- หน้าแรก
- ครัวนี้มีค่าประสบการณ์
- บทที่ 35 ความทรงจำอันขมขื่น
บทที่ 35 ความทรงจำอันขมขื่น
บทที่ 35 ความทรงจำอันขมขื่น
ตอนเย็น เจียงเจี้ยนคังและหวังซิ่วเหลียนก็กลับมาอย่างองอาจภาคภูมิ แค่ดูจากท่าทางก็รู้แล้วว่าการเจรจากับเจ้าของฟาร์มเลี้ยงสัตว์สำเร็จลุล่วง
“หมูตัวนั้นน่ะ สุดยอดไปเลย อ้วนท้วนสมบูรณ์ ส่วนที่ควรจะไร้มันก็ไม่มีมัน ส่วนที่ควรจะมีไขมันก็มี ขาหลังสองข้างนั่น ยังจำได้แม่นเลย” เห็นได้ชัดว่าเจียงเจี้ยนคังยังคงลืมหมูตัวที่เขาเห็นในวันนี้ไม่ลง
หวังซิ่วเหลียนพยักหน้าเห็นด้วย “ใช่ เดี๋ยวขาหนึ่งส่งกลับไปให้พ่อทำแฮม อีกขาหนึ่งเอามาสับทำขาหมู”
เพียงไม่กี่คำพูด ทั้งสองคนก็จัดการแบ่งสรรขาหมูสองข้างของหมูหนึ่งตัวได้อย่างชัดเจน
“เถ้าแก่เฉียนนี่เลี้ยงหมูเก่งจริง ๆ!” เจียงเจี้ยนคังเดาะลิ้น อยากจะแบ่งปันผลงานของวันนี้ใจจะขาด เจียงเฟิงกำลังทำความสะอาดครัวหลังร้านอยู่ข้างใน ข้างนอกมีเพียงจี้เยวี่ยอยู่คนเดียว เจียงเจี้ยนคังจึงฉวยโอกาสนี้ดึงจี้เยวี่ยไว้ แล้วเปิดอัลบั้มรูปในโทรศัพท์เพื่อแบ่งปันรูปที่เขาถ่ายในวันนี้ให้เธอดู
“เสี่ยวจี้เธอดูสิ หมูลายตัวนี้ ดูปุ๊บก็รู้เลยว่ากินดีอยู่ดีแถมยังแข็งแรงอีกด้วย เนื้อของมันต้องแน่นมากแน่ ๆ เอาไปทำหมูผัดคงยอดเยี่ยมมาก แล้วก็ดูแม่หมูตัวนี้สิ ไขมันนั่นน่ะ แล้วก็ตัวนี้ พรุ่งนี้เช้าก็จะเชือดแล้ว ลุงจองขาหลังสองข้างของมันไว้แล้ว ตัวนี้...” เจียงเจี้ยนคังเลื่อนหน้าจอโทรศัพท์ไม่หยุด เพื่อโชว์หมูที่เขาหมายตาไว้ในวันนี้
จี้เยวี่ย “…”
นอกจากจะรู้ว่านี่คือหมูอ้วนที่กำลังจะถูกเชือดซึ่งดูไม่ออกว่าสุขหรือเศร้าแล้ว เธอก็ดูอะไรไม่รู้เรื่องอีกเลย…
“พอแล้ว ๆ ดูอะไรกัน ลูกชายยังทำความสะอาดครัวอยู่เลย คุณยังจะมานั่งดูหมูอยู่อีก ไม่รีบไปช่วยอีกล่ะ?” พอเห็นเจียงเจี้ยนคังนั่งอู้งานอยู่ที่โถงหน้าร้าน หวังซิ่วเหลียนก็ตบเคาน์เตอร์อย่างไม่พอใจ เคาน์เตอร์ไม้ถึงกับสั่นสะเทือน
เมื่อมองดูยอดขายที่เห็นได้ชัดว่าน้อยกว่าเมื่อวาน หวังซิ่วเหลียนก็อดไม่ได้ที่จะขึ้นเสียงสูง “หนี้ใช้หมดแล้วเหรอ? เป็นหนี้พี่รองตั้งเยอะแยะยังจะมาอู้งานอยู่อีก หนี้ที่คุณก่อไว้จะให้ลูกชายใช้คืนให้หรือไง!”
