- หน้าแรก
- ครัวนี้มีค่าประสบการณ์
- บทที่ 41 สตรีมเมอร์ยั่วโมโห
บทที่ 41 สตรีมเมอร์ยั่วโมโห
บทที่ 41 สตรีมเมอร์ยั่วโมโห
เช้าวันรุ่งขึ้น เจียงเฟิงก็ไปช่วยเปิดร้านที่ร้านอาหารตามสั่งเจี้ยนคัง
เมื่อคืนเขาได้ลองเข้าอินเทอร์เน็ตเพื่อค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับการแข่งขันทำอาหารรสเลิศดูแล้ว การแข่งขันครั้งแรกจัดขึ้นเมื่อเดือนมีนาคมปีนี้ เป็นการแข่งขันเล็ก ๆ รางวัลที่หนึ่งคือหนึ่งหมื่นหยวน รางวัลที่สองหกพันหยวน และรางวัลที่สามสามพันหยวน ผู้เข้าแข่งขันล้วนเป็นพวกที่ชื่นชอบการทำอาหารหรือไม่ก็เป็นพ่อครัวหนุ่มจากร้านอาหารเล็ก ๆ ทั่วไป การแข่งขันไม่ได้มีขนาดใหญ่โตอะไร และก็ไม่ได้สร้างกระแสโด่งดังอะไรมากนัก ไม่น่าแปลกใจเลยที่เจียงเฟิงจะไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน
อาจเป็นเพราะการแข่งขันครั้งแรกได้ผลตอบรับที่ดี การแข่งขันครั้งที่สองที่รสเลิศจัดขึ้นจึงเรียกได้ว่ายิ่งใหญ่และเอิกเกริกมาก ไม่เพียงแต่เงินรางวัลจะสูงขึ้นมาก ยังมีการลงโฆษณาหน้าใหญ่บนเว็บไซต์ทางการของรสเลิศด้วย ตอนที่เจียงเฟิงค้นหาก็ยังเจอกับข่าวประชาสัมพันธ์การแข่งขันครั้งนี้อีกไม่น้อย เมื่อเทียบกับครั้งที่แล้ว ขั้นตอนการแข่งขันในครั้งนี้ก็ดูเป็นทางการมากกว่าเดิมมาก
เริ่มรับสมัครในเดือนมกราคม จากนั้นจะต้องผ่านการออดิชั่นรอบแรก รอบคัดเลือกทั่วไป จนได้ผู้เข้ารอบ 32 คน 16 คน 8 คน 4 คน และสุดท้ายคือรอบชิงชนะเลิศ ยิ่งไปกว่านั้น การประชาสัมพันธ์ในครั้งนี้ก็ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในเมือง A และพื้นที่โดยรอบเท่านั้น ดูเหมือนว่ารสเลิศอยากจะจัดให้ยิ่งใหญ่ ถึงกับมีการจัดตั้งเขตคัดเลือกรอบแรกถึง 6 แห่งทั่วประเทศ แถมยังมีการถ่ายทอดสดตลอดการแข่งขันผ่านทางสถานีโทรทัศน์และแพลตฟอร์มไลฟ์สดออนไลน์อีกด้วย เมื่อมองดูแบบนี้แล้ว เงินรางวัลหนึ่งแสนหยวนสำหรับผู้ชนะเลิศกลับดูเป็นเรื่องเล็กน้อยไปเลย หากการแข่งขันครั้งนี้โด่งดังขึ้นมาได้จริง ๆ สำหรับพ่อครัวหนุ่มฝีมือดีแล้ว นี่ก็ไม่ต่างอะไรกับโอกาสครั้งใหญ่ที่จะได้สร้างชื่อเสียงให้ตัวเอง
ก็ไม่น่าแปลกใจที่อู๋หมิ่นฉีจะสนใจอยากสมัครเข้าร่วมการแข่งขัน
การแข่งขันจะเริ่มในเดือนมีนาคมปีหน้าเช่นกัน ยังเหลือเวลาอีก 4 เดือนกว่า
ช่องว่างระหว่างเจียงเฟิงกับอู๋หมิ่นฉี ไม่ใช่สิ่งที่สามารถถมให้เต็มได้ในเวลาเพียง 4 เดือนสั้น ๆ
เจียงเฟิงหั่นผักไปอย่างใจลอย
