- หน้าแรก
- ครัวนี้มีค่าประสบการณ์
- บทที่ 33 เงาอดีตแห่งยุคสาธารณรัฐ (2)
บทที่ 33 เงาอดีตแห่งยุคสาธารณรัฐ (2)
บทที่ 33 เงาอดีตแห่งยุคสาธารณรัฐ (2)
เจียงเฟิงพยายามลุกขึ้นจากพื้น
ที่นี่ดูเหมือนห้องเก็บของ อาจจะเป็นหลังเวทีของโรงละคร มีทั้งชุดกระโปรง สูท โคมไฟ โทรศัพท์ ชั้นวางของ ภาพวาดสีน้ำมัน และอุปกรณ์ประกอบฉากอื่น ๆ ที่ทั้งเก่าและพังกองรวมกันอยู่
ในมือของเจียงฮุ่ยฉินกำลังกอดห่อผ้าตุง ๆ ที่ห่อไว้อย่างแน่นหนา
“ฮุ่ยฉิน ฉันไม่เข้าใจจริง ๆ ชุดเจ้าสาวชุดนั้นเธอไม่ชอบตรงไหน? ฉันตั้งใจจะเซอร์ไพรส์เธอแท้ ๆ เธอนี่มันน่าผิดหวังจริง ๆ!”
“ฉันไม่ชอบทุกตรงเลย เรามาถ่ายรูปแต่งงานนะ เป็นรูปที่ฉันจะออกเรือน เสื้อผ้าที่จะใส่ก็ควรให้ฉันเป็นคนตัดสินใจสิ!”
“จะให้ใส่ชุดเจ้าสาวที่เป็นเสื้อคลุมสีแดงตัวนั้นน่ะเหรอ? จะทำให้งานแต่งงานของเรากลายเป็นเรื่องคนหัวโบราณคร่ำครึน่าหัวเราะหรือไง?” หลี่หมิงอีขึ้นเสียงสูง “ฉันใส่สูทส่วนเธอสวมมงกุฎหงส์ เธอไม่คิดว่ามันตลกเหรอ? ฮุ่ยฉิน เธอกับฉันต่างก็ได้รับการศึกษาสมัยใหม่มานะ ทำไมเธอถึงทำตัวเหมือนพวกบัณฑิตเฒ่าหัวโบราณพวกนั้นล่ะ?”
“น่าหัวเราะ? คุณคิดว่ามันน่าหัวเราะเหรอ?” เจียงฮุ่ยฉินเงยหน้ามองเขา เครื่องสำอางที่แต่งไว้อย่างประณีตเลอะเลือนเพราะคราบน้ำตา
เธอแกะห่อผ้าในมือออก เผยให้เห็นชุดเจ้าสาวที่พับไว้อย่างเรียบร้อยอยู่ข้างใน เธอหยิบเสื้อคลุมตัวนอกสุดออกมาสะบัดให้คลี่ออก แล้วชูขึ้น ชี้นิ้วไปที่มัน โกรธจนตัวสั่นเทา
“คุณคิดว่ามันน่าหัวเราะเหรอ? หลี่หมิงอี ฉันปักมันมา 4 ปีนะ ชุดเจ้าสาวชุดนี้ฉันใช้เวลาปักตั้ง 4 ปีเต็ม! ตอนที่แม่คลอดฉันท่านก็ลำบากมาก ฉันไม่มีแม่ พี่สะใภ้ก็เสียไปแล้ว ไม่มีใครสอนฉันปักชุดเจ้าสาว ฉันก็ลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง ปักเสียไปตั้งหลายชุด มีแค่ชุดนี้ชุดเดียวที่ดูดี”
“คุณคิดว่ามันน่าเกลียด มันน่าหัวเราะ มันไม่สวยเท่าชุดเจ้าสาวที่ช่างตัดเสื้อจากปารีสที่คุณหามาทำให้ใช่ไหม? แต่นี่เป็นชุดที่ฉันปักเองนะ ผู้หญิงออกเรือนก็ต้องใส่ชุดเจ้าสาวที่ตัวเองปักสิ! ฉันจะบอกคุณให้นะ อย่ามาพูดเรื่องหัวเก่าหัวสมัยใหม่กับฉัน ฉันเรียนโรงเรียนสตรี ฉันไม่ได้เรียนวิชาเก่ง ๆ อย่างฟิสิกส์เคมีอะไรของพวกคุณ เราเรียนกันแค่เรื่องการปรนนิบัติสามีดูแลลูก จัดการงานบ้าน ฉันนี่แหละหัวเก่า ฉันนี่แหละคร่ำครึ”
เจียงฮุ่ยฉินสะอื้นไปพลางพับเสื้อคลุมกลับไปเก็บไว้ที่เดิมไปพลาง เธอหยิบห่อผ้าขึ้นมาแล้วรีบเดินออกไปข้างนอก
“คุณไปหาผู้หญิงหัวสมัยใหม่เสรีนิยมของคุณมาถ่ายรูปแต่งงานเถอะ! วันนี้ฉันไม่ถ่ายแล้ว!”
