- หน้าแรก
- ครัวนี้มีค่าประสบการณ์
- บทที่ 34 ตำราอาหาร
บทที่ 34 ตำราอาหาร
บทที่ 34 ตำราอาหาร
ภาควิชาฟิสิกส์มีภาระการเรียนที่หนักและยาก เจียงเฟิงต้องวิ่งวุ่นระหว่างมหาวิทยาลัยกับร้านทุกวัน นานวันเข้าร่างกายที่แข็งแกร่งดั่งเหล็กก็ทนไม่ไหว
ที่สำคัญที่สุดคือ ในอนาคตเจียงเฟิงจะต้องสืบทอดประเพณีการเป็นพ่อครัวของตระกูลเจียงจากรุ่นสู่รุ่นอย่างแน่นอน และกลายเป็นพ่อครัวใหญ่ของร้านอาหารตามสั่งเจี้ยนคัง
แน่นอนว่าการลาออกเป็นไปไม่ได้ ชาตินี้ยังไงก็ไม่มีทางลาออกเด็ดขาด มัธยมปลายสามปีอ่านหนังสืออย่างหนักหนาสาหัส ตื่นเช้ากว่าไก่ นอนดึกกว่าหมา กว่าจะสอบเข้ามหาวิทยาลัย A ได้ มีแต่คนโง่เท่านั้นแหละที่จะลาออก!
มหาวิทยาลัย A ไม่ได้เข้มงวดเรื่องการเข้าเรียนมากนัก ขอเพียงแค่คะแนนปลายภาคสูง ถึงแม้จะเข้าเรียนน้อยไปหน่อย อาจารย์ผู้สอนก็จะอะลุ่มอล่วยให้คะแนนเก็บที่ดีพอสมควร แน่นอนว่าถ้าคุณสามารถทำคะแนนเต็มได้ทุกวิชา ต่อให้ไม่เข้าเรียนเลย ศาสตราจารย์ทั้งหลายก็ไม่ว่าอะไร
รุ่นก่อนหน้ามีเทพคนหนึ่งที่ไม่เคยเข้าเรียนเลย สุดท้ายก็ประสบความสำเร็จในการสอบตกแปดวิชาในหนึ่งเทอมแล้วถูกไล่ออกกลับบ้านไป
ถ้าหากเจียงเฟิงเดินตามรอยเท้าของเทพคนนี้ ผลที่ตามมา…
เจียงเฟิงแทบไม่อยากจะจินตนาการเลยว่า ฝ่ามือหนักสิบกว่ากิโลของคุณแม่หวังซิ่วเหลียนฟาดลงบนหน้าเขาแล้วจะเป็นอย่างไร
หลังจากครุ่นคิดอยู่นาน เจียงเฟิงก็รู้สึกว่าควรจะทำไปทีละขั้นตอน เริ่มจากโดดเรียนเล็กน้อย แล้วค่อยขาดเรียนเป็นวงกว้าง สุดท้ายก็โดดเรียนทั้งหมดแล้วเข้าสอบปลายภาคอย่างเดียว
ทว่า…
แผนการเพิ่งจะเริ่มดำเนินการไปได้ไม่กี่วัน ยังไม่ทันจะได้เริ่มขาดเรียนเป็นวงกว้าง เจียงเฟิงก็ถูกอาจารย์ที่ปรึกษาเชิญไปดื่มชาที่ห้องทำงานเสียแล้ว
อาจารย์ที่ปรึกษาเป็นอาจารย์หนุ่มที่เพิ่งเข้ามาใหม่ ในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมานอกจากจะแจ้งข่าวสารต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัยในกลุ่มแชตของชั้นเรียน จัดประชุมชั้นเรียนตอนเปิดเทอมและปลายเทอมแล้ว วันธรรมดาก็แทบจะไม่มีตัวตนเลย
เรียนหนังสือมาหลายปี นี่เป็นครั้งแรกที่ถูกอาจารย์เชิญไปดื่มชาที่ห้องทำงาน เจียงเฟิงรู้สึกประหม่าเล็กน้อย
“นักศึกษาเจียงเฟิง หัวหน้าห้องฝ่ายเช็กชื่อมารายงานอาจารย์ว่าช่วงนี้เธอไม่ค่อยได้เข้าเรียนนะ” พอเจียงเฟิงนั่งลง อาจารย์ที่ปรึกษาก็เอ่ยปากขึ้นมาด้วยรอยยิ้ม
“เอ่อ คือว่า ผม…”
