- หน้าแรก
- ครัวนี้มีค่าประสบการณ์
- บทที่ 42 หมกมุ่น
บทที่ 42 หมกมุ่น
บทที่ 42 หมกมุ่น
“ใส่… ใส่ดอกไม้จีนสิคะ!” หลิวเชี่ยนพูดอย่างลังเล
“ดอกไม้จีนเหรอ?” ดอกไม้จีนมีรสชาติสดอร่อยจริง ๆ ถ้าใส่ลงไปในซุปก็นับเป็นการปรุงรสที่ไม่เลวเลย
“ที่บ้านหนูเวลาตุ๋นซุป ไม่ว่าจะเป็นซุปไก่ ซุปกระดูกหมู หรือซุปสาหร่าย ก็จะใส่ดอกไม้จีนหมดเลยค่ะ ว่าแต่ ประธานจะทำซุปเหรอคะ?” ดวงตาของหลิวเชี่ยนเป็นประกาย เธอยิ้มแล้วพูดว่า “ถ้าทำเสร็จแล้วอย่าลืมเรียกหนูมาชิมด้วยนะคะ!”
เจียงเฟิงพยักหน้ารับคำ
เขาตัดสินใจว่าเดี๋ยวจะต้มซุปสองหม้อ หม้อหนึ่งใส่ดอกไม้จีน อีกหม้อไม่ใส่ สุดท้ายจะลองชิมรสชาติดูแล้วค่อยตัดสินใจว่าจะใช้ซุปหม้อไหน
หลังจากง่วนอยู่ในครัวมาตลอดบ่าย ในที่สุดเจียงเฟิงก็เลือกซุปหม้อที่ใส่ดอกไม้จีน ถึงแม้ว่ารสชาติจะยังไม่ค่อยดีเท่าไหร่ก็ตาม
[ซุปที่ใช้เวลาต้มนานเกินไป หัวไชเท้าหั่นไม่สม่ำเสมอ และยังขจัดกลิ่นแปลก ๆ ของเห็ดออกไปไม่หมดหม้อหนึ่ง]
เจียงเฟิงทำรังนกใบหลิวในซุปใสตามขั้นตอนของเจียงฮุ่ยฉินอีกครั้ง แต่คะแนนที่ได้ก็ยังคงเป็นระดับ F
พอชิมดูคำหนึ่ง ก็ไม่อร่อยสมกับเป็นระดับ F จริง ๆ เจียงเฟิงเทมันลงในถังน้ำล้างจานเงียบ ๆ
หรือว่า… เป็นเพราะฝีมือการทำซุปของตัวเองไม่ดีพอ?
ถึงแม้จะใส่หัวไชเท้ากับดอกไม้จีนลงไปแล้ว รสชาติของเห็ดก็ยังคงโดดเด่นออกมาอยู่ดี เจียงเฟิงรู้สึกว่ามันยังขาดอะไรไปบางอย่าง
ขาดอะไรไปกันนะ?
ใส่ข้าวโพดเพิ่ม?
ใส่ฟักเขียว?
ใส่มันฝรั่ง?
แต่ถ้าใส่ของเยอะขนาดนี้มันก็จะกลายเป็นซุปผักรวมไปแล้ว ซึ่งก็แทบจะหลุดจากกรอบของซุปเห็ดไปเลย
แล้วจะใส่อะไรเพิ่มดีล่ะ?
