เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 32 เงาอดีตแห่งยุคสาธารณรัฐ (1)

บทที่ 32 เงาอดีตแห่งยุคสาธารณรัฐ (1)

บทที่ 32 เงาอดีตแห่งยุคสาธารณรัฐ (1)


“พี่จ๋า~” เจียงฮุ่ยฉินดึงมือของผู้ชายที่อยู่ตรงประตูพลางออดอ้อน “เมื่อวานพี่สัญญาแล้วว่าจะสอนฉัน!”

เจียงเฟิงเดาว่าชายวัยกลางคนตรงหน้าที่มีหน้าตาคล้ายกับเขาอยู่หลายส่วนคนนี้ ซึ่งน่าจะเป็นเจียงเฉิงเต๋อคุณปู่ทวดของเขานั่นเอง

อายุที่ห่างกันมากของคนทั้งสอง ทำให้ดูไม่เหมือนพี่น้องแต่เหมือนพ่อลูกเสียมากกว่า

“โตเป็นสาวจะออกเรือนแล้ว ยังทำตัวไม่เรียบร้อยอีก” เจียงเฉิงเต๋อยื่นมือไปลูบหัวเธออย่างเอ็นดู “ยังปักชุดเจ้าสาวอยู่ในห้องเหรอ?”

“ก็เจ้าเว่ยกั๋วตัวแสบนั่นแหละค่ะ เดิมทีฉันปักเสร็จแล้วแท้ ๆ แต่ดันมาทำชายชุดขาดอีก พรุ่งนี้ฉันต้องไปถ่ายรูปแต่งงานกับหมิงอีแล้ว เดี๋ยวถ้าจับตัวได้นะ ฉันจะเขกหัวให้แรง ๆ เลย!” เจียงฮุ่ยฉินชูกำปั้นเล็ก ๆ ของเธอขึ้นมาแสดงความตั้งใจว่าจะตีหลานชาย เธอวิ่งเหยาะ ๆ ไปข้างหน้าสองก้าว พอเห็นเจียงเฉิงเต๋อยังเดินช้า ๆ อยู่ข้างหลังจึงเร่งว่า “เร็วหน่อยสิคะ เร็วหน่อย!”

เจียงฮุ่ยฉินวิ่งเร็ว เจียงเฟิงจึงทำได้เพียงวิ่งเหยาะ ๆ ตามไป กำแพงที่มองไม่เห็นด้านหลังคอยกระแทกหลังและก้นของเขาอยู่ตลอดเวลาราวกับมีคนเอาแส้มาเฆี่ยน

บ้านทรงสี่เหลี่ยมหลังเล็กของตระกูลเจียงอยู่ใกล้กับภัตตาคารไท่เฟิงโหลวมาก เจียงฮุ่ยฉินแอบเข้าไปทางประตูหลังอย่างคล่องแคล่ว ในที่สุดก็หยุดฝีเท้าลงที่ห้องครัวหลังร้าน ทำให้เจียงเฟิงมีเวลาได้หยุดพักหายใจพร้อมกับลูบก้นที่น่าสงสารของตัวเองเสียที

คุณอาทวดของเขาคนนี้ไม่ไปเป็นนักวิ่งระยะไกลนี่เสียดายความสามารถแย่เลย

“คุณหนูเจียงครับ พ่อครัวใหญ่ออกไปข้างนอกเมื่อครู่นี้เองครับ” ลูกมือในครัวคนหนึ่งเห็นเจียงฮุ่ยฉินแอบเข้ามาจึงเอ่ยเตือน

“ชู่ว์ ฉันขอยืมครัวหน่อยนะ อย่าไปบอกเถ้าแก่ล่ะ” เจียงฮุ่ยฉินหาวัตถุดิบที่ต้องการไม่เจอ แถมเจียงเฉิงเต๋อก็ยังไม่มาเสียที เธอจึงร้อนใจจนอยู่ไม่สุข

ครู่ต่อมา เจียงเฉิงเต๋อจึงเดินมาถึงอย่างไม่รีบร้อน

“พี่ เร็วหน่อยสิคะ ตอนเย็นฉันนัดหมิงอีไปดูหนังไว้นะ พี่เร็วหน่อย!” เจียงฮุ่ยฉินเร่ง

เจียงเฉิงเต๋อหัวเราะออกมา “เมื่อไหร่เธอจะแก้ไอ้นิสัยใจร้อนนี่ได้สักทีนะ ตกลงกันแล้วนะว่าอาหารจานนี้พี่จะสอนเธอแค่ครั้งเดียว ตั้งใจดูให้ดี อย่าซน นี่เป็นอาหารที่คุณชายจางสั่งไว้”

“ฉันไม่ซน ฉันไม่ซนแน่นอนค่ะ!”

