เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 23 เรียนทำอาหารต้องไปที่ซินตงฟาง

บทที่ 23 เรียนทำอาหารต้องไปที่ซินตงฟาง

บทที่ 23 เรียนทำอาหารต้องไปที่ซินตงฟาง


เรื่องบัญชีทางการก็จัดการได้อย่างราบรื่น เจียงเฟิงแอดวีแชตของจางเว่ยไปเอง เพื่อปรึกษาเรื่องรายละเอียดการส่งเดลิเวอรีในช่วงสองสามวันนี้ จางเว่ยไม่ใช่คนจู้จี้จุกจิก เขาบอกเจียงเฟิงถึงอาหารสองสามอย่างที่เขาไม่กิน แล้วปล่อยให้เจียงเฟิงจัดการส่งได้ตามสะดวก ที่ร้านสะดวกทำอะไรก็ให้ทำอย่างนั้นมาให้เขา

เมื่อเจอแขกที่สบาย ๆ ขนาดนี้เป็นครั้งแรก เจียงเฟิงก็อดไม่ได้ที่จะประหลาดใจเล็กน้อย

หลังจากลูกค้าโต๊ะสุดท้ายในร้านกลับไปแล้ว เจียงเจี้ยนคังก็ยังคงวุ่นอยู่ในครัวอีกกว่าครึ่งชั่วโมง ในที่สุดก็ทำอาหารจานสุดท้ายเสร็จ

เมื่อมองดูอาหารหวยหยางเจ็ดอย่างกับซุปอีกหนึ่งอย่างบนโต๊ะ เจียงเฟิงแทบจะสงสัยว่าเจียงเจี้ยนคังได้นำเอาความรู้ทั้งหมดที่ร่ำเรียนมาในชีวิตมาใช้ในวันนี้แล้วหรือเปล่า

ข้าวผัดหยางโจว เป็ดสามซ้อน ลูกชิ้นหัวสิงโตเนื้อปูตุ๋น เต้าหู้เหวินซือ ข้าวโพดผัดเมล็ดสน เห็ดหอมผัดผักกวางตุ้ง กุ้งผัด และซุปเห็ด

จากคำใบ้ที่ปรากฏขึ้น เจียงเฟิงมองออกว่าข้าวผัดหยางโจวน้ำมันเยอะเกินไป ขาหมูเย็นยังควบคุมไฟได้ไม่ดีพอ เต้าหู้เหวินซือทำออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม ส่วนข้าวโพดผัดเมล็ดสนรสชาติจืดชืดเกินไป แถมหวังซิ่วเหลียนคงจะเห็นแก่ของถูกเลยซื้อข้าวโพดที่ไม่สดมาแน่ ๆ

สำหรับเจียงเจี้ยนคังผู้ไม่ค่อยถนัดอาหารหวยหยางเท่าไหร่นัก อาหารโต๊ะนี้ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งหลักชัยสำคัญบนเส้นทางอาหารหวยหยางของเขาเลยทีเดียว!

จี้เยวี่ยถึงกับตะลึงเมื่อเห็นอาหารโต๊ะใหญ่ขนาดนี้

“เจียงเฟิง นายไม่เห็นบอกฉันเลยว่าอาหารสามมื้อของบ้านนายมันจะอลังการขนาดนี้!” จี้เยวี่ยมองดูอาหารบนโต๊ะ เสียงสั่นเทาเล็กน้อย

อาหารดีขนาดนี้ ต่อให้เงินเดือนหมื่นหยวนก็ไม่ขอแลก!

“เอ๊ะ ทำไมมีซุปสองถ้วยล่ะ?” จ้าวอวี่ชี้ไปที่เต้าหู้เหวินซือแล้วถาม “ทำซุปเต้าหู้ทำไมต้องหั่นเต้าหู้ละเอียดขนาดนี้ด้วย?”

