- หน้าแรก
- ครัวนี้มีค่าประสบการณ์
- บทที่ 49 เงาอดีตแห่งยุคสาธารณรัฐ (3)
บทที่ 49 เงาอดีตแห่งยุคสาธารณรัฐ (3)
บทที่ 49 เงาอดีตแห่งยุคสาธารณรัฐ (3)
เจียงเฟิงพยายามยันตัวลุกขึ้นจากพื้น พอเพ่งมองดูดี ๆ นี่มัน...
ห้องพักใต้ท้องเรือ?
เจียงเฟิงไม่เคยนั่งเรือมาก่อน ในห้องพักใต้ท้องเรือที่โคลงเคลงอย่างรุนแรงที่สุดนี้เขาไม่สามารถทรงตัวได้เลย เขาเดินโซซัดโซเซไปตลอดทางจนในที่สุดก็ได้กอดเสาต้นหนึ่งไว้ โชคดีที่ยังกอดเสาไว้ได้ ไม่อย่างนั้นถ้าเรือไม่หยุดแล่น เจียงเฟิงคงต้องนอนราบอยู่บนพื้นตลอดไป
ห้องพักใต้ท้องเรือทั้งคับแคบ มืดสลัว และแออัดอย่างยิ่ง มีเพียงหน้าต่างบานเล็ก ๆ เอียง ๆ อยู่บานเดียว ภายในห้องแทบจะไม่มีแสงสว่างเลย ในพื้นที่เล็ก ๆ แห่งนี้อัดแน่นไปด้วยผู้คนกว่าร้อยชีวิต มีคนหลากหลายประเภททั้งชาย หญิง เด็ก และคนชรา จุดร่วมเพียงอย่างเดียวของพวกเขาคือใบหน้าซีดเหลืองซูบผอมราวกับโครงกระดูก ส่วนใหญ่นั่งอยู่บนพื้นด้วยแววตาว่างเปล่า ใบหน้าเต็มไปด้วยความเฉยชา
ในสถานการณ์เช่นนี้ เจียงเฟิงไม่สามารถแยกแยะได้เลยว่าคนไหนคือเจียงเว่ยกั๋ว
เจียงเฟิงกอดเสาไว้แน่นไม่กล้าขยับ ทั้งห้องพักใต้ท้องเรืออบอวลไปด้วยกลิ่นที่น่าสะอิดสะเอียน ยิ่งกว่ากลิ่นของกองขยะในกระท่อมที่หลี่หมิงอีเคยอาศัยอยู่เสียอีก
กลิ่นเหงื่อ กลิ่นเหม็นเปรี้ยว กลิ่นตัว กลิ่นปัสสาวะ และกลิ่นอุจจาระผสมปนเปกันหมักหมมอยู่ในห้องพักใต้ท้องเรือที่ปิดทึบแห่งนี้ ถ้าไม่ใช่เพราะเจียงเฟิงเคยมีประสบการณ์ใกล้ชิดกับกองขยะมาก่อน ป่านนี้เขาคงจะหนีออกไปนอกห้องพักแล้ว
ผู้คนในห้องพักใต้ท้องเรือดูเหมือนจะไม่ได้อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้ามานานมากแล้ว แค่ดูจากสภาพที่เลวร้ายและเสื้อผ้าเก่าคร่ำครึและขาดเป็นรูของพวกเขา เจียงเฟิงก็พอจะเดาออกว่า พวกเขาไม่มีปัญญาจะอาบน้ำ และยิ่งไม่มีเสื้อผ้าให้เปลี่ยน
ถ้าไม่ใช่เพราะในห้องพักใต้ท้องเรือมีแต่คนผิวเหลือง เจียงเฟิงคงจะสงสัยไปแล้วว่านี่คือเรือทาสที่ใช้ขนส่งทาสผิวดำ
ผ่านไปเนิ่นนาน ประตูห้องพักก็เปิดออก
ชายวัยกลางคนร่างผอมบางที่สวมเสื้อผ้าค่อนข้างสะอาดแต่ก็เก่าเช่นกันเดินลงมาจากบันไดด้วยสีหน้ารังเกียจ เขาหยุดอยู่ตรงกลางบันได เห็นได้ชัดว่าไม่อยากจะเข้าใกล้ผู้คนในห้องพักใต้ท้องเรือมากนัก
“พ่อครัวที่ทำอาหารให้ท่านผู้ใหญ่ในห้องพักชั้นหนึ่งป่วย พวกแกมีใครเป็นพ่อครัวบ้างไหม?” ชายร่างผอมตะโกนสุดเสียง “ให้หมั่นโถวสองลูกทุกมื้อ!”
