- หน้าแรก
- เจ้าปีศาจจะหนีไปไหน
- บทที่ 1: สำนักสดับฟ้า
บทที่ 1: สำนักสดับฟ้า
บทที่ 1: สำนักสดับฟ้า
บทที่ 1: สำนักสดับฟ้า
ปีเกิงอู่ เดือนสามตามปฏิทินจันทรคติ วันที่สิบสอง
ตรงกับเทศกาลเช็งเม้ง
ฤกษ์ยามในวันนี้เหมาะแก่การเซ่นไหว้บรรพบุรุษ ล่าสัตว์ และปัดรังควาน นอกเหนือจากนี้ล้วนเป็นข้อห้าม โดยเฉพาะการแต่งงานและประกอบพิธีฝังศพ
หวังฉีหลินนั่งตัวตรงแน่ว ณ ที่ทำการของสำนักสดับฟ้า สาขาตำบลฝูหลง อำเภอจี๋เสียง สายตาของเขาทอดมองปฏิทินเก่าคร่ำคร่าเบื้องหน้า พลางครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะจรดปลายพู่กันลงบนแผ่นกระดาษ เติมอักษรสองคำต่อท้ายคำว่า ‘ปัดรังควาน’
‘เข้ารับราชการ’
ชะตาข้า ข้าย่อมเป็นผู้ลิขิต มิใช่ปฏิทิน!
วันนี้คือวันแรกที่เขาเข้ารับตำแหน่งในสำนักสดับฟ้าอย่างเป็นทางการ การเข้ารับตำแหน่งครั้งนี้เดิมพันด้วยความเป็นความตายของเขา ดังนั้นจึงมิอาจเกิดข้อผิดพลาดใดๆ ได้แม้เพียงน้อยนิด
ขณะนั้นเอง แมวลายเสือตัวหนึ่งก็เดินนวยนาดผ่านหน้าโต๊ะทำงานของเขา ดวงตาสีอำพันขุ่นมัวของมันเหลือบมองมา คล้ายจะหยั่งลึกไปถึงความคิดที่ซุกซ่อนอยู่ในใจ
อันที่จริง หวังฉีหลินแฝงตัวเข้ามาในสำนักสดับฟ้าด้วยจุดประสงค์บางอย่าง
นับแต่จำความได้ ทุกครั้งที่หลับใหล เขามักจะฝันเห็นเตาหลอมสีดำสนิทลูกหนึ่งเสมอ
เตาหลอมนั้นมีนามว่า ‘เตาหลอมโชคชะตา’ มันมีอานุภาพในการดูดดึงวิญญาณของเขาให้เดินทางไปยังดินแดนอันแปลกประหลาดที่เรียกว่า ‘โลก’
ณ ที่แห่งนั้น วิญญาณของเขาจะเข้าไปสิงสู่ในร่างของชายผู้หนึ่ง ทำให้เขามองเห็นและได้ยินทุกสิ่งที่ชายผู้นั้นประสบพบเจอ ทว่าเขากลับไม่สามารถควบคุมร่างกายหรือความคิดของคนผู้นั้นได้เลย ทำได้เพียงเป็นผู้สังเกตการณ์ผ่านประสาทสัมผัสของอีกฝ่ายเท่านั้น
เรื่องราวพิสดารนี้สร้างความหวาดหวั่นให้เขามาตั้งแต่เล็กจนโต
เขาเคยได้ยินผู้เฒ่าผู้แก่เล่าว่า ดวงจิตของเด็กเล็กนั้นไม่มั่นคง อาจถูกภูตผีปีศาจฉุดคร่าไปยังปรโลกได้โดยง่าย ในวัยเยาว์เขาจึงสันนิษฐานว่า ‘โลก’ ที่เขาไปเยือนนั้นคงเป็นดินแดนยมโลกเป็นแน่
เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกผู้คนมองว่าเป็นตัวประหลาดหรือปีศาจร้ายแล้วนำไปกำจัดทิ้ง เขาจึงไม่เคยปริปากเล่าประสบการณ์นี้ให้ผู้ใดฟัง ได้แต่แบกรับความกดดันทั้งหมดไว้เพียงลำพัง เรื่องนี้หล่อหลอมให้เขากลายเป็นเด็กที่ดูแก่กว่าวัยและรักสันโดษ ไม่เป็นที่ชื่นชอบของผู้คนนัก
กระทั่งต่อมา เขาได้พบกับฟางเส้นสุดท้ายที่จะช่วยฉุดชีวิตของเขาได้...นั่นคือ ‘สำนักสดับฟ้า’
สำนักสดับฟ้าคือหน่วยงานพิเศษที่จัดตั้งขึ้นโดยราชสำนัก มีหน้าที่ปราบปรามภูตผีปีศาจ ขับไล่สิ่งอัปมงคล และพิทักษ์คุ้มครองเหล่าราษฎร ขอบข่ายอำนาจของสำนักแผ่ขยายไปทั่วทั้งเก้าแคว้น เชี่ยวชาญการรับมือกับเรื่องราวลี้ลับเหนือธรรมชาติทั้งปวงในใต้หล้า...และเรื่องที่เขากำลังเผชิญอยู่ จะไม่เรียกว่าเรื่องลี้ลับได้อย่างไร?