“พี่ใหญ่ นี่มันเต้าหู้เหวินซือนะ!” หลิวจื่อเซวียนพูดอย่างสุดจะทน

แต่การจัดจานที่ไม่ยับยั้งชั่งใจของเจียงเจี้ยนคังก็ทำให้เต้าหู้เหวินซือดูเหมือนซุปเต้าหู้จริง ๆ

“มา ๆ ๆ นั่งลงกินข้าวกัน” เจียงเจี้ยนคังกล่าวต้อนรับ แล้วพูดกับจี้เยวี่ยอย่างกระตือรือร้น “อาหารหวยหยางที่ลุงทำก็ไม่ค่อยจะดั้งเดิมเท่าไหร่หรอกนะ แค่แสดงฝีมือเล็ก ๆ น้อย ๆ มา ๆ ๆ ลองชิมเต้าหู้เหวินซือนี่ดู ไม่รู้ว่าจะถูกปากหรือเปล่า”

“ดั้งเดิมค่ะ ดั้งเดิม” จี้เยวี่ยพยักหน้าไม่หยุด เธอเคยเห็นเต้าหู้เหวินซือแบบดั้งเดิมที่ไหนกัน เต้าหู้ตรงหน้าทุกเส้นบางละเอียดราวกับเส้นผม ถ้าหากนี่ไม่ใช่ของดั้งเดิม เธอก็นึกไม่ออกแล้วว่าเต้าหู้เหวินซือแบบดั้งเดิมหน้าตาเป็นอย่างไร

“ลองชิมเป็ดสามซ้อนนี่ดูสิ ถึงจะไม่มีเป็ดเกาโหยวกับเป็ดป่า แต่นี่ลุงก็ใช้หม้อความดันกับน้ำซุปทำออกมา รสชาติไม่น่าจะต่างกันมากหรอก” เจียงเจี้ยนคังพูดต่อ

“อร่อยค่ะ อร่อย!” จี้เยวี่ยก็ไม่เคยกินเป็ดสามซ้อนมาก่อนเช่นกัน

“ลูกชิ้นหัวสิงโตของคุณลุงเจียงอร่อยมากครับ!” หลิวจื่อเซวียนชมไม่ขาดปาก

“แน่นอนอยู่แล้ว!” เจียงเจี้ยนคังภูมิใจอย่างยิ่ง “ช่วงนี้ปูอาจจะยังไม่ค่อยอ้วนเท่าไหร่ แต่ก็พอกินได้อยู่ รออีกสักสองเดือนตอนที่ปูขนออกสู่ตลาดแล้วลุงจะทำให้พวกเธอกินอีกที วันนี้ก็คงต้องให้เสี่ยวจี้ทนกินของมีตำหนิไปก่อนนะ”

“อร่อยมากค่ะ อร่อยมาก!” จี้เยวี่ยพยักหน้าและยิ้มราวกับเครื่องจักร

ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่ทำลูกชิ้นหัวสิงโตต้องใช้ปูด้วย...

หลังจากอิ่มหนำสำราญแล้ว จี้เยวี่ยก็เก็บถ้วยชาม ทำความสะอาดโต๊ะ และเก็บกวาดร้านอย่างคล่องแคล่ว ส่วนเจียงเจี้ยนคังกับหวังซิ่วเหลียนไปคิดบัญชีและวางแผนว่าจะทำเครื่องดื่มอะไรในวันพรุ่งนี้ ส่วนคนที่ไม่ยอมกลับหอพักก็อยู่ช่วยงานที่ร้านและคุยโม้กันไปเรื่อย

“เฮ้อ ตอนนั้นฉันเกือบจะเลือกเรียนมหาวิทยาลัยแถวหวยหยางแล้ว” จ้าวอวี่ทำเสียงจิ๊จ๊ะในปาก ราวกับกำลังนึกถึงรสชาติของอาหารโต๊ะเมื่อครู่

“ใช่แล้ว ฉันก็นึกไม่ถึงเหมือนกันว่าอาหารในแผ่นดินจีนจะมีความแตกต่างกันได้ขนาดนี้ ทำไมแถวบ้านเราไม่มีอาหารพื้นเมืองอร่อย ๆ บ้างเลยนะ” หวังฮ่าวเห็นด้วยอย่างยิ่ง

จี้เยวี่ย “...”