พอประโยคสุดท้ายหลุดออกมา ห้องพักใต้ท้องเรือที่เคยเงียบสงัดก็เกิดความโกลาหลขึ้นมาทันที พวกเขาไม่สนใจว่าพ่อครัวที่ป่วยก่อนหน้านี้จะถูกโยนลงแม่น้ำไปแล้วหรือไม่ พวกเขาสนใจแค่หมั่นโถวสองลูกทุกมื้อเท่านั้น
ไม่ว่าจะเป็นชาย หญิง เด็กชรา แม้กระทั่งเด็กอายุเจ็ดแปดขวบ ต่างก็แย่งกันตะโกนว่า “ฉันเป็นพ่อครัว!”
“ฉันทำอาหารเป็น!”
“ฉันไม่เอาหมั่นโถวสองลูก ขอแค่ลูกเดียวพอ!”
ถ้าไม่ใช่เพราะยังคงหวาดกลัวชายร่างผอมอยู่บ้าง ผู้คนที่ปรารถนาหมั่นโถวแป้งขาวก็คงจะกรูกันเข้าไปดึงชายเสื้อของเขาแล้ว
“เงียบ!” ชายร่างผอมตะคอก เสียงของเขาดังกลบเสียงจอแจของผู้คน “ไม่เอาผู้หญิง ใครกล้าก่อเรื่องฉันจะโยนพวกแกลงแม่น้ำให้หมด!”
“ฉันต้องการพ่อครัว พ่อครัวที่ทำอาหารให้ท่านผู้ใหญ่ ไม่ใช่ไอ้พวกไร้ประโยชน์ที่ทำได้แค่ก่อไฟต้มโจ๊กเละ ๆ!” ชายร่างผอมกวาดสายตามองไปรอบ ๆ พอเห็นว่าผู้คนที่กระตือรือร้นในตอนแรกต่างก็แสดงสีหน้าหวาดกลัวออกมา ก็อดไม่ได้ที่จะผิดหวังเล็กน้อย
เรือของพวกเขาเป็นเรือสินค้า เดิมทีใช้ขนส่งสินค้าระหว่างเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เรือสินค้าแบบนี้ในทะเลยังมีอีกมาก ตอนมีสินค้าห้องเก็บของใต้ท้องเรือก็ใช้ขนส่งสินค้า พอไม่มีสินค้าก็ใช้ขนส่งคน ถ้าโหดหน่อยก็จะหลอกลวงคนจนที่สิ้นไร้หนทางให้เทหมดหน้าตักซื้อตั๋วเรือหนึ่งใบ แล้วแบ่งคนออกเป็นชนชั้นต่าง ๆ ผู้หญิงที่สวยหรือหน้าตาดีหน่อยก็จะถูกชั่งกิโลขายไปซานฟรานซิสโก แรงงานชายฉกรรจ์กับผู้หญิงก็จะถูกขายให้พ่อค้ามนุษย์ เด็กไม่มีราคา ถ้ามีคนซื้อก็ขาย ถ้าไม่มีใครเอาก็หาที่ทิ้งส่งเดชหรือไม่ก็โยนลงแม่น้ำไปเลย
เถ้าแก่ของพวกเขานับว่าใจดีแล้ว ถึงแม้ราคาตั๋วเรือจะแพงลิบลิ่ว แต่อย่างน้อยก็รับประกันว่าจะส่งคนไปถึงที่หมาย และทุกวันยังให้น้ำข้าวใสจนมองเห็นก้นชามแก่คนในห้องพักใต้ท้องเรือสามถ้วยด้วย
ส่วนเรื่องที่ว่าหลังจากใช้ทรัพย์สมบัติทั้งหมดซื้อตั๋วเรือแล้วจะสามารถมีชีวิตอยู่รอดได้ด้วยน้ำข้าวสามถ้วยต่อวันหรือไม่นั้น ก็ไม่เกี่ยวกับพวกเขาแล้ว เมื่อเทียบกับเรือลำอื่น ๆ เถ้าแก่ของพวกเขาก็ถือว่าเป็นคนดีมีเมตตาดุจพระโพธิสัตว์แล้ว
“มีใครอีกไหม?” ชายร่างผอมตะโกนขึ้นอีกครั้ง “ถ้าทำให้ท่านผู้ใหญ่ในห้องพักชั้นหนึ่งพอใจได้ จะให้หมั่นโถวสามลูกต่อมื้อเลย!”