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงมุ่งมั่นที่จะเข้าร่วมกับสำนักแห่งนี้มาโดยตลอด และในที่สุด หลังจากพากเพียรพยายามมานานหลายปี ความปรารถนาของเขาก็สัมฤทธิ์ผล
ขณะที่หวังฉีหลินกำลังจมอยู่ในภวังค์แห่งความหลัง พลันมีลมเย็นยะเยือกสายหนึ่งพัดโชยเข้ามา
ความหนาวเย็นในช่วงปลายวสันตฤดูช่างเสียดแทงเข้ากระดูกดำ
อาจเป็นเพราะดวงจิตของเขาต้องเดินทางไปยัง ‘โลก’ บ่อยครั้ง และบางคราก็ได้เห็นภาพอันไม่น่าอภิรมย์ผ่านร่างของชายหนุ่มผู้นั้น ส่งผลให้ร่างกายของเขาพลอยอ่อนแอลงไปด้วย เมื่อถูกลมเย็นปะทะกายจึงอดไม่ได้ที่จะสั่นสะท้านขึ้นมา
ยิ่งไปกว่านั้น ทุกครั้งที่นึกถึงภาพเหล่านั้น แม้ในใจอยากจะตวาดก้องว่า ‘ไร้ยางอายสิ้นดี!’ แต่จิตใต้สำนึกส่วนลึกกลับคอยห้ามปรามไว้...ก็เพราะหน้าอกของเหล่าพี่สาวช่างใหญ่โตอวบอิ่มเสียเหลือเกิน
หวังฉีหลินสะบัดศีรษะแรงๆ เพื่อขับไล่ความคิดฟุ้งซ่านออกไป ก่อนจะกวาดสายตามองไปรอบๆ สถานที่ทำงานแห่งใหม่ของตน
ห้องทำงานของสถานีสำนักสดับฟ้าแห่งนี้ก่อขึ้นจากกำแพงดิน มีหน้าต่างกระดาษขึงไว้หลายบาน บานหนึ่งทางทิศใต้ยังคงเปิดแง้มอยู่ ลมหนาวจึงหอบเอาละอองฝนเข้ามาหวีดหวิวอยู่ภายในห้อง ทำให้ร่างของหวังฉีหลินสั่นสะท้านขึ้นมาอีกครา
เมื่อเห็นดังนั้น เขาจึงลุกขึ้นไปปิดหน้าต่างให้สนิท ก่อนจะกลับมาหยิบ ‘บันทึกคดีสำนักสดับฟ้า’ ที่ตู้เชา ผู้เป็นหัวหน้ามอบให้เมื่อช่วงเช้าขึ้นมาเปิดอ่าน
ยามเมื่อจดจ่ออยู่กับการศึกษาหาความรู้ เวลาก็คล้ายจะผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ไม่รู้ว่าเวลาล่วงเลยไปนานเท่าใด จู่ๆ ก็มีคนผู้หนึ่งเดินมาหยุดอยู่หน้าประตู ก่อนจะผลักบานประตูไม้เข้ามาเต็มแรงจนเกิดเสียงดังเอี๊ยดอ๊าด พร้อมกับตะโกนด้วยน้ำเสียงห้าวหยาบว่า “นายท่านเชาบอกว่าที่ทำการของเรามีคนใหม่มาหรือ? เฮ้! ใช่เจ้าหนุ่มนี่รึเปล่า?”