“จริงสิ เสี่ยวเฟิง เรื่องที่ลูกถามพ่อเมื่อวานพ่อลองคิดดูแล้วนะ รสชาติของเห็ดในซุปเห็ดของลูกมันแรงเกินไป ต้องเปลี่ยน พ่อว่าเปลี่ยนเป็นซุปหัวไชเท้าดีไหม?” เจียงเจี้ยนคังที่กำลังหั่นผักอยู่เช่นกันพลันนึกขึ้นมาได้จึงเอ่ยขึ้น
“ซุปหัวไชเท้าเหรอครับ?” ซุปหัวไชเท้าฟังดูเข้ากับวัตถุดิบอื่น ๆ ได้ดีกว่าก็จริง แต่นี่ก็จะเท่ากับเป็นการเปลี่ยนวัตถุดิบพื้นฐานของอาหารจานนี้ไปเลย
แต่เจียงเจี้ยนคังก็ได้ช่วยจุดประกายความคิดให้เจียงเฟิง หัวไชเท้าเป็นของดีจริง ๆ มีให้กินได้ทั้งปี ช่วยบำรุงปอดขับเสมหะ กินดิบจะมีรสเผ็ดนิด ๆ หวานหน่อย ๆ นำไปต้มซุปก็ช่วยคลายร้อนแก้เลี่ยนได้ ที่สำคัญที่สุดคือมันสามารถดูดซับรสชาติได้ดี และยังเข้ากันได้กับวัตถุดิบอื่น ๆ สามารถช่วยลดความจัดจ้านของวัตถุดิบอื่น ๆ ที่มีรสชาติเป็นเอกลักษณ์ได้
การต้มซุปหัวไชเท้ากับเห็ดเพื่อใช้เป็นส่วนประกอบดูเหมือนจะเป็นทางเลือกที่ไม่เลวเลย
จนกระทั่งถึงเวลาเปิดร้านตอนกลางวัน เจียงเฟิงก็ยังคงครุ่นคิดอยู่ว่าจะใส่อะไรเพิ่มเติมลงไปในซุปดี
หลิวเชี่ยนสะพายกระเป๋าหนังสือ นั่งประจำอยู่ที่โต๊ะริมหน้าต่างตัวเดิมไม่เคยเปลี่ยน เธอสั่งตีนไก่ผักดองหนึ่งที่ กะหล่ำปลีผัดหนึ่งที่ และชานมร้อนอีกหนึ่งแก้ว
อากาศเริ่มเย็นแล้ว ร้านอาหารตามสั่งเจี้ยนคังเลยเลิกขายเครื่องดื่มเย็นอย่างน้ำบ๊วยกับถั่วเขียวต้มน้ำตาล แล้วเปลี่ยนมาขายเครื่องดื่มร้อนอย่างนมถั่วเหลือง นมสด และชานมแทน แต่ยอดขายชานมก็ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เพราะไม่ใช่ทุกคนที่จะชอบดื่มชานมที่ต้มสด ๆ ไม่ใส่หัวน้ำตาล แถมราคายังแพงกว่าร้านชานมอื่น ๆ หลายเท่าตัวอีกด้วย
พออาหารมาครบ หลิวเชี่ยนก็เปิดไลฟ์สดตามปกติ แต่กลับต้องตกใจกับยอดผู้ติดตามที่เพิ่มขึ้นอย่างกะทันหันของตัวเอง
จากเลขหลักเดียวทะลุไปถึงหลักพัน
หรือว่า… ฉันจะดังแล้ว?
หลิวเชี่ยนคิดในใจ
หลิวเชี่ยนเปลี่ยนชื่อห้องไลฟ์เป็น ‘อาหารกลางวันประจำวันนี้’ แล้วโบกมือทักทายผู้ชม 6 คนในห้องไลฟ์ของเธอ “สวัสดีค่ะทุกคน ฉันเชี่ยนเชี่ยนนะคะ วันนี้ก็ยังคงมากินมื้อกลางวันที่ร้านของประธานชมรมเหมือนเดิมค่ะ เมนูที่ฉันสั่งคือตีนไก่ผักดอง กะหล่ำปลีผัด แล้วก็ชานมร้อนค่ะ ตอนนี้ฉันจะเริ่มกินแล้วนะคะ!”
พูดจบ เธอก็ไม่พูดอะไรอีกแล้วตั้งหน้าตั้งตากินอย่างเดียว
มุมกล้องยังคงเป็นมุมเสยเห็นรูจมูกที่ชวนให้อึดอัดเช่นเคย
“สตรีมเมอร์ยั่วโมโห เอาสูตรน้ำจิ้มเมื่อวานมาซะ!”
“ใช่ ๆ สตรีมเมอร์ยั่วโมโห รีบเอาสูตรน้ำจิ้มมาเลยนะ!”