“ที่บ้านเธอมีปัญหา พวกเราทุกคนรู้ดี เรามาช่วยกันแก้ไขได้นะ วิธีการมีตั้งมากมาย แต่การที่เธอทิ้งการเรียน โดดเรียนไปทำงานพิเศษ หรือไปช่วยงานที่ร้านแบบนี้ มันจะกลายเป็นการเห็นแก่เรื่องเล็กน้อยจนเสียเรื่องใหญ่ไปหรือเปล่า”
“อาจารย์ครับ ผมไม่ได้…”
“ที่บ้านมีปัญหาก็ขอทุนการศึกษาได้ ไม่ต้องกลัวเสียหน้าหรอกนะ นี่ไม่ใช่เรื่องน่าอายอะไร ตอนนี้เธออาจจะรู้สึกว่าสิ่งที่เรียนในมหาวิทยาลัยมันไม่มีอะไร ไม่สำคัญ ไม่ยอมเรียน โดดเรียน ถ้าเกิดสอบตกจนไม่ได้วุฒิ หรือถูกไล่ออกเหมือนรุ่นพี่คนนั้น มันจะไม่ใช่การได้ไม่คุ้มเสียเหรอ? รอให้เธอเรียนจบออกไปแล้วเธอจะรู้ว่า สิ่งที่อาจารย์สอนในมหาวิทยาลัยล้วนเป็นสิ่งล้ำค่า ตอนนี้ไม่เห็นค่า อนาคตจะเสียใจก็สายไปแล้ว”
“ผม…”
“ความลำบากในชีวิตมันเป็นแค่ช่วงเวลาหนึ่ง รอให้เธอเรียนจบออกไปแล้วเธอจะรู้ว่าเรื่องพวกนี้มันเล็กน้อยมาก ถ้าตอนนี้ไม่เรียนรู้ไว้ อนาคต…”
อาจารย์ที่ปรึกษาสมแล้วที่เรียนจบด้านรัฐศาสตร์มา เขาพูดกับเจียงเฟิงอย่างจริงจังอยู่ครู่ใหญ่โดยไม่เปิดโอกาสให้แทรกเลยแม้แต่คำเดียว สุดท้ายจึงให้โอกาสเจียงเฟิงได้พูด “อยากจะพูดอะไรก็พูดมาเถอะ”
“อาจารย์ครับ ผม… ผม… จริง ๆ แล้ววิชาในเทอมนี้ผมอ่านเองทั้งหมดในช่วงปิดเทอมฤดูร้อนแล้วครับ ผมรู้สึกว่าตัวเองไม่มีปัญหาแล้วถึงได้…” ก่อนที่ระบบจะอัปเดต เจียงเฟิงได้ใช้ค่าประสบการณ์อัปเกรดวิชาคณิตศาสตร์ไปถึงระดับกลางแล้ว การไม่เข้าเรียนแล้วไปอ่านหนังสือไม่กี่วันเพื่อรับมือกับการสอบปลายภาคนั้นไม่มีปัญหาเลยแม้แต่น้อย
“อ่านเองจบแล้ว?” อาจารย์ที่ปรึกษาจ้องมองเขาด้วยรอยยิ้มที่เหมือนจะไม่ใช่รอยยิ้ม “ถ้าอาจารย์จำไม่ผิด เทอมที่แล้ววิชาคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ากับคณิตศาสตร์ขั้นสูงของเธอ อาจารย์ผู้สอนก็ปล่อยผ่านให้แบบเฉียดฉิวไม่ใช่เหรอ”
อาจารย์ที่ปรึกษาไม่ได้พูดตัดบทไปเสียทีเดียว เขาเองก็เรียนจบปริญญาตรีและโทต่อเนื่องที่มหาวิทยาลัย A แล้วทำงานต่อที่นี่ เคยเห็นคนเก่งที่ปกติเงียบ ๆ แต่จู่ ๆ ก็สร้างชื่อเสียงขึ้นมามากมาย ถ้าเจียงเฟิงสามารถเรียนจบได้โดยที่ไม่เข้าเรียน เขาก็ไม่มีอะไรจะพูด
นักศึกษาคณะบริหารธุรกิจข้าง ๆ ที่เป็นเจ้าของธุรกิจมูลค่าเกือบสิบล้านคนนั้นก็ไม่เคยมามหาวิทยาลัยเลยตลอดทั้งปี ปลายปีที่แล้วสอบตกทีเดียว 5 วิชา อาจารย์ผู้สอนก็ยังทำเป็นมองไม่เห็น ตอนสอบซ่อมก็ปล่อยผ่านไปง่าย ๆ
อยากโดดเรียนก็ได้ แต่ต้องแสดงความสามารถของตัวเองออกมา
สุดท้าย อาจารย์ที่ปรึกษาก็ให้เจียงเฟิงจัดการตัวเอง