หวังฉีหลินเงยหน้าขึ้นมอง ก็ประจันหน้ากับชายร่างกำยำผู้หนึ่งที่ก้าวอาดๆ เข้ามาอย่างไม่เกรงใจใคร
ไม่เพียงน้ำเสียงที่หยาบกระด้าง แม้แต่รูปร่างหน้าตาของชายผู้นี้ก็ดูหยาบกระด้างไม่แพ้กัน เขามีใบหน้าใหญ่ ดวงตาใหญ่ ปากใหญ่ แผงอกใหญ่ ฝ่ามือใหญ่ ฝ่าเท้าใหญ่ เรียกได้ว่าทุกสัดส่วนของร่างกายดูจะใหญ่โตกว่าคนปกติไปถึงหนึ่งเท่าตัว
เพื่อที่จะได้เข้าร่วมสำนักสดับฟ้า หวังฉีหลินได้ทุ่มเทความพยายามอย่างยิ่งยวด เขาจึงรู้จักบุคลากรทุกคนของสำนักสาขาอำเภอจี๋เสียงเป็นอย่างดี เมื่อเห็นใบหน้าของผู้มาเยือนชัดเจนแล้ว เขาก็รีบลุกขึ้นยืนพร้อมประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม
“ข้าน้อยผู้มีนามว่าหวังฉีหลิน ตำแหน่งโหยวซิง ขอคารวะท่านพี่สวีลี่ซื่อ”
ลำดับตำแหน่งในสำนักสดับฟ้านั้นแบ่งจากบนลงล่างออกเป็นเก้าขั้น ตำแหน่งต่ำสุดเรียกว่า ‘เสี่ยวอิน’ ซึ่งตู้เชาผู้เป็นหัวหน้าของเขาดำรงตำแหน่งนี้อยู่ ภายใต้เสี่ยวอินจะมีผู้ช่วยอีกสองตำแหน่งคือ ‘โหยวซิง’ และ ‘ลี่ซื่อ’ โดยโหยวซิงจะดูแลรับผิดชอบงานฝ่ายบุ๋น ส่วนลี่ซื่อจะดูแลงานฝ่ายบู๊ หวังฉีหลินสมัครเข้ามาในตำแหน่งโหยวซิง ขณะที่ชายร่างยักษ์ผู้นี้มีนามว่าสวีต้า เป็นสหายร่วมงานในตำแหน่งลี่ซื่อของเขานั่นเอง
สวีต้าประสานมือตอบรับ พลางหัวร่อเสียงดังฮ่าๆ “อะไรกัน! ข้าน้อย...ท่านพี่...คารวะเอย... พูดจาอ่อนหวานเสียจริง เจ้าเคยร่ำเรียนในสถานศึกษาหลวงมาก่อนรึ?”
หวังฉีหลินส่ายหน้าปฏิเสธ “บ้านข้าน้อยยากจน มิเคยได้ร่ำเรียนขอรับ”
สวีต้ามองเขาด้วยแววตาขบขัน “เช่นนั้นจะทำตัวเป็นบัณฑิตไปไย? ข้าคนนี้ต่างหากที่เป็นบัณฑิต... เอ๊ะ ไม่สิ ตำแหน่งโหยวซิงต้องอ่านออกเขียนได้ ในเมื่อเจ้าไม่เคยเรียนหนังสือ แล้วจะเป็นโหยวซิงได้อย่างไรกัน?”
หวังฉีหลินตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ข้าเคยร่ำเรียนกับท่านอาจารย์ผู้หนึ่งเป็นการส่วนตัวมาบ้างขอรับ”
อันที่จริง เขาเคยคบหากับบัณฑิตชราผู้หนึ่งอยู่พักหนึ่ง แต่ความสามารถในการอ่านเขียนที่แท้จริงนั้น เขาเรียนรู้มาเป็นช่วงๆ จากโลกในความฝันต่างหาก อักษรของโลกนั้นมีความคล้ายคลึงกับอักษรมาตรฐานของราชวงศ์ฮั่นใหม่อยู่มาก เพียงแต่มีรูปแบบที่เรียบง่ายกว่าเท่านั้น
สวีต้าไม่ได้ซักไซ้ในเรื่องนี้ต่อ เขาชะโงกหน้าเข้ามามองสำนวนคดีที่เปิดอ้าอยู่บนโต๊ะแล้วเบ้ปาก “ที่แท้ก็กำลังอ่านสำนวนคดีอยู่นี่เองรึ? ว่าแต่...ตอนนี้เจ้าอ่านถึงคดีไหนแล้ว?”