หลายวันต่อมา คำถามนี้ก็ยังคงวนเวียนอยู่ในใจของเจียงเฟิงตลอดเวลา ทุกวันเขาเอาแต่คิดว่าจะใส่อะไรลงไปในซุปเพื่อกลบรสชาติของเห็ดดี ถึงขั้นไม่หั่นผักแล้ว เอาแต่ต้มซุปหม้อแล้วหม้อเล่า วัน ๆ ก็เอาแต่จ้องมองหม้อซุปบนเตา
เขาปักใจเชื่อไปแล้วว่าหัวใจสำคัญของรังนกใบหลิวในซุปใสฉบับเจียงฮุ่ยฉินนั้นอยู่ที่ซุปเห็ด รอเพียงแค่เขาต้มซุปเห็ดที่เหมาะสมได้ การปรับปรุงอาหารจานนี้ก็จะสำเร็จ
ถึงขั้นที่ว่าหมกมุ่นอยู่กับมันไปแล้ว
สองสัปดาห์ผ่านไป ฝีมือการทำซุปของเจียงเฟิงพัฒนาขึ้นมาก แต่ซุปที่ต้มออกมาก็ยังคงยากที่จะบรรยายได้
เขาเอาเห็ดนางรม เห็ดเข็มทอง เห็ดชิเมจิ เห็ดออรินจิ เห็ดขาวหยก เห็ดนางฟ้าภูฐาน เห็ดชาซู่กู เห็ดกระดุม เห็ดหอม เห็ดนาเมโกะ เห็ดแชมปิญองขาว เห็ดหัวลิง เห็ดไป๋หลิง เห็ดชิเมจิสีเทา เห็ดดอกไม้ และเห็ดฟางมาลองทีละอย่างจนครบหมดแล้ว ทำให้ในครัวอบอวลไปด้วยกลิ่นเห็ดตลอดเวลา แม้แต่อาหารที่เจียงเจี้ยนคังผัดก็ยังมีกลิ่นเห็ดจาง ๆ ติดมาด้วย ส่วนซุปที่เขาต้มเสร็จแล้ว คุณแม่หวังซิ่วเหลียนก็นำของเหลือมาใช้ประโยชน์โดยเอาไปแถมให้ลูกค้า ซึ่งก็มีลูกค้าหลายคนมาบอกกับจี้เยวี่ยว่าซุปที่แถมให้ช่วงนี้รสชาติแย่มาก
เจียงเฟิงกำลังล้างเห็ดเข็มทอง
เขาล้างมันอย่างพิถีพิถัน แช่ในน้ำสะอาดซ้ำไปซ้ำมา ถูเบา ๆ อย่างละเอียดทุกเส้น
เจียงเจี้ยนคังหั่นผักไปอย่างใจลอย ขณะเดียวกันก็คอยสังเกตเจียงเฟิงอย่างระมัดระวัง
เขารู้สึกว่าลูกชายของเขาพักนี้ไม่ค่อยปกติ
เหมือนกับว่าไปมีเรื่องกับเห็ดมางั้นแหละ ต้มซุปเห็ดทุกวันตั้งแต่เช้าจรดค่ำ พอตกกลางคืนก็เอาซุปเห็ดหม้อหนึ่งมาทำอาหารจานแปลก ๆ ที่มีเห็ดหูหนูขาว ไข่นกกระทา และเนื้อกระป๋องนั่น
หรือว่าควรจะไปที่วัดเพื่อขอยันต์ปัดรังควานกลับมาให้ลูกชายดีนะ?
หวังซิ่วเหลียนถืออ่างผักที่ผ่านการล้างอย่างรุนแรงมาวางไว้ข้าง ๆ เจียงเจี้ยนคัง เธอวางอ่างลงบนโต๊ะอย่างแรงจนโต๊ะไม้ที่แข็งแรงถึงกับสั่นไหว
“พักนี้ลูกเป็นอะไรไปน่ะ?” หวังซิ่วเหลียนกดเสียงต่ำถาม
เจียงเจี้ยนคังส่ายหน้า “ผมได้ยินมาว่าแถวนี้มียันต์ของวัดหนึ่งขลังมาก พรุ่งนี้เราไปขอมาให้เสี่ยวเฟิงเพื่อปัดรังควานดีไหม?”