เจียงเฟิงกล่าวลาอาจารย์ที่ปรึกษา พอเดินมาถึงประตูห้องทำงาน ก็ได้ยินเสียงอาจารย์ที่ปรึกษาพูดขึ้นมาลอย ๆ
“เจียงเฟิง ศาสตราจารย์หลี่ใส่ใจเธอมากนะ เธออย่าทำให้เขาผิดหวังล่ะ”
เมื่อหันกลับไป อาจารย์ที่ปรึกษากำลังก้มหน้าเล่นโทรศัพท์มือถือ ราวกับว่าประโยคเมื่อครู่ไม่ใช่เขาที่เป็นคนพูด
เจียงเฟิงถึงกับพูดไม่ออก
ไม่นึกเลยว่าอาจารย์ที่ปรึกษาของเขาจะเป็นคนเจ้าบทบาทขนาดนี้
ส่วนคุณแม่หวังซิ่วเหลียนและคุณพ่อเจียงเจี้ยนคัง วุฒิการศึกษาของทั้งสองคนรวมกันยังไม่เท่ากับระดับมหาวิทยาลัยเลย พวกเขาไม่มีความเข้าใจเกี่ยวกับหลักสูตรของมหาวิทยาลัยเลยแม้แต่น้อย ความรู้เกี่ยวกับมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่มาจากการฟังเขาเล่าตลอดหลายปีนี้ อย่างเช่น ตั้งใจเรียนตอนมัธยมปลาย พอเข้ามหาวิทยาลัยก็สบายแล้ว มหาวิทยาลัยเอาแต่เล่นทุกวัน แทบไม่มีเรียนเลย
สำหรับการที่เจียงเฟิงว่างขึ้นมากะทันหันและอยู่แต่ที่ร้านทุกวัน พวกเขาก็ไม่ได้คัดค้านอะไร
หลังจากถูกอาจารย์ที่ปรึกษาเชิญไปดื่มชา เจียงเฟิงก็ไปหาศาสตราจารย์หลี่เพื่ออธิบายสถานการณ์โดยเฉพาะ หลังจากทำข้อสอบหนึ่งชุดต่อหน้าศาสตราจารย์หลี่ เจียงเฟิงก็ได้รับอนุญาตให้โดดเรียนได้ตามคำสั่ง หลังจากนั้นเขาก็ทำแบบเดิมซ้ำ ๆ ไปปรากฏตัวต่อหน้าอาจารย์ผู้สอนแต่ละท่าน ข้ามขั้นตอนการขาดเรียนเป็นวงกว้างไปสู่การบรรลุความสำเร็จในการโดดเรียนทั้งหมดในทันที
เดิมทีทุกคนคิดว่าเจียงเฟิงเป็นหนี้ก้อนโตจนสิ้นหวังและโดดเรียนเพื่อไปช่วยธุรกิจของที่บ้าน
ผลปรากฏว่าอาจารย์หวังผู้เยาว์วัยได้ยกเจียงเฟิงขึ้นมาเป็นตัวอย่างตอนที่พูดเล่นกับนักศึกษาคนอื่น ๆ แล้วเล่าเรื่องที่เขาโดดเรียนตามคำสั่งออกไป ทำให้เจียงเฟิงกลายเป็นคนดังของภาควิชาฟิสิกส์ไปโดยปริยาย
แต่ผลที่ตามมาคือช่วงนี้เจียงเฟิงสังเกตเห็นว่าสายตาที่หวังฮ่าวมองมาที่เขานั้นดูแปลก ๆ
“อะแฮ่ม มีอะไรจะพูดก็พูดมาเถอะ” หลังจากถูกหวังฮ่าวจ้องด้วยสายตาแปลก ๆ มา 4 วัน ในที่สุดเจียงเฟิงก็ทนไม่ไหวแล้วเอ่ยปากขึ้น
“พี่เฟิง เทอมนี้นายดูแปลก ๆ ไปนะ!” หวังฮ่าวทำท่าครุ่นคิด
“ไม่นี่ ฉันว่าฉันก็ปกติดีนะ!” เจียงเฟิงหัวเราะกลบเกลื่อน
“เทอมนี้นายเหมือนกับได้รับการชี้แนะจากปรมาจารย์เลยนะ พลิกจากหน้ามือเป็นหลังเท้า เป็นไอ้ขี้แพ้ที่พลิกกลับมาชนะ” หวังฮ่าววิเคราะห์อย่างใจเย็น “ครอบครัวประสบเคราะห์กรรม ฝีมือทำอาหารล้ำเลิศ เทพแห่งการเรียนเข้าสิง สร้างชื่อในชั่วข้ามคืน นี่มันต้นแบบพระเอกนิยายแนวเมืองกรุงชัด ๆ!”