เจียงเจี้ยนคังจึงเดินคอตกเข้าครัวไป
จริง ๆ แล้วเจียงเฟิงเก็บกวาดครัวหลังร้านเสร็จแล้ว เขากำลังทำเกี๊ยวไส้หมูล้วนตามตำราอาหารที่เกมให้มา
ถึงแม้ว่านี่จะเป็นเกี๊ยวที่ไม่อร่อยอย่างแน่นอน แต่เจียงเฟิงก็อยากจะลองชิมดูว่ารสชาติมันเป็นอย่างไร
โดยเฉพาะอย่างยิ่งอยากจะรู้ว่าความทรงจำที่ขมขื่นที่สุดในวัยเยาว์ของตัวเองคืออะไร
เกี๊ยวอยู่ในหม้อมาสิบนาทีแล้ว เจียงเฟิงคาดว่าต่อให้แป้งจะหนาแค่ไหนก็คงจะสุกแล้ว ไม่สิ น่าจะเละแล้วมากกว่า
ฝีมือการทำอาหารของหวังฉือโถวคนนั้นไม่ได้ย่ำแย่ธรรมดาเลย ถ้าไม่ใช่เพราะในช่วงยุคสาธารณรัฐที่ผู้คนยากจนข้นแค้นขาดแคลนอาหารและเสื้อผ้าจนไม่ค่อยใส่ใจเรื่องรสชาติ เจียงเฟิงสงสัยว่าร้านเกี๊ยวของเขาคงจะอยู่ไม่ถึงสัปดาห์
“เจ้าลูกคนนี้นี่ เกี๊ยวจะเละหมดแล้ว ยังไม่รีบตักขึ้นมาอีก” พอเจียงเจี้ยนคังเข้ามา ก็เห็นเกี๊ยวที่กำลังเดือดพล่านไปพร้อมกับน้ำซุปในหม้อ เขารีบใช้กระชอนตักเกี๊ยวที่แป้งกับไส้แยกออกจากกันแล้วในหม้อใส่ชาม
เจียงเฟิงหยดน้ำมันงาสองสามหยดลงในชาม
เจียงเจี้ยนคังพยายามจะใส่สาหร่ายสองสามแผ่นกับกุ้งแห้งตัวเล็กหนึ่งกำมือ แต่ถูกเจียงเฟิงปฏิเสธอย่างเด็ดขาด
เจียงเฟิงกำลังรอให้เกี๊ยวเย็นลงเล็กน้อย
เจียงเจี้ยนคังจ้องมองเกี๊ยวในชามแล้วกลืนน้ำลาย
วันนี้เพื่อที่จะไปต่อรองราคากับเถ้าแก่เฉียนเจ้าของฟาร์ม เขากับหวังซิ่วเหลียนก็ออกจากบ้านแต่เช้าตรู่ ตั้งแต่เช้าจนถึงตอนนี้สิบกว่าชั่วโมง เขากินบะหมี่คลุกหมูเส้นที่ตัวเองทำไปแค่สามชามใหญ่ แถมยังกินตั้งแต่ก่อนออกจากบ้านเมื่อเช้า ป่านนี้ย่อยไปหมดแล้ว
ถึงแม้ว่าเกี๊ยวในชามจะต้มจนเละไปหน่อย แถมยังเหยาะแค่น้ำมันงาสองสามหยด กลิ่นก็ไม่ค่อยจะหอมเท่าไหร่ แต่ถึงอย่างไรมันก็คือเนื้อ
เจียงเจี้ยนคังเป็นสัตว์กินเนื้อ
“เจ้าลูกชาย เกี๊ยวนี่ลูกเป็นคนห่อเหรอ?” เจียงเจี้ยนคังแกล้งถามทั้งที่รู้อยู่แล้ว
เจียงเฟิงพยักหน้า “ห่อตามวิธีในอินเทอร์เน็ตครับ ห่อได้ไม่กี่อันเอง เลยเอามาต้มทีเดียวหมดเลย”
“เดี๋ยวพ่อชิมให้”
การเคลื่อนไหวของมือเจียงเจี้ยนคังเร็วพอ ๆ กับความเร็วในการพูดของเขา พอสิ้นเสียงพูด เกี๊ยวสามอันก็เข้าไปอยู่ในปากของเขาแล้ว
ไม่อร่อยเลย!