เจียงเฉิงเต๋อเดินไปที่เตาแห่งหนึ่ง เปิดฝาหม้อเหล็กใบใหญ่ออก แล้วหยิบชามใบเล็กข้างในออกมาวางไว้ตรงหน้าเจียงฮุ่ยฉิน

“คุณแม่ของคุณชายจางชอบรังนกบ้าน ส่วนน้องเขยสั่งรังนกสีทองไว้ วิธีทำเหมือนกัน ไป คีบขนอ่อนข้างในออกมา” เจียงเฉิงเต๋อเลื่อนชามไปตรงหน้าเธอ “คีบให้สะอาดแล้วล้างน้ำอีกรอบ แช่ไว้ในน้ำด่าง”

เจียงฮุ่ยฉินไปหยิบตะเกียบปลายแหลมมาอย่างว่าง่าย ก้มหน้าลงใกล้ชามใบเล็กตรงหน้า แล้วบรรจงคีบขนอ่อนสีดำเล็ก ๆ และสิ่งสกปรกอื่น ๆ ข้างในออกมาอย่างละเอียด

เจียงเฟิงก็โน้มตัวเข้าไปดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น ตะเกียบคู่นั้นเล็กมาก แต่เมื่อเทียบกับขนอ่อนในชามแล้วกลับดูใหญ่เกินไป มือของเจียงฮุ่ยฉินคล่องแคล่วมากทีเดียว แต่การคีบออกมานั้นต้องใช้ความพยายามอย่างยิ่ง

“รังนกต้องล้างด้วยน้ำอุ่นก่อนหนึ่งรอบ แล้วค่อยนำไปตุ๋นในหม้อหนึ่งชั่วยามครึ่ง ส่วนไข่นกพิราบใบหลิวทำยังไงคงไม่ต้องให้พี่สอนแล้วใช่ไหม?”

“ไม่ต้องค่ะ ไม่ต้อง” เจียงฮุ่ยฉินก้มหน้าคีบขนอ่อนออกมาอีกเส้น

เมื่อเห็นเจียงฮุ่ยฉินคีบอย่างตั้งใจ เจียงเฉิงเต๋อจึงไม่ได้แนะนำอะไรต่อ เขาเดินไปที่โต๊ะด้านข้างเพื่อหยิบช้อนไม้เล็ก ๆ แปดอัน ใช้ผ้าชุบน้ำมันทาบนช้อนบาง ๆ แล้ววางไว้ด้านข้าง จากนั้นจึงหยิบแฮมชิ้นหนึ่งที่อยู่ทางขวามือขึ้นมา

“แฮมต้องหมักก่อนรอบหนึ่ง จริงสิ สินเดิมของเธอพี่คงต้องเพิ่มแฮมให้อีกสองขา ตอนหั่นก็ระวังหน่อย อย่าซุ่มซ่ามทำมีดบาดมือล่ะ รอให้มันพองในน้ำด่างแล้วล้างด้วยน้ำอุ่นอีกรอบเธอค่อยฉีกเป็นเส้น ๆ เอาล่ะ เธอคีบไปก่อนเถอะ พูดมากไปเธอก็จำไม่ได้” เจียงเฉิงเต๋อปากก็พูดไป แต่มือก็ไม่ได้หยุดทำ

มีดทำครัวเล่มใหญ่กรีดเบา ๆ ไปตามลายของแฮมไม่กี่ครั้ง บนเขียงก็มีแฮมแผ่นบางราวกับปีกของจักจั่นเพิ่มขึ้นมาหลายชิ้น

ตั้งแต่ได้ยินคำว่าสินเดิม เจียงฮุ่ยฉินก็ก้มหน้าต่ำลง คำพูดหลังจากนั้นเธอไม่ได้ฟังเข้าไปเลยแม้แต่คำเดียว

เมื่อเจียงฮุ่ยฉินคีบขนอ่อนและสิ่งสกปรกในรังนกออกจนหมดแล้วนำไปแช่ในน้ำด่าง ไข่นกพิราบใบหลิวของเจียงเฉิงเต๋อก็ทำเสร็จพอดี ไข่นกพิราบที่นึ่งสุกแล้ววางอยู่บนแฮมแผ่นและผักกาดดอง ดูสวยงามน่ารับประทาน