เจียงเฟิง “…”
“เรื่องครอบครัวประสบเคราะห์กรรมนั่นก็ไม่ใช่ว่านายเป็นคนปล่อยข่าวลือเหรอ ตอนนี้เวลาเดินไปข้างนอก คนอื่นมองฉันเหมือนกับดูพระเอกหนังสร้างแรงบันดาลใจเลย แล้วก็ไอ้เรื่องบ้า ๆ บอ ๆ ที่ว่าฉันบุกเข้าออกห้องอาจารย์ที่ปรึกษาเจ็ดแปดรอบ บุกเดี่ยวไปพบศาสตราจารย์หลี่ ผ่านด่านอาจารย์ห้าคน ฟันข้อสอบหกชุดนั่น ก็เป็นนายที่แต่งเรื่องปล่อยข่าวออกไปใช่ไหม?” เจียงเฟิงย้อนถามอย่างเอาเรื่อง
“ปรุงแต่งเพื่อศิลปะน่ะ ปรุงแต่งเพื่อศิลปะ” หวังฮ่าวฉีกยิ้มอย่างไม่ละอาย ไม่ยอมพูดถึงเรื่องต้นแบบพระเอกในนิยายเลยแม้แต่น้อย
“เจียงเฟิง ข้าวราดหมูผัดพริก!” จี้เยวี่ยตะโกนมาจากข้างนอก
“ไม่คุยกับนายแล้ว ฉันไปทำกับข้าวแล้ว” เจียงเฟิงผูกผ้ากันเปื้อนแล้วไปหยิบวัตถุดิบ
เมื่อไม่กี่วันก่อนเจียงเจี้ยนคังได้เจอซัพพลายเออร์เนื้อเจ้าหนึ่ง คุณภาพของเนื้อดีมาก แต่ราคายังตกลงกันไม่ได้ เขากับภรรยาหวังซิ่วเหลียนจึงต้องไปเจรจากับซัพพลายเออร์ที่ฟาร์มทุกวัน ทำให้ธุรกิจของร้านตกเป็นหน้าที่ของเจียงเฟิง
หมูผัดพริกที่ผัดเสร็จใหม่ ๆ ราดลงบนข้าวสวยร้อน ๆ หวังฮ่าวรับจานไปเสิร์ฟ เจียงเฟิงกำลังจะถอดผ้ากันเปื้อน ก็ได้ยินเสียงแจ้งเตือนของระบบที่ไม่ได้ยินมานาน
“ติ๊ง การอัปเดตเกมเสร็จสิ้น”
เจียงเฟิงแทบจะซาบซึ้งจนน้ำตาไหล
การอัปเดตครั้งนี้ใช้เวลานานกว่าหนึ่งเดือน มองดูการแต่งตัวจากเสื้อตัวเดียวเปลี่ยนเป็นเสื้อไหมพรม นอกเสื้อไหมพรมเป็นสวมเสื้อนวมทับอีกชั้น จากแดดจ้ากลายเป็นลมหนาวพัดกระหน่ำ แต่แถบความคืบหน้าของการอัปเดตกลับไม่ขยับเลยแม้แต่น้อย ทุกครั้งที่เจียงเฟิงตรวจสอบแถบความคืบหน้าของการอัปเดตเกม เขาก็อดสงสัยไม่ได้ว่ามันค้างหรือเปล่า โดยเฉพาะช่วงสองสามวันนี้ที่เหลืออีกแค่นิดเดียวก็จะเต็มแล้ว แต่กลับลากยาวมาจนถึงตอนนี้
เขาเปิดหน้าต่างสถานะขึ้นมาอย่างใจจดใจจ่อ แล้วพบว่ามีแถบความสำเร็จเพิ่มขึ้นมา
ความสำเร็จ: หยาดน้ำตาอันขมขื่น (ความสามารถในการปรุงรสเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเมื่อทำเกี๊ยว)
ฉายา: ไม่มี
ไอเทม: [ความทรงจำส่วนหนึ่งของหลี่หมิงอี]
ตำราอาหาร: เกี๊ยวไส้หมูล้วน (คลิกเพื่อดูรายละเอียด)
ประเมิน: มือใหม่ที่แสนจะธรรมดา
เกี๊ยวไส้หมูล้วน?