ไม่มีใครกล้าตอบตกลง
พวกเขากลัวว่า ถ้าหากฝีมือทำอาหารไม่ดีจนทำให้ท่านผู้ใหญ่ในห้องพักชั้นหนึ่งไม่พอใจ ไม่เพียงแต่จะไม่ได้หมั่นโถว แต่อาจจะทำให้ทั้งครอบครัวเดือดร้อนไปด้วย
ปีนี้ทางภาคเหนือต้องเผชิญกับทั้งสงคราม ภัยแล้ง และโรคระบาด ไม่ว่าจะเป็นคนรวยหรือคนจนต่างก็พากันอพยพหนีภาวะข้าวยากหมากแพงลงใต้ แค่ตั๋วสำหรับทั้งครอบครัวในห้องพักใต้ท้องเรือก็สามารถสูบเงินเก็บทั้งหมดของครอบครัวธรรมดา ๆ ไปจนหมดสิ้น แม้กระทั่งมีหลายครอบครัวที่ต้องขายลูกสาวหรือกระทั่งลูกสะใภ้เพื่อรวบรวมเงินให้พอ สถานะของคนที่สามารถพักในห้องพักชั้นหนึ่งได้นั้น พวกเขาที่เป็นเพียงสามัญชนไม่กล้าแม้แต่จะจินตนาการ
“ผมพอจะได้ไหม? ผมเป็นลูกมือในครัวของภัตตาคารไท่เฟิงโหลว” เจียงเว่ยกั๋วเบียดเสียดผู้คนออกมา
ในตอนนี้เจียงเว่ยกั๋วอายุประมาณสิบเอ็ดสิบสองปี เพราะเป็นลูกมือให้เจียงเฉิงเต๋อมาตั้งแต่เด็ก ได้รับสารอาหารที่ดี ดังนั้นเมื่อเทียบกับผู้คนที่อดอยากและขาดสารอาหารมาเป็นเวลานานในห้องพักใต้ท้องเรือแล้ว เขาจึงดูแข็งแรงบึกบึนมาก ถึงแม้เสื้อผ้าจะเก่าขาดและสกปรกมอมแมม แต่มองแวบเดียวก็รู้ว่าเดิมทีฐานะทางบ้านดี
ลูกคนจนไม่มีทางที่จะเติบโตมาแข็งแรงแบบนี้ได้
“ภัตตาคารไท่เฟิงโหลว?” เห็นได้ชัดว่าชายร่างผอมรู้จักภัตตาคารไท่เฟิงโหลว เขาไม่เชื่อว่าลูกมือในครัวของภัตตาคารไท่เฟิงโหลวจะตกอับมาอยู่ในห้องพักใต้ท้องเรือได้ “แกอายุเท่าไหร่? สิบสาม? สิบสี่?”