ฉันว่าพวกนายคงจะเข้าใจอะไรผิดเกี่ยวกับบ้านฉันแล้วล่ะ อาหารหลายอย่างฉันก็เพิ่งจะเคยกินเป็นครั้งแรกเหมือนกัน

เพื่อไม่ให้เป็นการทำลายความฝันอันสวยงามของเหล่ารุ่นน้อง จี้เยวี่ยจึงตัดสินใจเก็บความลับนี้ไว้ในใจ

เมื่อร้านปิด ทุกคนก็แยกย้ายกันกลับหอพัก พรุ่งนี้เจียงเฟิงมีเรียนเต็มวัน กว่าจะเลิกก็เที่ยง พอกลับถึงหอพัก เขาลองหยิบหนังสือเรียนของวันพรุ่งนี้ขึ้นมาดู ตั้งใจว่าจะเป็นนักเรียนที่ดี แต่พอมองดูแวบหนึ่งก็ไม่เข้าใจ เขาจึงปิดหนังสืออย่างมีความสุขแล้วขึ้นเตียงไปเล่นโทรศัพท์มือถือ

สุขใดเล่าจะเท่าห้านาทีก่อนนอน

วันรุ่งขึ้น เขากินซาลาเปาไส้ไหลไป 4 ลูกอย่างเอร็ดอร่อยแล้วเดินไปที่ห้องเรียน พอไปถึงก็พบว่าคำทักทายแรกที่ทุกคนพูดกันคือ “เมื่อวานได้กินหรือยัง?”

อะไรกัน คำฮิตติดปากใหม่ในอินเทอร์เน็ตเหรอ?

“พี่เฟิง!” เฉียนถังเห็นเจียงเฟิงก็รีบพุ่งเข้าไปหา “ช่วยลูกด้วย!”

แม้แต่ตอนที่ไปขอแนวข้อสอบจากอาจารย์ตอนปลายภาคยังไม่เคยทำหน้าตาแบบนี้เลย

“มะ...มีอะไรเหรอ?” เจียงเฟิงตกใจ

“วันนี้เรามีเรียนห้าคาบนะพี่เฟิง!” ใบหน้าของเฉียนถังเต็มไปด้วยความเศร้า “แย่งที่นั่งกินข้าวไม่ได้เลย!”

เจียงเฟิงนึกสงสัยในใจ แย่งที่นั่งในโรงอาหารไม่ได้แล้วมาหาเขาจะมีประโยชน์อะไร เขาก็แย่งที่นั่งไม่ได้เหมือนกัน

“ก็สั่งเดลิเวอรีสิ!” ปีที่แล้วทุกคนก็ทำแบบนี้กัน พอเลิกเรียนคาบที่สี่ก็สั่งเดลิเวอรีแล้วระบุเวลาส่งก็พอแล้ว

“พี่เฟิง แต่บ้านนายไม่ส่งเดลิเวอรีนี่นา! ฉันโหลดแอปเดลิเวอรีมาทุกแอปแล้วยังหาร้านบ้านนายไม่เจอเลย” เจียงเฟิงรู้สึกว่าฝีมือการแสดงของเฉียนถังยังขาดไปนิดหน่อย ถ้าเป็นคุณลุงใหญ่ของเขามาอยู่ตรงนี้ ป่านนี้น้ำตาคงไหลเป็นทางแล้ว

“อ๋อ เรื่องนั้นเหรอ อีกสองสามวันก็ส่งแล้ว รอก่อนนะ เดี๋ยวฉันทำบัญชีทางการในวีแชต พวกนายก็สั่งเดลิเวอรีผ่านบัญชีทางการได้เลย” พอเจียงเฟิงพูดจบ คนที่อยู่ข้าง ๆ ก็พากันเข้ามารุมล้อม

“พี่เฟิง อีกกี่วันถึงจะสั่งเดลิเวอรีได้เหรอ?”

“พี่เฟิง ช่วยเหลือเหล่าโอตาคุด้วย!”

“พี่เฟิง ร้านบ้านนายคิดค่ากล่องอาหารไหม?”

“พี่เฟิง...”

พออาจารย์เดินเข้ามา ก็พบว่าทุกคนกำลังเรียกเจียงเฟิงว่าพี่เฟิงกันอย่างกระตือรือร้น เดิมทีคำเรียกนี้เป็นสิ่งที่หวังฮ่าวคิดขึ้นมาเอง เพื่อให้เจียงเฟิงทำข้าวซี่โครงหมูให้กินบ่อยขึ้น แต่ผลคือตอนนี้ทุกคนพากันเลียนแบบเขา จนไม่มีใครเรียกชื่อจริงของเจียงเฟิงอีกแล้ว

“โย่ เจียงเฟิง นี่แค่ปิดเทอมไปแป๊บเดียวก็ได้เลื่อนขั้นเป็นพี่เฟิงแล้วเหรอ มา พี่เฟิง ทบทวนบทเรียนมาหรือยัง จะถามอะไรหน่อย” อาจารย์หวังเคยสอนห้องของเจียงเฟิงเมื่อเทอมที่แล้ว เขาเป็นอาจารย์หนุ่มที่ชอบพูดเล่น

เจียงเฟิง “...”