“สตรีมเมอร์ยั่วโมโห ออนไลน์แล้วก็ยังยั่วโมโห”
“สตรีมเมอร์ยั่วโมโหนักเลงจัง อาหารกลางวันธรรมดา ๆ ยังกินหรูขนาดนี้”
มีชาวเน็ตเข้ามาเรื่อย ๆ ทุกคนล้วนเป็นคนที่ดูไลฟ์เมื่อวานแล้วกดติดตาม ต่างก็โหวกเหวกโวยวายให้หลิวเชี่ยนบอกสูตรน้ำจิ้มหม้อไฟเมื่อวานนี้มา
และก็มีหน้าใหม่ที่เพิ่งเข้ามาบางคน พอเห็นทุกคนคอมเมนต์คำว่าสตรีมเมอร์ยั่วโมโหก็รู้สึกสงสัย เลยไม่ได้กดออกแล้วถือโอกาสถามขึ้นมาว่า “ทำไมพวกคุณถึงเรียกเธอว่าสตรีมเมอร์ยั่วโมโหเหรอคะ?”
เหยียนเสี่ยวอวี้ที่คอมเมนต์คำว่าสตรีมเมอร์ยั่วโมโหรัวที่สุดตอบกลับทันทีว่า “ก็เพราะว่าเธอยั่วโมโหมากไงล่ะ!”
ในไม่ช้า หลิวเชี่ยนก็ได้พิสูจน์ให้เห็นด้วยการกระทำของเธอเองแล้วว่าสตรีมเมอร์ยั่วโมโหเป็นอย่างไร
ตอนกินข้าวเธอไม่ดูโทรศัพท์เลย หรือจะพูดให้ถูกก็คือเธอไม่มีความคิดที่จะดูโทรศัพท์เลยต่างหาก เมื่อหลายสัปดาห์ก่อน ห้องไลฟ์ของเธอมักจะเงียบสงัด มีคนดูวนเวียนอยู่ประมาณสามสิบสี่สิบคน ไม่มีใครพูดอะไร เธอก็ไม่ได้มีความคิดที่จะโต้ตอบกับผู้ชม พอนานวันเข้า เธอก็เลยไม่ค่อยได้ดูโทรศัพท์อีกเลย
ตีนไก่ที่เจียงเจี้ยนคังทำนั้นนุ่มเปื่อยและเข้าเนื้อมาก แค่ดูดเบา ๆ หนังกับเนื้อก็หลุดออกจากกันแล้ว หลิวเชี่ยนเป็นลูกค้าประจำของร้าน แถมยังเป็นสมาชิกชมรมของเจียงเฟิงอีก ด้วยความที่รู้จักกัน ปริมาณอาหารที่ได้จึงเยอะกว่าคนอื่นมาก
ขณะที่กำลังคายกระดูกอย่างเพลิดเพลิน หลิวเชี่ยนก็เงยหน้าขึ้นมามองโทรศัพท์โดยไม่ได้ตั้งใจ พอเห็นว่ามีคอมเมนต์เยอะมากก็ถึงกับดีใจจนเนื้อเต้น
“สตรีมเมอร์ยั่วโมโห ทำไมพวกคุณถึงเรียกฉันว่าสตรีมเมอร์ยั่วโมโหกันล่ะคะ?” หลิวเชี่ยนถามขณะที่ในปากยังเต็มไปด้วยข้าว
“ก็เพราะว่าเธอยั่วโมโหมากไงล่ะ” คอมเมนต์สิบกว่าคอมเมนต์ลอยผ่านไปพร้อมกัน
พอเห็นว่าในที่สุดหลิวเชี่ยนก็ดูไลฟ์แล้ว ผู้ชมที่อยากได้สูตรน้ำจิ้มก็รีบฉวยโอกาสทวงสูตรจากเธอ
“ไม่ได้ ๆ คอมเมนต์ของพวกคุณมันแน่นเกินไป ฉันมองไม่ค่อยชัดเลย พวกคุณช่วยพิมพ์ช้าลงหน่อยได้ไหมคะ?” เพื่อให้กินข้าวได้สะดวก หลิวเชี่ยนจึงวางโทรศัพท์ไว้ค่อนข้างไกล
เพิ่งเคยเห็นสตรีมเมอร์ที่บ่นว่าผู้ชมคอมเมนต์เยอะเกินไปเป็นครั้งแรก ผู้ชมในห้องไลฟ์ต่างก็พากันอึ้งไปชั่วขณะ ยังดีที่เหยียนเสี่ยวอวี้อาศัยความเร็วในการพิมพ์ของตัวเองส่งคอมเมนต์ออกไปอันหนึ่ง