“สิบเอ็ด” เจียงเว่ยกั๋วตอบ
ชายร่างผอมมองสำรวจเขาอยู่ครู่หนึ่ง ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่ ผ่านไปนานพอสมควรถึงได้ยอมตกลงอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก “ขึ้นมาสิ”
ท่ามกลางสายตาอิจฉาของทุกคน เจียงเว่ยกั๋วเดินตามชายร่างผอมออกจากห้องพักใต้ท้องเรือไป
เจียงเฟิงรีบเดินโซซัดโซเซตามไป
พอออกจากห้องพักใต้ท้องเรือ อากาศก็สดชื่นขึ้นมาก ถึงขั้นที่สัมผัสได้ถึงลมเลยทีเดียว เรียกได้ว่าสบายสุด ๆ
ชายร่างผอมเอ่ยขึ้นว่า “ฉันแซ่หวัง ต่อไปนี้แกก็เรียกฉันว่าผู้ดูแลหวัง ท่านผู้ใหญ่ในห้องพักชั้นหนึ่งไม่ใช่คนที่แกกับฉันจะละเลยได้ ถ้าแกแอบอ้างชื่อล่ะก็ รีบกลับไปตอนนี้ฉันจะไม่เอาเรื่อง”
“ผมชื่อเจียงเว่ยกั๋ว” เจียงเว่ยกั๋วกล่าว พร้อมกับยื่นมือของตัวเองออกไป
นั่นคือมือของพ่อครัว
ไม่หยาบกร้าน ไม่มีหนังด้านที่ไม่จำเป็น และมีรอยแผลเก่าจากมีดที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
ผู้ดูแลหวังเชื่อแล้วว่าเขาเป็นพ่อครัว
ผู้ดูแลหวังพาเขาเข้าไปในห้องแคบ ๆ ห้องหนึ่ง โยนเสื้อผ้าเก่าที่สะอาดให้เขาชุดหนึ่ง “ไม่มีน้ำร้อน เอาน้ำเย็นล้างตัวซะ โดยเฉพาะหัว อย่าเอาหมัดเอาเหาเข้าไปในครัว แล้วก็เปลี่ยนเสื้อผ้าที่สะอาดซะ ฉันจะรออยู่ข้างนอก”
พูดจบก็ปิดประตูไม้ลง
เจียงเฟิงก็ไม่ได้มีงานอดิเรกแอบดูคุณปู่ตอนเด็ก ๆ อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า เขารออยู่ที่หน้าประตูเหมือนกับผู้ดูแลหวัง
ไม่นานนัก เจียงเว่ยกั๋วก็ออกมา
เขาเปลี่ยนเสื้อผ้าที่สะอาดแล้ว ทั้งมือและหน้าก็สะอาดสะอ้าน แม้แต่ซอกเล็บก็ยังล้างจนสะอาด ผู้ดูแลหวังมองสำรวจเจียงเว่ยกั๋วอยู่ครู่หนึ่ง พยักหน้าอย่างพึงพอใจ แล้วพาเขาไปที่ห้องครัว
ห้องครัวบนเรือเล็กมาก แต่ของใช้กลับครบครัน มีผักอยู่หลายชนิด แต่ก็เหี่ยวเฉาหมดแล้ว มีปลาสด ไม่มีเนื้อสด มีเนื้อแห้งแขวนอยู่สองสามพวง เจียงเฟิงมองอยู่พักหนึ่งก็นึกไม่ออกว่าเป็นเนื้ออะไร
“ท่านผู้ใหญ่ในห้องพักชั้นหนึ่งแซ่หวง ท่านหวงไม่ชอบกินปลา ไม่กินขิง วันนี้ตอนเที่ยงก่อนสิบเอ็ดโมงต้องทำกับข้าวให้เสร็จ อย่างน้อยอาหารสามอย่างซุปหนึ่งอย่าง ถ้าแอบกินแอบหยิบของ ฉันจะโยนแกทิ้งน้ำไปเลย! ถ้าทำดีท่านหวงย่อมมีรางวัลให้ แต่ถ้าทำไม่ดีแกก็พิจารณาตัวเองแล้วกัน!” หลังจากที่ผู้ดูแลหวังใช้นโยบายทั้งขู่ทั้งปลอบแล้ว ก็เตรียมจะจากไป
“จริงสิ ห้องข้าง ๆ คือครัวของห้องพักชั้นสองกับชั้นสาม ถ้าแกหิวก็ไปขอน้ำข้าวข้น ๆ กินสักสองถ้วยได้”
เจียงเฟิงเดาว่านี่คงจะถือเป็นสวัสดิการพนักงานกระมัง
“ขอถามผู้ดูแลหวังหน่อย ท่านหวงเป็นคนที่ไหน?” เจียงเว่ยกั๋วถาม
พอเห็นว่าเจียงเว่ยกั๋วถึงกับเอ่ยปากถาม ผู้ดูแลหวังก็อดไม่ได้ที่จะมองเขาอีกครั้ง “คนหูกว่าง”
“ขอบคุณผู้ดูแลหวังที่บอก” เจียงเว่ยกั๋วกล่าว
“ถ้าต้องการลูกมือ ก็ไปหาที่ห้องข้าง ๆ” ไม่รู้ว่าเป็นเพราะถูกชะตากับเจียงเว่ยกั๋วหรือด้วยเหตุผลอื่นใด ผู้ดูแลหวังก็พูดขึ้นมาอีกประโยค