เจียงเฟิงรีบวิ่งตามไป
“คุณหนูเจียงครับ ตัดสินใจได้หรือยังครับ รูปนี้จะ...” ช่างภาพเห็นเจียงฮุ่ยฉินลงมาจากชั้นบนก็รีบยิ้มต้อนรับ
“ไม่ถ่ายแล้ว เขาอยากจะไปถ่ายกับใครก็ไปถ่ายเถอะ” เจียงฮุ่ยฉินปาดน้ำตาบนใบหน้า แล้วเดินออกจากร้านถ่ายรูปไปทันที
โชคดีที่ครั้งนี้เจียงฮุ่ยฉินไม่ได้วิ่ง ไม่อย่างนั้นก้นของเจียงเฟิงคงต้องเดือดร้อนอีกครั้ง
คุณอาทวดของเขาคนนี้อารมณ์ร้ายไม่เบาเลย แต่หลี่หมิงอีก็สมควรโดนแล้วล่ะ
พูดมาได้ว่าคู่หมั้นของตัวเองหัวเก่าคร่ำครึน่าหัวเราะ สงสัยจะไม่อยากได้ภรรยาแล้วล่ะสิ!
เดินไปเดินมา เจียงฮุ่ยฉินก็หยุดอยู่หน้าร้านเกี๊ยวร้านหนึ่ง
“เกี๊ยวชามเล็ก ไม่ใส่ต้นหอมค่ะ” เจียงฮุ่ยฉินหาโต๊ะนั่งลง วางห่อผ้าไว้ข้างตัว แล้วนับเหรียญสองสามเหรียญส่งให้เจ้าของร้าน
ร้านเกี๊ยวตั้งอยู่ที่ปากซอย เจ้าของร้านเป็นชายวัยกลางคน หลังค่อมเล็กน้อย ที่ร้านมีโต๊ะเล็ก ๆ เพียง 3 ตัว พื้นขรุขระ ไม่เพียงแต่หน้าโต๊ะจะมันเยิ้ม ขอบโต๊ะยังมีเสี้ยนไม้อยู่มากมาย
เจ้าของร้านรับเงินไป แล้วหยิบผ้าขี้ริ้วที่ทั้งมันและสกปรกมาเช็ดโต๊ะตรงหน้าเจียงฮุ่ยฉินลวก ๆ จากนั้นก็โยนผ้าขี้ริ้วไปไว้บนโต๊ะข้าง ๆ เขาไม่ได้ล้างมือ หยิบเกี๊ยวที่ห่อไว้แล้วกำมือหนึ่งจากตะกร้าไม้ไผ่โยนลงในหม้อที่กำลังเดือด
ไม่นานนัก เกี๊ยวชามหนึ่งก็ถูกตักขึ้นจากหม้อ
เหยาะน้ำมันงาสองสามหยด นอกนั้นไม่ได้ใส่อะไรเลย เจ้าของร้านยกชามที่บิ่นไปสามแห่งมาเสิร์ฟตรงหน้าเจียงฮุ่ยฉิน
หน้าตาของเกี๊ยวดูแย่มาก แป้งหนา เนื้อน้อย แถมยังห่อไม่สนิท เกี๊ยวในชามแตกไปกว่าครึ่ง เจียงฮุ่ยฉินไม่ได้ใส่ใจกับเกี๊ยว เธอมองย้อนกลับไปหลายครั้ง แต่ก็ไม่เห็นคนที่อยากจะเห็น
บนถนนที่ปูด้วยหินแกรนิตมีผู้คนสัญจรไปมามากมาย ทั้งสุภาพบุรุษในชุดยาว กรรมกรในชุดสั้น ชายหนุ่มในชุดนักเรียน คนลากรถ และหญิงสาวสวยในชุดกี่เพ้า
แต่กลับไม่มีหลี่หมิงอี
