชียวนะ!”
ราชวงศ์ฮั่นใหม่ยังคงใช้ระบบเงินตราตามอย่างราชวงศ์ฮั่นโบราณ โดยใช้ ‘จู’ เป็นหน่วยเงิน ซึ่งแบ่งออกเป็นจูทอง จูเงิน และจูทองแดง หนึ่งจูเงินมีค่าเท่ากับหนึ่งร้อยจูทองแดง ในยุคสมัยนี้ ข้าวสารคุณภาพดีหนึ่งชั่งมีราคาเพียงห้าจูทองแดงเท่านั้น เงินเดือนยี่สิบจูเงินจึงเพียงพอให้ครอบครัวที่มีสมาชิกสิบคนอยู่อย่างสุขสบายได้ตลอดทั้งเดือน (ที่ต้องเทียบกับครอบครัวสิบคน ก็เพราะที่บ้านของหวังฉีหลินมีสิบชีวิตพอดี)
สวีต้ายื่นแขนที่กำยำล่ำสันราวกับท่อนซุงออกมาโอบไหล่เขา พลางขยิบตาให้หนึ่งที “เงินของข้าคนนี้...เอาไปทำการกุศลหมดแล้ว ในเมืองมีหญิงสาวรันทดมากมายที่ไร้พ่อแม่ขาดที่พึ่งพิง พวกนางช่างน่าสงสารยิ่งนัก เงินของข้าจึงเอาไปช่วยเหลือพวกนางจนหมดสิ้น”
หวังฉีหลินกล่าวด้วยความนับถืออย่างสุดซึ้ง “ช่วยหนึ่งชีวิต ประเสริฐกว่าสร้างเจดีย์เจ็ดชั้น ท่านพี่สวีลี่ซื่อช่างเป็นผู้มีเมตตาและกำลังสร้างบุญกุศลอันยิ่งใหญ่”
สวีต้ายืดแผงอกที่ใหญ่พอจะทำให้เหล่าพี่นางในหอคณิกาต้องอับอายขายหน้า พลางกล่าวอย่างภาคภูมิใจว่า “แน่นอนอยู่แล้ว! ดังนั้น...”
“เช่นนั้นเงินของข้าก็แตะต้องไม่ได้เช่นกัน” หวังฉีหลินยิ้มกว้าง “ในวันข้างหน้า ข้าก็อยากจะสร้างบุญกุศลเยี่ยงท่านพี่บ้าง”
เมื่อได้ยินดังนั้น สวีต้าก็ทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้อย่างหมดอาลัยตายอยาก
ดูท่าแล้วคงต้องรอให้เสี่ยวอินตู้เชากลับมา แล้วค่อยหาวิธีจัดการเรื่องอาหารกลางวัน
ผลปรากฏว่าจนล่วงเข้ายามเที่ยง ตู้เชาก็ยังไม่กลับมา ทั้งสองคนหิวจนตาลายทนไม่ไหว สุดท้ายจึงจำใจต้องไปกินบะหมี่ข้าวฟ่างที่ร้านน้ำชาริมทางในตำบลคนละชาม
และแน่นอนว่าหวังฉีหลินเป็นคนจ่าย
ตู้เชากลับมาถึงที่ทำการอีกครั้งในยามเซิน (15.00 - 17.00 น.) เขาเป็นชายวัยกลางคนรูปร่างผอมแห้ง คิ้วเข้มดุจกระบี่ สันจมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากเม้มแน่นเป็นเส้นตรงอยู่เสมอ ทำให้ใบหน้าโดยรวมดูเย็นชาและน่าเกรงขามอยู่หลายส่วน
เมื่อเช้าตอนที่หวังฉีหลินมารายงานตัว เขากำลังมีเรื่องด่วนต้องรีบไปจัดการพอดี ทั้งสองจึงได้พบกันเพียงชั่วครู่แล้วก็ต้องแยกย้ายกันไป
เมื่อเห็นตู้เชาเดินเข้ามาในที่ทำการ หวังฉีหลินจึงรีบเดินเข้าไปประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม “ผู้น้อยโหยวซิง หวังฉีหลิน ขอคารวะใต้เท้าตู้เสี่ยวอิน”
สวีต้าตะโกนเสียงแหบพร่ามาจากด้านหลัง “เรียกอะไรใต้เท้าตู้เสี่ยวอิน? ฟังดูห่างเหินยิ่งนัก! ต้องเรียกนายท่านเชา! นายท่านเชา!”
ทว่าหวังฉีหลินไม่ได้สนใจคำพูดของสวีต้าอีกต่อไป ในขณะนี้...ทั้งร่างของเขากำลังตกอยู่ในความตื่นตระหนกสุดขีด!