เจียงเจี้ยนคังไม่คิดว่าลูกชายของตัวเองจะทำเกี๊ยวที่ไม่อร่อยขนาดนี้ออกมาได้
แต่วินาทีต่อมา เขาก็ไม่มีอารมณ์จะมาคิดเรื่องนี้แล้ว
เขานึกถึงตอนที่ตัวเองอายุยี่สิบขึ้นมาทันที
ปีนั้น ร้านอาหารของรัฐที่เขาทำงานมา 6 ปีได้ปิดตัวลง
เขาเป็นลูกมือให้เจียงเว่ยกั๋วที่ร้านอาหารของรัฐมาตั้งแต่เด็ก พออายุ 14 ก็เข้ารับตำแหน่งพ่อครัวใหญ่แทนเขา อายุ 19 ก็แต่งงานกับหวังซิ่วเหลียนที่ตอนนั้นยังเป็นสาวโรงงานทอผ้า ก่อนอายุ 20 เขาคิดว่าตัวเองจะเป็นเหมือนพ่อที่ทำงานในร้านอาหารของรัฐไปตลอดชีวิตจนกว่าลูกชายจะมารับช่วงต่อ
แต่สิ่งที่รอเขาอยู่กลับเป็นการถูกเลิกจ้างและเงินชดเชยเพียง 600 หยวน
ครึ่งปีต่อมา หวังซิ่วเหลียนก็ถูกเลิกจ้างเช่นกัน
สองสามีภรรยากู้หนี้ยืมสินจากญาติสนิทมิตรสหายทั้งหมด รวบรวมเงินได้หลายหมื่นหยวน แล้วเปิดร้านอาหารว่างเจี้ยนคังขึ้น
เจียงเจี้ยนคังนึกขึ้นมาได้ ตอนนั้นกิจการไม่ดี เขากลุ้มจนนอนไม่หลับทั้งคืน หวังซิ่วเหลียนเพื่อที่จะประหยัดเงิน ก็ไปเก็บเศษผักที่คนอื่นไม่เอาแล้วและถูกเหยียบย่ำซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากตลาดกลับมาผัดกิน ตอนกลางวันขายแครอทผัด ตอนเย็นพวกเขาก็เอาเปลือกแครอทมาผัดกิน
เพราะยืมเงินพ่อตาแม่ยายและพี่ชายภรรยามาแล้วยังไม่มีคืน หวังซิ่วเหลียนจึงไม่กล้ากลับไปเยี่ยมบ้านในช่วงตรุษจีน
คิดไปคิดมา เจียงเจี้ยนคังก็ทรุดตัวลงนั่งกับพื้นแล้วร้องไห้โฮ
“เป็นอะไรไป เป็นอะไรไป เกิดอะไรขึ้น? เสี่ยวเฟิง พ่อของลูกอยู่ ๆ ก็ร้องไห้ขึ้นมาได้ยังไง?” หวังซิ่วเหลียนได้ยินเสียงร้องไห้ก็วางเครื่องคิดเลขลงแล้วรีบวิ่งเข้ามาในครัว จี้เยวี่ยตามมาติด ๆ
“ซิ่วเหลียน ซิ่วเหลียนผมขอโทษนะ เป็นเพราะผมไม่เอาไหนเอง ทำให้คุณต้องมาอดทนลำบากกับผม!” เจียงเจี้ยนคังกอดหวังซิ่วเหลียนแล้วร้องไห้ฟูมฟาย
หวังซิ่วเหลียนถูกเขากอดด้วยสีหน้างงงัน
“พ่อเขาเป็นอะไรไป?”