หวังฉีหลินเอ่ยตอบ “คดีอำเภอชิงซาน...”
เขาเพิ่งจะเอ่ยได้เพียงเท่านั้น สวีต้าก็ชิงพูดแทรกขึ้นมาทันที “โอ้! คดีนี้ข้าคุ้นเคยดี หากเจ้าอยากรู้ ข้าจะเล่าให้ฟังเอง แต่ก่อนจะเล่า ข้าต้องถามเจ้าก่อนว่า...เจ้ารู้จักอำเภอชิงซานหรือไม่?”
หวังฉีหลินส่ายหน้า สวีต้าจึงกล่าวต่ออย่างอารมณ์ดี “ไม่รู้จักก็ดีแล้ว! หากเจ้ารู้จักแล้วข้าจะเล่าไปไยเล่า?”
“เรื่องมันเป็นอย่างนี้...ปีนั้นมีชายสิ้นเนื้อประดาตัวผู้หนึ่งหนีหนี้หัวซุกหัวซุนเข้าไปในบ้านร้างหลังหนึ่งที่อำเภอชิงซาน แต่ใครจะไปคาดคิดว่าพอเข้าไปข้างใน กลับเจอเข้ากับชายชราในอาภรณ์ขาดรุ่งริ่งคนหนึ่ง แถมเฒ่านั่นพอเห็นหน้าเขาก็รีบมุดเข้าไปซ่อนใต้เตียงเก่าๆ ทันที”
“ชายสิ้นเนื้อประดาตัวผู้นั้นนึกว่าบ้านร้างมานานหลายปี คงมีขอทานมาอาศัยรังนอนของนกสาริกา* เขาจึงคิดจะลากขอทานเฒ่าออกมาไล่ตะเพิดไป...ผลเป็นอย่างไรเจ้าลองทายดูสิว่าพอเขาเปิดเตียงขึ้นมาแล้วเห็นอะไร?”
หวังฉีหลินตอบเรียบๆ “ใต้เตียงว่างเปล่า มีเพียงกล่องไม้ใบหนึ่ง ในกล่องมีเศษเงินอยู่ก้อนหนึ่ง”
สวีต้าแคะขี้มูกพลางเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ “ไหนเจ้าบอกว่าไม่รู้จักอำเภอชิงซาน แล้วเจ้ารู้เรื่องคดีนี้ได้อย่างไร?”
หวังฉีหลินชี้ไปยังบันทึกคดีบนโต๊ะด้วยสีหน้างุนงง “ก็มันเขียนอยู่บนนี้อย่างไรเล่าขอรับ”
เขารู้สึกว่าสหายร่วมงานคนใหม่ผู้นี้ดูจะไม่ค่อยฉลาดหลักแหลมนัก หรือหากจะใช้คำที่เคยได้ยินในความฝัน...ก็คือพวก ‘อกใหญ่ไร้สมอง’
เมื่อความคิดแล่นมาถึงตรงนี้ เขาก็เผลอเหลือบมองแผงอกของสวีต้าโดยไม่ตั้งใจ
ใหญ่จริง...ฝึกปรือมาได้ไม่เลวเลยทีเดียว!