ในชั่วขณะที่เขาเดินเข้าไปใกล้ตู้เชา ภาพเบื้องหน้าก็พลันเปลี่ยนแปลงไป! เขาเห็นลำควันสีแดงฉานขนาดเท่าแขนเด็กปรากฏขึ้นบนชุดผ้าไหมสีดำขลับของอีกฝ่าย ลำควันสีแดงนั้นม้วนตัวบิดเกลียวไปมาบนอาภรณ์ราวกับอสรพิษสีชาดตัวน้อยที่กำลังเลื้อยวน
จากนั้น ‘เตาหลอมโชคชะตา’ ที่เคยปรากฏแต่ในความฝัน ก็พลันปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่า! เตาหลอมยาสีดำทมิฬขนาดเท่าศีรษะคนหมุนคว้างอยู่ตรงหน้าเขา แต่ครั้งนี้มันไม่ได้ดูดดึงดวงวิญญาณของเขาเข้าไป ทว่ากลับดูดกลืนเอาลำควันสีแดงนั้นเข้าไปแทน...แล้วก็อันตรธานหายวับไปในพริบตา!
นี่มันเรื่องอะไรกัน?
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาประสบกับเหตุการณ์เช่นนี้ ทั้งร่างของเขาถึงกับแข็งทื่อ งงงันไปหมดสิ้น
โชคดีที่ตู้เชาไม่ได้สังเกตเห็นความผิดปกติของเขา แต่กลับหันไปตวาดถามสวีต้าก่อน “เจ้ากลับมาได้อย่างไร? ข้าไม่ได้สั่งให้เจ้าอยู่ที่โรงหมอของท่านหมอจางตลอดทั้งวันรึ?”
สวีต้าอ้ำๆ อึ้งๆ ตอบว่า “ข้า...ข้าได้ยินว่าที่ทำการของเรามีพี่น้องคนใหม่มา ก็เลยรีบอยากจะมาทำความรู้จักผูกมิตร...”
เขาเห็นแววตาของตู้เชาเริ่มแข็งกร้าวขึ้น จึงรีบวิ่งไปยกเก้าอี้มาประจบประแจง “นายท่านเชา ท่านพักก่อนเถิด ข้าเห็นท่านดูเหน็ดเหนื่อยยิ่งนัก”
ตู้เชากล่าวเสียงเข้ม “วันนี้ใต้เท้าสือต้าอินนำพวกเราเหล่าเสี่ยวอินไปกำจัดมารอาฆาตตนหนึ่ง ไม่ได้เจอของสกปรกที่ดุร้ายถึงเพียงนี้มานานแล้ว พวกเราทุกคนต่างก็เหนื่อยล้ากันมาก”
สวีต้าเอ่ยถามทันที “เช่นนั้นมารอาฆาตตนนั้นต้องถูกนายท่านเชาของข้าสังหารสิ้นฤทธิ์ไปแล้วใช่หรือไม่ขอรับ?”
บนใบหน้าอันเย็นชาของตู้เชาปรากฏรอยยิ้มที่หาได้ยากยิ่ง “เป็นแค่โชคช่วยเท่านั้น”
เมื่อได้ยินบทสนทนานั้น หวังฉีหลินก็หันไปถามสวีต้าด้วยความชื่นชม “ท่านพี่สวีลี่ซื่อ ท่านเคยร่ำเรียนวิชาทำนายดอกเหมย หรือวิชาคำนวณสี่เสาแปดอักษรมาหรือขอรับ? ทำนายได้แม่นยำราวกับตาเห็น”
สวีต้าตอบหน้าตาเฉย “เปล่า ข้าแค่ประจบสอพลอเก่งเท่านั้น”
หวังฉีหลินถึงกับหมดคำจะพูด
ตู้เชาหันมาถามเขา “เจ้าเจ็ด วันนี้ข้าให้เจ้าอ่านสำนวนคดี เจ้าอ่านไปถึงไหนแล้ว?”
หวังฉีหลินตอบกลับอย่างฉะฉาน “คดีของปีที่แล้วกับปีนี้ ข้าน้อยทำความเข้าใจไปได้เจ็ดแปดส่วนแล้วขอรับ”
ตู้เชาพยักหน้าอย่างพึงพอใจ “อ่านได้รวดเร็วนัก”
หวังฉีหลินรีบประสานมือคารวะสวีต้า “ทั้งหมดนี้ต้องขอบคุณท่านพี่สวีลี่ซื่อที่กรุณาช่วยชี้แนะขอรับ”
สวีต้าตบหน้าอกดังป้าบ “พวกเราเป็นพี่น้องกัน ไม่ต้องเกรงใจ! คืนนี้เจ้าเลี้ยงข้าวข้าสักมื้อก็พอแล้ว”
หวังฉีหลินแสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน
ตู้เชาหันมาถามเขาอีกครั้ง “ตอนที่เจ้าเข้ารับการทดสอบประจำปีของสำนักสดับฟ้า ข้าได้ยินเจ้าบอกว่าเคยฝึกปรือวิชาฝีมือมาก่อน...แล้วเจ้าฝึกวิชาอะไร?”