เจียงฮุ่ยฉินเอียงศีรษะ จ้องมองถนนอย่างเหม่อลอย มองไปมองมาน้ำตาก็ไหลนองหน้า เธอร้องไห้เงียบ ๆ อยู่ครู่หนึ่ง แล้วหันกลับมาอย่างงอน ๆ มองดูเกี๊ยวที่เย็นชืดอยู่ตรงหน้า แล้วลองชิมไปคำหนึ่ง
น้ำตายิ่งไหลพรากหนักกว่าเดิม
เจียงเฟิงเห็นแล้วอยากจะยื่นกระดาษทิชชูให้เธอเสียจริง
ร้องไห้ไปสักพัก ในที่สุดหลี่หมิงอีที่ร้อนใจจนปากแทบจะเป็นแผลก็ตามมาจนเจอ
“ฮุ่ยฉิน ทำไมเธอถึงวิ่งมากินเกี๊ยวที่นี่ล่ะ?” พอหลี่หมิงอีเอ่ยปาก เจียงเฟิงก็อยากจะเอามือไปปิดปากเขาเสียจริง
เด็กหนุ่มวัยสิบกว่าปีน่าจะมีทักษะจีบสาวติดตัวมาแต่เกิด แต่พอมาอยู่กับพี่ชายคนนี้แล้ว ทำไมถึงเหมือนกับว่าทักษะติดตัวนี้ยังไม่ถูกปลุกขึ้นมาเลยล่ะ
เจียงฮุ่ยฉินมองเขาด้วยใบหน้าที่น้อยเนื้อต่ำใจ “คุณไม่ได้ไปหาคู่ชีวิตที่เสรีประชาธิปไตยหัวสมัยใหม่ของคุณแล้วเหรอ? มาหาคนหัวเก่าคร่ำครึน่าหัวเราะอย่างฉันทำไม?”
“ใครบอกว่าฉันจะไปหาคนเสรีประชาธิปไตยหัวสมัยใหม่อะไรนั่นล่ะ? ฮุ่ยฉิน เธอพูดจามีเหตุผลหน่อยได้ไหม?”
คุณทวดเขยของผม ผมขอร้องล่ะ อย่าพูดอะไรอีกเลย!
เจียงเฟิงที่มองอยู่ข้าง ๆ อยากจะเอาเกี๊ยวบนโต๊ะยัดปากเขาให้รู้แล้วรู้รอด เพื่อไม่ให้เขาพูดอะไรอีก คำหวานเมื่อคืนนี้ก็พูดได้คล่องดีไม่ใช่เหรอ? วันนี้ทำไมถึงได้หัวแข็งหัวดื้อขนาดนี้กันนะ?
“ถ้าอย่างนั้นคุณก็ไปหาคนอื่นที่มีเหตุผลคุยเถอะ!” เจียงฮุ่ยฉินเบือนหน้าหนี มองไปในชาม น้ำตาเม็ดโตหยดลงในน้ำซุปเกี๊ยวเผาะ ๆ
ทั้งสองคนเงียบไปครู่หนึ่ง
“อย่าร้องไห้เลย” หลี่หมิงอีหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมา เช็ดน้ำตาบนใบหน้าของเจียงฮุ่ยฉินเบา ๆ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “เดี๋ยวตาบวมแล้วถ่ายรูปออกมาไม่สวยนะ”
“ใครจะไปถ่ายรูปกัน คุณไม่ใช่ว่ารังเกียจเสื้อผ้าที่ฉันปักว่ามันน่าเกลียดเหรอ?” เจียงฮุ่ยฉินพูดเสียงเบา
“เธอใส่อะไรก็สวย ในสายตาของฉันเธอคือคนที่สวยที่สุดในโลก”
“สวยกว่าหร่วนหลิงอวี้(1)อีกเหรอ?”
“สวยกว่าหร่วนหลิงอวี้เป็นหมื่นเท่า!”