เมื่อมองดูสมการแถวหนึ่งบนกระดานดำ เจียงเฟิงก็รู้สึกว่าคำประเมินของระบบที่มีต่อเขานั้นช่างตรงไปตรงมาจริง ๆ ความรู้ฟิสิกส์ของเขาก็อยู่แค่ระดับมัธยมปลายไม่ใช่เหรอ? สมการบนกระดานนั่นเขาอ่านไม่ออกด้วยซ้ำ

อาจารย์หวังเขียนต่อไปเรื่อย ๆ จนเต็มไปครึ่งกระดานดำ

นักเรียนทั้งห้องต่างมองหน้ากันไปมา

อาจารย์เปลี่ยนไปแล้ว เมื่อก่อนพอเริ่มสอน อาจารย์จะต้องเล่าเรื่องรักโลภโกรธหลงของเอดิสันกับเทสลาตั้งห้านาที

เจียงเฟิงก้มหน้าลงอย่างเงียบ ๆ เปิดหน้าต่างสถานะ แล้วนำค่าประสบการณ์ไปเพิ่มให้กับวิชาฟิสิกส์เพื่ออัปเกรดจากขั้นต้นเป็นขั้นกลาง

ฟิสิกส์ (ขั้นกลาง): คุณสามารถเข้าใจความรู้ฟิสิกส์ส่วนใหญ่ในระดับปริญญาตรีได้

พอเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้ง สมการที่เมื่อครู่ยังดูเหมือนภาษาต่างดาว จู่ ๆ ก็กลับเข้าใจได้ขึ้นมาทันที เขารู้ได้โดยสัญชาตญาณว่านี่คือสมการอะไร และสามารถนำไปใช้กับโจทย์ประเภทไหนได้บ้าง

“พี่เฟิง เมื่อกี้นายจิ้มอะไรบนโต๊ะเหรอ?” หวังฮ่าวถาม

“ฉันเปิดหน้าต่างเกมเพื่ออัปเกรดสกิลน่ะ” เจียงเฟิงตอบ

“ฮ่า ๆ พี่เฟิงนี่ตลกจริง ๆ”

“มา พี่เฟิง บอกฉันหน่อยว่าสมการแปดตัวนี้คืออะไร?” อาจารย์หวังวงกลมสมการแปดตัวทางซ้าย

“ทั้งหมดคือสมการของแมกซ์เวลล์ครับ” เจียงเฟิงตอบ

“ใช้ได้ ยังพอจำเนื้อหาฟิสิกส์ทั่วไปของปีที่แล้วได้อยู่บ้าง มา หลี่ปิน บอกฉันหน่อยว่าสมการสามตัวทางนี้คืออะไร?”

“เราเรียนสมการของแมกซ์เวลล์ในวิชาฟิสิกส์ทั่วไปด้วยเหรอ?” หวังฮ่าวทำหน้าเหรอหรา เผยธาตุแท้ของเด็กเรียนไม่เก่งออกมาอย่างชัดเจน

“คงจะมั้ง” เจียงเฟิงทำหน้าเฉย

ถ้ารู้ว่าเป็นแบบนี้ ตอนนั้นน่าจะไปเรียนที่ซินตงฟาง(1)

อย่างน้อยก็เป็นสถาบันที่ยิ่งใหญ่พอ ๆ กับหลานเสียง(2)

……….……….……….……….

(1)ซินตงฟาง (新东方) คือสถาบันการศึกษาเอกชนขนาดใหญ่และมีชื่อเสียงอย่างมากในประเทศจีน

(2)หลานเสียง (蓝翔) เป็นอีกหนึ่งสถาบันอาชีวศึกษาที่มีชื่อเสียงของจีน

จบบทที่ บทที่ 23 เรียนทำอาหารต้องไปที่ซินตงฟาง

คัดลอกลิงก์แล้ว