หวังฉีหลินลังเลไปชั่วครู่ ไม่ได้ตอบในทันที
แต่ตู้เชากลับไหวตัวทันควัน สีหน้าของเขาพลันเคร่งขรึมลงทันที “หรือว่าเจ้ากล้าโกหกในการทดสอบ?”
หวังฉีหลินรีบประสานมือคารวะอีกครั้ง “ผู้น้อยมิกล้า! เพียงแต่วิชาฝีมือของผู้น้อยนั้นช่างหยาบด้อยยิ่งนัก เกรงว่าหากเอ่ยออกไปจะทำให้นายท่านเชาดูแคลนเอาได้”
“พูดมา!”
“ผู้น้อย...ผู้น้อยเคยฝึก ‘กายบริหารวิทยุชุดที่เก้า’ กับ ‘มวยทหาร’ ขอรับ”
วิชาทั้งหมดนี้เขาล้วนเรียนรู้มาจากโลกในความฝัน ไม่ได้มีอานุภาพร้ายกาจอะไรนัก
ทว่าในโลกแห่งความเป็นจริง เคล็ดวิชาชั้นสูงล้วนถูกตระกูลใหญ่และสำนักต่างๆ ครอบครองไว้เป็นความลับสุดยอด ชาวบ้านธรรมดาเช่นเขาจะไปเสาะหามาได้อย่างไร? ดังนั้นถึงแม้เพลงมวยสองชุดนี้จะมีอานุภาพไม่มากนัก เขาก็ยังคงฝึกฝนอย่างขยันขันแข็งไม่เคยขาด
“มวยทหาร?” ตู้เชากลับเป็นฝ่ายประหลาดใจ “นี่คือเพลงมวยที่ใช้ฝึกฝนในกองทัพหลวงรึ? เจ้ารำให้ข้าดูสักชุดสิ”
“ขอรับ!” หวังฉีหลินประสานมือรับคำสั่ง จากนั้นถอยหลังไปสองก้าวแล้วตะโกนก้อง “เตรียมต่อสู้!”
สวีต้าเห็นดังนั้นก็รีบถอยห่างออกไปหลายก้าว เขากลัวว่าจะโดนลูกหลงจากเพลงมวยของกองทัพจนได้รับบาดเจ็บ
“กงปู้ชงฉวน!” (ท่าย่างเกาทัณฑ์ต่อยตรง!)
“ชวนโหวถานที!” (ท่าเตะเสยคาง!)
“หม่าปู้เหิงต่า!” (ท่ายืนม้าตีขวาง!)
“เน่ยโป...” (ท่าปัดใน...)
เมื่อเห็นเขาออกหมัดเตะขาได้เพียงไม่กี่ท่า สวีต้าก็หลุดยิ้มกว้างออกมา ขณะที่ตู้เชาตวาดเสียงกร้าว “หยุดได้แล้ว! มีแต่ท่วงท่าสวยงาม แต่ไร้ประโยชน์สิ้นดี!”
เขาลุกขึ้นยืนแล้วหยิบตำราเล่มเล็กๆ ออกมาจากอกเสื้อ ก่อนจะโยนให้หวังฉีหลิน “นี่คือ ‘ดาบแปดทิศคืนวิญญาณ’ ซึ่งเป็นวิชาที่สืบทอดกันมาอย่างลับๆ ในสำนักสดับฟ้าของเรา เจ้าเอาไปฝึกฝนเสีย หากฝึกวิชาดาบนี้ได้สำเร็จ ก็เพียงพอให้เจ้าใช้ป้องกันตัวในตำบลเล็กๆ แห่งนี้ได้แล้ว ส่วนเพลงมวยทหารอะไรของเจ้านั่น...เลิกฝึกไปได้เลย!”
สวีต้าช่างเป็นคนขี้เล่นกวนประสาทโดยแท้ เจ้าหมอนั่นแสร้งทำเป็นยืนตัวตรงในท่าเตรียมพร้อม แล้วตะโกนเลียนแบบหวังฉีหลินเสียงดังฟังชัด “เตรียมต่อสู้!”
“เจ้าเตรียมรายงานเรื่องที่โรงหมอสกุลจาง!” ตู้เชาตวาดกลับเสียงดังลั่น
สวีต้าที่เมื่อครู่ยังลำพองใจ ก็พลันห่อเหี่ยวลงในทันที