หวังซิ่วเหลียนเริ่มสงสัยว่าอาจเป็นเพราะเธอคอยบ่นเรื่องที่บ้านยังเป็นหนี้พี่รองอยู่ทุกวัน ทำให้เจียงเจี้ยนคังกดดันมากจนอยู่ ๆ ก็สติแตกไป
“พ่อเขากินเกี๊ยวไปคำหนึ่งครับ” เจียงเฟิงเองก็อึ้งไปเหมือนกัน
ความทรงจำที่ขมขื่นที่สุดในวัยเยาว์ของคุณพ่อเจียงเจี้ยนคังจะต้องขมขื่นขนาดไหนกัน ถึงได้ร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวรขนาดนี้!
“เกี๊ยว?” หวังซิ่วเหลียนมองดูเกี๊ยวบนโต๊ะ คิดไม่ตกว่าแค่เกี๊ยวคำเดียวทำไมถึงกินแล้วเป็นแบบนี้ไปได้
“เจี้ยนคัง ฉันก็แค่บ่นไปตามประสา อย่าเก็บไปใส่ใจเลย ฉันไม่ได้ลำบากแล้วก็ไม่ได้น้อยใจอะไรเลยนะ ไม่ร้องนะ ไม่ต้องร้องแล้วนะคนดี” หวังซิ่วเหลียนตบหลังเจียงเจี้ยนคังเหมือนปลอบเด็ก
ปลอบไปปลอบมา หวังซิ่วเหลียนก็เริ่มคอแห้ง
เธอยกชามบนโต๊ะขึ้นมา หวังซิ่วเหลียนซดน้ำซุปเกี๊ยวเข้าไปคำใหญ่ เพราะเกี๊ยวต้มจนเละเกินไป จึงมีแป้งเกี๊ยวชิ้นหนึ่งหลุดเข้าไปในปากด้วย
ใครห่อเกี๊ยวเนี่ย ไม่อร่อยเลย!
หวังซิ่วเหลียนเบิกตากว้าง วินาทีต่อมา ในดวงตาของเธอก็เอ่อล้นไปด้วยน้ำตา
สองสามีภรรยากอดคอกันร้องไห้
เจียงเฟิงกับจี้เยวี่ยยืนนิ่งอึ้งไปโดยสมบูรณ์
เจียงเฟิงยกชามเกี๊ยวบนโต๊ะขึ้นมา แล้วเทมันลงในถังน้ำล้างจานเงียบ ๆ
ตัวหายนะ ตัวหายนะชัด ๆ!
“พี่จี้ครับ พี่กลับไปก่อนเถอะ ผม... ผมจะคุยกับพ่อแม่สักหน่อย”
“อะ อ๋อ ได้สิ” จี้เยวี่ยตอบอย่างงุนงง ผ่านไปครู่หนึ่งถึงได้นึกขึ้นมาได้ว่าตัวเองเลิกงานได้แล้ว
หลังจากจี้เยวี่ยกลับไป เจียงเฟิงก็ใช้ความพยายามอย่างสุดความสามารถกว่าจะทำให้สหายเจียงเจี้ยนคังและหวังซิ่วเหลียนสงบสติอารมณ์ลงได้
วันรุ่งขึ้น คำอธิบายของทั้งสองคนเกี่ยวกับเรื่องเมื่อคืนกลับสอดคล้องกันอย่างน่าประหลาด
เกี๊ยวมันไม่อร่อยเกินไป ไม่อร่อยจนร้องไห้เลย!