“พูดจาเหลวไหลอะไร คุณนั่นแหละที่โดนของ!” หวังซิ่วเหลียนมองค้อนเจียงเจี้ยนคัง แล้วแอบมองเจียงเฟิงอย่างระแวง “ฉันว่าเราเรียกคุณพ่อมาดีกว่า ให้คุณพ่อมาดูหน่อย”
“เรียกพ่อมาแล้วจะช่วยอะไรได้?” เจียงเจี้ยนคังยังคงรู้สึกว่าเจียงเฟิงอาจจะโดนของเข้าแล้ว
“ฝีมือทำอาหารของพ่อไม่ดีกว่าคุณเหรอ? เสี่ยวเฟิงเอาแต่ต้มซุปเห็ดนี่ทุกวัน รอให้พ่อมา ช่วยเขาทำซุปให้เสร็จก็สิ้นเรื่องแล้วไม่ใช่เหรอ?” หวังซิ่วเหลียนเทผักออกมา แล้วถืออ่างเปล่าใบใหญ่กลับไปล้างผักต่อ “อย่าลืมโทรไปล่ะ!”
ถึงแม้เจียงเจี้ยนคังจะรู้สึกว่าไปขอยันต์ที่วัดมาน่าจะได้ผลกว่า แต่ก็ไม่อาจขัดคำพูดของภรรยาได้ จึงต้องยอมวางมีดทำครัวลงอย่างเชื่อฟังแล้วออกไปข้างนอกเพื่อโทรศัพท์หาคุณปู่เจียง
หลังจากที่คุณปู่เจียงฟังเจียงเจี้ยนคังเล่าอาการของเจียงเฟิงจบ เขาก็เงียบไปนาน ก่อนจะตอบตกลงว่าจะหาเวลาเดินทางไปที่เมือง A สักครั้ง
วางสายโทรศัพท์ คุณปู่เจียงก็ตะโกนเรียกคุณย่าเจียงด้วยเสียงดังฟังชัด “ยายเฒ่า เอาเหล้าขวดนั้นที่ฉันซ่อนไว้บนตู้มาให้ที!”
“จะเอาเหล้าอะไร กลางวันแสก ๆ คิดจะดื่ม ๆ ๆ อย่างเดียวเลยเหรอ อาหารหมูต้มหรือยัง? ผักล้างหรือยัง? พื้นในลานบ้านกวาดหรือยัง?” คุณย่าเจียงกำลังฟังงิ้วหวงเหมยอยู่ในห้อง จึงตะโกนกลับไปด้วยเสียงอันดัง
คุณปู่เจียงโดนตะคอกใส่ก็ไม่โกรธ เขากลับเดินไปหยิบเหล้ามาด้วยตัวเองอย่างอารมณ์ดี รินใส่ถ้วยเล็ก ๆ เพียงนิดหน่อย แล้วนั่งจิบช้า ๆ อยู่ข้างโต๊ะ
หลับตาลง คุณปู่เจียงก็ฮัมเพลงที่ไม่เป็นเพลงออกมาเบา ๆ
คุณย่าเจียงเดินออกมาจากห้องเพื่อจะไปหยิบเหล้าให้คุณปู่เจียง พอเห็นว่าเขาดื่มไปแล้วแถมยังฮัมเพลงอยู่อีก ก็รู้ได้ทันทีว่าเขากำลังอารมณ์ดี จึงเอ่ยถามว่า “เมื่อกี้ใครโทรมาเหรอ อารมณ์ดีเชียว?”
พูดพลาง คุณย่าเจียงก็เดินเข้าครัวไปหยิบถั่วลิสงจานเล็ก ๆ มาให้เขา
“เสี่ยวเฟิงมีแววแล้ว ตระกูลเจียงของฉันมีผู้สืบทอดแล้ว!”
คุณปู่เจียงลืมตาขึ้นแล้วยิ้ม
ลูกชายทั้งห้าคนของเขา มีแต่พรสวรรค์ด้านการลอกเลียนแบบ เขาสอนอย่างไรก็เรียนรู้อย่างนั้น แต่พ่อครัวจะหัวทื่อไม่รู้จักพลิกแพลงแบบนี้ได้อย่างไร?