“เธอก็ใช้โทรศัพท์สองเครื่องสิ เครื่องหนึ่งไลฟ์ อีกเครื่องไว้อ่านคอมเมนต์ ก็จบแล้ว”
“ไม่ได้หรอกค่ะ ฉันไม่มีโทรศัพท์สองเครื่อง” หลิวเชี่ยนก็ไม่ใช่สตรีมเมอร์มืออาชีพเสียหน่อย จะให้ซื้อโทรศัพท์อีกเครื่องมาเพื่อไลฟ์สดโดยเฉพาะได้ยังไง
ทุกคนก็เริ่มคอมเมนต์ทวงสูตรน้ำจิ้มกันอีกครั้ง
พอดีกับที่ในครัวไม่มีงานยุ่งแล้ว เจียงเฟิงจึงเดินออกมาจากข้างในเพื่อหาเก้าอี้นั่งพัก
“ประธานคะ” หลิวเชี่ยนรีบเรียกเขา “คนดูในห้องไลฟ์ของฉันอยากได้สูตรน้ำจิ้มที่คุณใส่ลงไปในหม้อไฟเมื่อวานค่ะ”
เจียงเฟิงเดินเข้าไป มองดูโทรศัพท์ของหลิวเชี่ยนด้วยความสงสัย ไม่ทันระวังใบหน้าครึ่งหนึ่งก็เข้าไปอยู่ในกล้อง เขาจึงรีบหันหน้าหนีแล้วพูดว่า “เกลือ น้ำมันงา ต้นหอมซอย ซีอิ๊ว พริกป่น แต่ว่าคนทั่วไปน่าจะกะสัดส่วนไม่ถูก ผมแนะนำว่าให้ใส่แค่เกลือนิดหน่อยเพื่อเพิ่มรสชาติก็พอแล้วครับ”
“รับทราบ!”
“ดูเป็นมืออาชีพจัง”
“ใส่แค่เกลือนี่มันจะอร่อยเหรอ!”
“ประธานชมรมของสตรีมเมอร์ทำงานพาร์ตไทม์ที่ร้านอาหารเหรอ? ไม่น่าแปลกใจเลยที่รู้เยอะขนาดนี้!”
“ไม่ใช่ค่ะ ร้านนี้เป็นร้านที่บ้านประธานชมรมของพวกเราเปิดเอง อร่อยมากเลยนะคะ อยู่ข้าง ๆ มหาลัย A ของเรานี่เอง ทุกคนว่าง ๆ ก็แวะมากินได้นะคะ!” หลิวเชี่ยนฉวยโอกาสโฆษณาให้กับร้านของบ้านเจียงเฟิง แถมยังถือโอกาสคีบตีนไก่ที่ยังไม่ได้กินขึ้นมาโชว์หน้ากล้องให้ทุกคนดู
บนตีนไก่อวบ ๆ ยังมีผักดองติดอยู่สองสามเส้น สีน้ำตาลเข้มข้นของซอส กับคอลลาเจนเต็ม ๆ คำ ช่างทำเอาคนเห็นน้ำลายสอ
จากนั้นเธอก็คุยกับผู้ชมในห้องไลฟ์อีกสองสามประโยค เพราะว่าแบตเตอรี่โทรศัพท์หมด หลิวเชี่ยนเลยปิดไลฟ์สดไป
“เดี๋ยวนะ เมื่อกี้ตอนที่สตรีมเมอร์ยั่วโมโหโฆษณา เหมือนจะไม่ได้บอกชื่อร้านด้วยซ้ำใช่ไหม?” เหยียนเสี่ยวอวี้นึกขึ้นมาได้
“สตรีมเมอร์ยั่วโมโห สมคำร่ำลือจริง ๆ”
“สมแล้วจริง ๆ ที่เป็นสตรีมเมอร์ยั่วโมโห!”
“สตรีมเมอร์ยั่วโมโห ขนาดโฆษณายังน่าโมโหขนาดนี้”
คนกลุ่มหนึ่งพากันหัวเราะคิกคัก พูดคุยกันอย่างสนุกสนานในห้องไลฟ์ที่หน้าจอดำสนิท
หลิวเชี่ยนจ่ายเงิน แล้วเตรียมจะกลับหอพัก ทันใดนั้นเจียงเฟิงก็นึกอะไรขึ้นมาได้อย่างหนึ่งจึงเอ่ยถามว่า
“หลิวเชี่ยน เธอว่าซุปเห็ดหัวไชเท้าถ้าใส่อะไรเพิ่มจะอร่อยขึ้นเหรอ?”
“ซุปเห็ดหัวไชเท้าเหรอคะ?”