หยาดน้ำตาอันขมขื่น?
นี่มันอะไรกันเนี่ย??
เมื่อคลิกเปิดดูเกี๊ยวไส้หมูล้วน เจียงเฟิงก็ประหลาดใจที่พบว่าตำราอาหารนี้มีรูปภาพประกอบด้วย แต่รูปที่ว่าดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เกี๊ยวดี ๆ แตกไปกว่าครึ่ง แถมชามยังเป็นชามที่บิ่นอีกด้วย
เดี๋ยวนะ เกี๊ยวชามนี้ทำไมดูคุ้น ๆ จัง
[เกี๊ยวไส้หมูล้วน ระดับ F]:
ผู้ทำ: หวังฉือโถว
รายละเอียดอาหาร: เกี๊ยวที่ทั้งวัตถุดิบ วิธีการทำ และการปรุงรสล้วนย่ำแย่ แต่กลับล้ำค่าในความทรงจำของเจียงฮุ่ยฉิน หลังจากรับประทานแล้วสามารถทำให้คนนึกถึงความทรงจำที่ขมขื่นที่สุดในวัยเยาว์ได้
จำนวนครั้งที่สามารถทำได้ต่อวัน 3 ครั้ง (0/3)
ด้านหลังเป็นวิธีการทำเกี๊ยวโดยละเอียด แถมยังมีวิดีโอสอนอีกด้วย เรียกได้ว่าใส่ใจมาก
แต่ว่า…
วัตถุดิบ วิธีการทำ และการปรุงรสล้วนย่ำแย่ แถมยังทำให้คนนึกถึงความทรงจำที่ขมขื่นที่สุดอีก เกี๊ยวแบบนี้ทำออกมาขายให้ลูกค้าคงโดนถล่มร้านแน่ ๆ!
ต้องแค้นกันขนาดไหนถึงจะให้คนอื่นกินของแบบนี้!
เจียงเฟิงจ้องมองตำราอาหารอย่างเหม่อลอย
“เจียงเฟิง เจียงเฟิง!” จี้เยวี่ยตะโกนเรียกจากข้างนอกสองสามครั้งแต่ไม่มีใครตอบจึงวิ่งเข้ามาในครัวหลังร้าน “นายมัวเหม่ออะไรอยู่? หมูเส้นผัดซอสเสฉวนสองที่ ไข่ผัดกุยช่ายหนึ่งที่ แล้วก็เส้นหมี่ผัดหมูเส้นอีกสามจาน หมูเส้นผัดซอสเสฉวนขอเผ็ด ๆ กุยช่ายขอผัดสุกหน่อย ส่วนเส้นหมี่ผัดจานหนึ่งไม่ใส่ต้นหอม อีกสองจานขอเผ็ดน้อย”
“โอ้ ๆ ได้เลย” เจียงเฟิงเหมือนเพิ่งตื่นจากฝัน รีบไปหยิบวัตถุดิบ
คุณพ่อเจียงเจี้ยนกั๋ว รีบกลับมาเร็ว ๆ ทีเถอะ การเป็นพ่อครัวใหญ่ของร้านอาหารตามสั่งเจี้ยนคังมันเหนื่อยจริง ๆ!
เจียงเฟิงที่จับตะหลิวมาทั้งวันได้แต่คำรามอยู่ในใจ