เดิมทีเขาคิดว่าชาตินี้คงจะเป็นแบบตลอดไป อาหารตระกูลเจียงคงจะมาสิ้นสุดลงที่รุ่นของเขา
ไม่นึกเลย ไม่นึกเลยจริง ๆ ว่าหลานชายที่มีพรสวรรค์ธรรมดา ๆ คนนี้ พออายุยี่สิบแล้วจะยังมีวาสนาแบบนี้ได้
นี่เจียงเฟิงกำลังศึกษาค้นคว้าเมนูอาหารจนหมกมุ่นไปแล้วสินะ!
หมกมุ่นน่ะดีแล้ว หมกมุ่นน่ะดีแล้ว!
เจียงเว่ยกั๋วยังจำได้ว่าตอนเด็ก ๆ พ่อของเขาเจียงเฉิงเต๋อ เวลาที่ค้นคว้าเมนูอาหาร ก็มักจะไม่สนใจเรื่องกินเรื่องนอนเป็นสิบวันจนถึงครึ่งเดือน วัน ๆ ก็เอาแต่อยู่ในครัวทำอาหารจานเดิมซ้ำ ๆ เหมือนกับคนโดนของ
เจียงเว่ยกั๋วยิ่งคิดก็ยิ่งตื่นเต้น เขาหันไปพูดกับคุณย่าเจียงว่า “พรุ่งนี้ติดต่อเฒ่าหวัง ให้ลูกชายเขามาเชือดเจ้าต้าฮวาซะ”
“เชือดเจ้าต้าฮวาเหรอ?” คุณย่าเจียงชะงักไป “เมื่อไม่กี่วันก่อนตอนชั่งน้ำหนักเจ้าต้าฮวาได้ 130 กิโลกรัม คุณไม่ใช่เหรอที่บอกว่ารอให้มันหนัก 140 กิโลกรัมก่อนค่อยเชือด?”
“ไม่รอแล้ว ไม่รอแล้ว รอให้มันหนัก 140 กิโลกรัมต้องรอไปถึงเมื่อไหร่ พรุ่งนี้ก็เชือดเลย! เจ้าต้าฮวาโตดี เนื้อสมส่วน ปกติก็ชอบขยับตัวอยู่แล้ว เชือดมันแล้วเอาไปที่เมือง A ให้เสี่ยวเฟิงบำรุงร่างกายหน่อย” เจียงเว่ยกั๋วกล่าว
คราวนี้คุณย่าเจียงเห็นด้วยแล้ว “ใช่ เสี่ยวเฟิงควรจะบำรุงร่างกายได้แล้ว ผอมขนาดนั้น ดูแล้วไม่เหมือนคนบ้านเจียงเราเลย เสียแรงที่เจี้ยนคังเป็นพ่อครัว เลี้ยงหลานเราออกมาเป็นแบบนี้ซะได้”
“ผอมเกินไปจริง ๆ อย่างน้อยต้องเพิ่มอีก 20 กิโล บ่าไหล่ต้องมีเนื้อหน่อย ไม่อย่างนั้นจะผัดกับข้าวได้ยังไง” คุณปู่เจียงก็กำลังครุ่นคิดอยู่เช่นกันว่าจะขุนเจียงเฟิงให้อ้วนขึ้น 20 กิโล ให้กลายเป็นคนอ้วนสูงใหญ่ตามมาตรฐานความงามของบ้านเจียงได้อย่างไร
“เอาแม่ไก่แก่สองตัวที่ฉันเลี้ยงไว้ไปด้วยไหมล่ะ?”
“เอาไปสิ เอาไปให้หมดเลย เอาเนื้อสัตว์ป่าที่หมักไว้ก่อนหน้านี้ กับเห็ดชาซู่กูป่าที่เก็บมาได้ไปด้วย จริงสิ ก่อนหน้านี้บนคานในโกดังไม่ได้มีเห็ดขึ้นเหรอ? อวบดีนะ เดี๋ยวฉันจะไปเก็บแล้วเอาไปด้วย เจี้ยนคังบอกว่าเสี่ยวเฟิงช่วงนี้กำลังทำซุปเห็ดอยู่ เอาไปให้เขาต้มซุป!”
คุณปู่ตัดสินใจเด็ดขาด