“พี่คะ รังนกต้องแช่จนมันเป็นแบบไหนเหรอคะ?” พอเห็นไข่นกพิราบนึ่งสุกแล้ว เจียงฮุ่ยฉินก็อดไม่ได้ที่จะมองไปยังรังนกที่พองตัวแล้วในชาม

เจียงเฉิงเต๋อเดินไปดูแล้วร้อนใจ รีบเทน้ำด่างทิ้งแล้วล้างด้วยน้ำอุ่นอีกรอบ “เพิ่งพูดว่าเธอขี้ลืม เธอก็ขี้ลืมจริง ๆ! พี่บอกให้เธอแช่จนพองแล้วเอาออกมา นี่เธอแช่นานแค่ไหนแล้วเนี่ย? ยังไม่รีบไปตักน้ำเย็นมาอีก!”

เจียงฮุ่ยฉินรีบร้อนไปตักน้ำ

ตอนที่เจียงฮุ่ยฉินตักน้ำเย็นมา รังนกก็ถูกเจียงเฉิงเต๋อฉีกเป็นเส้น ๆ แล้ว พอเจียงเฉิงเต๋อล้างด้วยน้ำเย็นหนึ่งรอบก็นำลงหม้อทันที

ความชื่นชอบในน้ำซุปของคนตระกูลเจียงนั้นสืบทอดกันมารุ่นต่อรุ่นจริง ๆ พอนำรังนกลงหม้อ น้ำซุปใสร้อน ๆ ก็ถูกราดลงไป เจียงเฟิงถึงเพิ่งจะสังเกตเห็นว่า ในหม้อใบใหญ่สองใบที่อยู่บนเตาด้านหลังมีแต่น้ำซุปทั้งนั้น

เมื่อเจียงเฟิงหันกลับมา รังนกก็ถูกตักขึ้นมาแล้ว ในหม้อมีเพียงน้ำซุปใสที่ยังร้อนและกำลังจะเดือดปุด ๆ ในขณะที่น้ำซุปใสกำลังจะเดือด เจียงเฉิงเต๋อก็ราดน้ำซุปเย็นลงไปอีกกระบวย โรยเกลือเล็กน้อย สุดท้ายเติมเหล้าจีนเส้าซิงหนึ่งช้อน แล้วก็โยนหม้อให้เจียงฮุ่ยฉิน

“รอให้มันเดือดแล้วช้อนฟองออก” พูดจบ เขาก็เริ่มจัดจาน

เมื่อได้รับมอบหมายภารกิจ เจียงฮุ่ยฉินที่อยากจะแก้ตัวจึงจ้องมองหม้อใบใหญ่ตรงหน้าโดยไม่กะพริบตา

“คุณอา คุณอา พี่หมิงอีมาหาครับ” เด็กชายตัวเล็กคนหนึ่งวิ่งเข้ามาในครัวหลังร้าน

“เว่ยกั๋ว ต่อไปต้องเรียกว่าอาเขย อย่าให้ลำดับญาติมั่ว!” เจียงเฉิงเต๋อทำหน้าเคร่งขรึม

“โอ้” รอยยิ้มบนใบหน้าของเด็กชายค่อย ๆ หายไป

นี่มัน!

คุณปู่??!

เจียงเฟิงจ้องมองเด็กชายตัวน้อยที่ยังมีน้ำมูกไหลย้อยอยู่ตรงหน้า แทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง

ยังไม่ทันที่เจียงเฟิงจะได้สำรวจเจียงเว่ยกั๋วในวัยเด็กอย่างละเอียด เจียงฮุ่ยฉินก็หน้าแดงแล้ววิ่งออกไป เจียงเฟิงทำได้เพียงวิ่งตามไปข้างหลัง ไม่อย่างนั้นเอวและก้นของเขาคงต้องเดือดร้อนเป็นแน่

จากนั้นเจียงเฟิงก็ได้เผชิญหน้ากับฉากหวานเลี่ยนครั้งใหญ่

ใครว่าคนสมัยก่อนหัวโบราณกันนัก เรื่องที่ว่าแสดงความรักอย่างเหมาะสมและรักษาระยะห่างน่ะ มันไร้สาระทั้งเพ!