สวีต้าไม่ได้สังเกตเห็นสายตาประหลาดคู่นั้น เขาบ่นอุบอิบอย่างหัวเสีย “ที่แท้เจ้าอ่านคดีนี้จบแล้วรึ? ข้านึกว่าเจ้าเพิ่งจะเริ่มอ่านเสียอีก อุตส่าห์จะเล่าให้ฟัง”
หวังฉีหลินเห็นอีกฝ่ายไม่พอใจที่ไม่ได้อวดภูมิ จึงรีบเออออเอาใจ “เช่นนั้นท่านพี่เล่าอีกรอบเถิด ในบันทึกคดีเขียนไว้ไม่ชัดเจนนัก ข้าอ่านแล้วยังสับสนอยู่เลย”
พลันสวีต้าก็กลับมาร่าเริงอีกครั้งในทันใด...ความสุขของผู้ชายบางครั้งก็ช่างเรียบง่ายเช่นนี้เอง
เขากระแอมแล้วเล่าต่อ “ชายสิ้นเนื้อประดาตัวคนนั้นไม่เจอคนแต่กลับเจอเศษเงินก้อนหนึ่งก็ให้รู้สึกหวาดกลัว เขารีบวิ่งหนีออกจากบ้านหลังนั้นเพื่อกลับบ้าน ระหว่างทางผ่านตลาดสดก็เลยใช้เศษเงินซื้อเนื้อแพะกับหัวแพะมา ใครจะรู้ว่าเลือดแพะดันซึมทะลุถุงผ้าออกมา บังเอิญให้ยามที่กำลังตรวจตราอยู่เห็นเข้า ยามจึงสั่งให้เขาเปิดถุง”
“พอเปิดถุงออก...เจ้าทายสิว่าเป็นอย่างไร?”
“ข้างในไม่มีหัวแพะ แต่กลับเป็นหัวของมนุษย์!” หวังฉีหลินรีบชิงตอบอย่างรู้งาน
ทว่าสวีต้ากลับไม่พอใจ มิหนำซ้ำยังหงุดหงิดยิ่งกว่าเดิม “ให้ตายเถอะ! ข้าไม่เล่าแล้ว! เจ้าหนูนี่มันรู้อยู่แล้วทุกอย่าง!”
หวังฉีหลินทำหน้าเหมือนจะหัวเราะก็ไม่ใช่จะร้องไห้ก็ไม่เชิง “ท่านพี่เล่าต่อเถิดๆ ข้าจะไม่พูดแทรกแล้ว”
เมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายอ่านสำนวนจบแล้ว สวีต้าจึงเล่าต่ออย่างขอไปที “ไม่มีอะไรจะเล่าแล้ว ชายสิ้นเนื้อประดาตัวคนนั้นกลัวจนฉี่ราด เล่าเรื่องที่เจอมาก่อนหน้านี้ให้ยามฟังหมดเปลือก พวกยามจึงไปที่บ้านร้างแล้วขุดดินใต้เตียงดู ก็พบว่ามีศพชายชราในอาภรณ์ขาดรุ่งริ่งถูกฝังอยู่จริงๆ แต่ว่า...ศพนั้นไร้ศีรษะ!”
เมื่อเล่าถึงตรงนี้ เขาก็หยุดไปดื้อๆ หวังฉีหลินจึงต้องเร่ง “แล้วต่อล่ะขอรับ?”
สวีต้าตอบปัดๆ “ไม่มีต่อแล้ว ไม่มีต่อแล้ว”
หวังฉีหลินทำหน้างุนงง สวีต้าจึงอธิบาย “นี่เป็นคดีที่ยังปิดไม่ลง ใครเป็นคนฆ่าชายชราคนนี้ มีเบื้องลึกเบื้องหลังอะไรกันแน่...ต้าอิน**ประจำท้องที่เป็นไอ้โง่เง่าคนหนึ่ง สืบความอะไรไม่ได้เลย”
สิ้นเสียงของเขา ลมหนาวอีกระลอกก็พัดแทรกเข้ามา หวังฉีหลินตัวสั่นสะท้านขึ้นมาอีกครั้ง
สวีต้าเห็นดังนั้นก็ยิ้มกว้างทันที “น้องหวัง ร่างกายเจ้าดูจะอ่อนแอไปหน่อยนะ”
หวังฉีหลินถามกลับอย่างไม่พอใจ “แล้วเหตุใดท่านพี่จึงไม่ปิดประตูเล่า?”
สวีต้ากอดอกพลางตอบ “ข้าจะปิดประตูได้อย่างไร? เป็นเจ้าต่างหากที่ไม่ปิดหน้าต่าง!”
หวังฉีหลินหันขวับไปมองหน้าต่างบานเดิมทางทิศใต้ทันที
บานหน้าต่าง...เปิดออกอีกแล้ว!
ทั้งที่ท้องฟ้าภายนอกยังสว่างจ้า แต่บรรยากาศภายในห้องกลับมืดครึ้มและเย็นเยียบ!
สายลมที่พัดเข้ามาในครานี้...ราวกับลมหายใจจากยมโลก