“คนโกหก” เจียงฮุ่ยฉินหัวเราะทั้งน้ำตา
หลี่หมิงอีจูงมือเจียงฮุ่ยฉิน เดินมุ่งหน้าไปยังร้านถ่ายรูป
มือของเด็กสาวจับมือของเด็กหนุ่มไว้แน่น ราวกับกลัวว่าเขาจะวิ่งหนีไป
วินาทีต่อมา เจียงเฟิงก็กลับมาที่ห้องของเขา
เหลือบดูโทรศัพท์มือถือ เวลาเพิ่งจะผ่านไปเพียง 5 นาที
“ติ๊ง ยินดีด้วยผู้เล่นได้ค้นพบฟังก์ชันใหม่ เกมกำลังจะอัปเดต”
“เกมกำลังอัปเดต ความคืบหน้าปัจจุบัน: 0%”
เจียงเฟิง “…”
มาอีกแล้ว การอัปเดตที่เชื่องช้าจนแทบขาดใจ
แต่ว่า ในความทรงจำของเจียงฮุ่ยฉินเมื่อครู่นี้ นอกจากฉากหวานเลี่ยนและชีวิตประจำวันของคู่รักที่อบอวลไปด้วยกลิ่นเปรี้ยวของความรักแล้ว ยังมีอาหารจานหนึ่งที่เจียงเฉิงเต๋อทำด้วย
รังนกใบหลิวในซุปใส!
อาหารจานนั้นเจียงเฟิงได้เห็นกระบวนการทั้งหมดอย่างรอบด้าน ทุกมุมมอง ไม่พลาดแม้แต่รายละเอียดเดียว
น่าเสียดายที่เจียงฮุ่ยฉินวิ่งหนีไปก่อน เลยไม่ได้เห็นการจัดจานและราดน้ำซุปในตอนท้าย
เจียงเฟิงนั่งอยู่บนเตียง พยายามนึกถึงวิธีทำรังนกใบหลิวในซุปใสที่เขาเห็นในความทรงจำของเจียงฮุ่ยฉิน
ไม่ได้ มันยากเกินไป
ดูเพียงครั้งเดียว วัตถุดิบและวิธีการจัดการนั้นแยกแยะได้ง่าย แต่การควบคุมไฟและการปรุงรสที่ไม่เคยได้ลิ้มลองมาก่อน การจะเรียนรู้ได้ด้วยตาเปล่าเพียงอย่างเดียวนั้นยากเกินไปสำหรับเจียงเฟิง ไม่ต้องพูดถึงหัวใจสำคัญของอาหารจานนี้อย่างน้ำซุปใสเลย
เจียงเฟิงเพียงแค่ได้กลิ่น และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าใช้ส่วนผสมอะไรบ้าง
ถ้าเขามีความสามารถแค่ดมกลิ่นก็ตัดสินส่วนผสมได้ ตอนเด็กที่เรียนทำอาหารคงไม่โดนคุณปู่เอาก้นหม้อเคาะหัวหรอก
เมื่อแน่ใจแล้วว่าตัวเองไม่สามารถเรียนรู้วิธีทำรังนกใบหลิวในซุปใสได้ หลังจากดูความทรงจำจบ ความง่วงก็หายไปหมด เจียงเฟิงจึงลงไปข้างล่างและออกไปเดินเล่น
ตั้งแต่เปิดเทอมมา นาน ๆ ทีจะมีเวลาว่าง การเสียเวลาไปกับการนอนหลับนั้นน่าเสียดายเกินไป
จี้เยวี่ยยังคงวาดรูปอยู่ข้างล่าง เจียงเฟิงใช้เวลาอยู่ในความทรงจำของเจียงฮุ่ยฉินไปกว่าครึ่งวันแล้ว แต่ในความเป็นจริงเพิ่งจะผ่านไปไม่กี่นาที เมื่อเห็นเจียงเฟิงลงมา จี้เยวี่ยก็รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
“ไม่นอนแล้วเหรอ?”
“ไม่นอนแล้ว เดี๋ยวจะออกไปเดินเล่นหน่อย”
เวลานี้ เป็นช่วงเวลาที่ถนนสายของกินเงียบเหงาที่สุด
ความร้อนปลายฤดูใบไม้ร่วงยังคงแผลงฤทธิ์ เดินอยู่บนถนนที่โดนแดดเผาจนเวียนหัว ความอยากอาหารหายไปหมดสิ้น
เจียงเฟิงกำลังพิจารณาเรื่องหนึ่งอยู่
เรื่องหนึ่งที่ถ้าหวังซิ่วเหลียนและเจียงเจี้ยนคังรู้เข้า เขาอาจจะโดนรุมสองต่อหนึ่ง จากนั้นก็ถูกสั่งให้คุกเข่าบนชั้นวางมีดแล้วเอาหม้อแรงดันวางไว้บนหัว
……….……….……….……….
(1)หร่วนหลิงอวี้ (阮玲玉) เป็นนักแสดงหญิงชาวจีนที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดคนหนึ่งในช่วงทศวรรษ 1930 และถือเป็นสัญลักษณ์ของวงการภาพยนตร์จีนในยุคนั้น