ไม่มีการออมช็อตหวาน ๆ ไว้แม้แต่น้อย!

เจียงเฟิงได้เห็นกับตาตัวเองว่าคุณอาทวดและคุณทวดเขยในวัยสิบกว่าปีของเขานั่งดูหนังกันอย่างหวานชื่น เธอป้อนบ๊วยให้ฉัน ฉันแกะเมล็ดแตงโมให้เธอ กุมมือเล็ก ๆ นั้น ตอนจบของหนังที่นางเอกตายอย่างน่าสลด หลี่หมิงอีแอบหอมแก้มซ้ายของเจียงฮุ่ยฉิน

ทั้งที่เป็นหนังโศกนาฏกรรม แถมยังเป็นหนังเงียบ แต่ทั้งสองคนกลับดูเหมือนเพิ่งดูหนังรักหวานชื่นจบไปเรื่องหนึ่ง

ดูหนังจบ หลี่หมิงอีก็เดินไปส่งเจียงฮุ่ยฉินที่บ้าน เจียงเฟิงเดินตามอยู่ข้างหลังพวกเขา

ดาเมจจากการโจมตีของคู่รักที่ได้รับจากข้างหน้านั้นรุนแรงเกินไป เจียงเฟิงรู้สึกว่าอยู่ข้างหลังน่าจะปลอดภัยกว่า

“พรุ่งนี้เราไปถ่ายรูปแต่งงานที่ร้านถ่ายรูปจินลี่กันนะ” เหลืออีกเพียงซอยเดียวก่อนจะถึงบ้านของตระกูลเจียง หลี่หมิงอีก็หยุดเดิน

“อื้ม” เจียงฮุ่ยฉินตอบรับเสียงเบา

“อีก 5 วัน เธอก็จะเป็นภรรยาของฉันแล้ว”

“อื้ม” เสียงของเจียงฮุ่ยฉินเบาลงอีก เธอก้มหน้าลง แม้แต่ใบหูก็ยังแดงก่ำด้วยความเขินอาย

“ถ้าไม่ใช่เพราะคุณแม่ต้องเลือกฤกษ์งามยามดี ฉันอยากจะให้เราแต่งงานกันวันนี้เลยจริง ๆ ฉันจะลงประกาศในหนังสือพิมพ์ ไม่ใช่แค่ในเมืองเป่ยผิง แต่ยังรวมถึงที่เซี่ยงไฮ้ ที่หนานจิง ทั้งหนังสือพิมพ์ต้ากงและหมินเป้า ฉันจะลงให้หมด ฉันจะให้คนทั้งประเทศรู้ว่าเธอคือภรรยาของฉัน!” หลี่หมิงอีกอดเจียงฮุ่ยฉินไว้ ก้มลงจูบที่หน้าผากของเธอเบา ๆ แล้วกระซิบว่า

“ราตรีสวัสดิ์นะ ที่รักของฉัน!”

ใบหน้าของเจียงฮุ่ยฉินที่เดิมทีแค่แดงระเรื่อพลันแดงก่ำขึ้นมาทันที เธอผละออกจากอ้อมกอดของเขาแล้ววิ่งกลับบ้านโดยไม่หันหลังกลับ

การวิ่งอย่างกะทันหันของเธอทำเอาเจียงเฟิงลำบากไปด้วย เขาไม่ทันได้เตรียมตัวก็ถูกกำแพงที่มองไม่เห็นด้านหลังชนเข้าอย่างจังจนล้มลงกับพื้น

เจ็บจริง ๆ เลยโว้ย!

ขณะที่เจียงเฟิงจะลุกขึ้นจากพื้น ก็พบว่าตัวเองปรากฏตัวอยู่ในห้องห้องหนึ่ง แถมยังเป็นตอนกลางวันอีกด้วย

ต้องรู้ไว้อย่างว่า ตอนที่เจียงฮุ่ยฉินวิ่งกลับบ้านเมื่อครู่นั้นเป็นเวลากลางคืน

“ฉันไม่ใส่ ฉันไม่ใส่ ฉันไม่ใส่!”

เจียงเฟิงยังไม่ทันจะเข้าใจสถานการณ์ ก็ได้ยินเสียงกรีดร้องอย่างโกรธเกรี้ยวของเจียงฮุ่ยฉิน

จบบทที่ บทที่ 32 เงาอดีตแห่งยุคสาธารณรัฐ (1)

คัดลอกลิงก์แล้ว