- หน้าแรก
- ครัวนี้มีค่าประสบการณ์
- บทที่ 18 โจ๊ก
บทที่ 18 โจ๊ก
บทที่ 18 โจ๊ก
หญิงสาวจ่ายเงินผ่านวีแชตเสร็จแล้วก็จากไปพร้อมกับแฟนหนุ่ม เจียงเฟิงเก็บโต๊ะอย่างคล่องแคล่ว ชิวเฉินที่ยืนมองอยู่ข้าง ๆ ถึงกับอ้าปากค้าง
“พี่เฟิง ร้านของบ้านนายนี่มีเงื่อนไขเรื่องการกินหมดจานสูงขนาดนี้เลยเหรอ?” ชิวเฉินยังพิมพ์โมเมนต์ในมือไม่เสร็จ เขาตกตะลึงกับพฤติกรรมสุดห่ามของหญิงสาวคนเมื่อครู่ไปโดยสิ้นเชิง
“เธอเข้าใจผิดน่ะ” เจียงเฟิงอธิบาย
“ติ๊ง ได้รับค่าความนิยม 1 แต้ม ความคืบหน้าของภารกิจ (3/100)”
“พี่เฟิง พวกเรามาช่วย” หลิวจื่อเซวียนโพสต์ลงโมเมนต์เสร็จก่อนใครเพื่อน เขารีบแย่งจานไปถือ
เจียงเฟิงก็ไม่ห้าม “ในครัวหลังร้านมีแค่พ่อกับแม่ฉันสองคน นายเอาจานไปใส่ในเครื่องล้างจานก็พอ ถ้าทำไม่เป็นก็ถามแม่ฉัน”
หลิวจื่อเซวียนบอกว่าเขาใช้เครื่องล้างจานเป็น เขาจึงถือจานเข้าไปในครัวหลังร้าน
“ติ๊ง ได้รับค่าความนิยม 1 แต้ม ความคืบหน้าของภารกิจ (4/100)”
“ติ๊ง ได้รับค่าความนิยม 1 แต้ม ความคืบหน้าของภารกิจ (5/100)”
“ติ๊ง ได้รับค่าความนิยม 1 แต้ม ความคืบหน้าของภารกิจ (6/100)”
อีกสามคนที่เหลือก็เริ่มช่วยงานกัน ทั้งรับออเดอร์และเก็บโต๊ะซึ่งเป็นงานง่าย ๆ ถึงแม้พวกเขาจะทำได้ไม่คล่องแคล่วเท่าเจียงเฟิง แต่ก็ไม่ได้ทำอะไรผิดพลาด
เจียงเฟิงก็เพิ่งจะรู้ตัวว่าบ้านของเขาคิดไม่รอบคอบเอง มัวแต่คิดว่าเป็นร้านเล็ก ๆ แบบเดิมเลยไม่จำเป็นต้องจ้างคน ดูท่าแล้วคงต้องจ้างนักศึกษามาทำงานพาร์ทไทม์สักสองสามคน
แต่ก่อนเคยเห็นร้านอาหารเล็ก ๆ แถวมหาวิทยาลัยรับสมัครนักศึกษาทำงานพาร์ทไทม์พร้อมอาหารสองมื้อ เดือนละไม่กี่ร้อยหยวนก็คิดว่าพวกเขาหน้าเลือด ตอนนี้พอตัวเองจะต้องเริ่มจ้างคนบ้างถึงได้รู้ว่านักศึกษาเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด
มื้ออาหาร ราคาถูก แถมยังทำงานประหยัดเงินได้อีก ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว
หลิวจื่อเซวียนเข้าไปในครัวนานมาก ตอนที่ออกมาในมือถือจานหมูเส้นผัดซอสเสฉวนอยู่ ที่มุมปากยังมีร่องรอยที่น่าสงสัย
“แกแอบกินนี่!” หวังฮ่าวเหลือบมองแวบเดียวก็เห็นความผิดปกติที่มุมปากของหลิวจื่อเซวียน พอนึกถึงอาหารโต๊ะเมื่อครู่ก็อดที่จะทอดถอนใจไม่ได้ “นับถือเลยนะที่แกยังกินลง”
“คุณป้ารินชาสมุนไพรให้ฉันแก้วหนึ่ง” หลิวจื่อเซวียนนึกถึงรสชาติอย่างมีความสุข
ตอนที่เขาเพิ่งเข้าไปในครัวยังแปลกใจอยู่เลยว่าทำไมรูปร่างของพ่อแม่เจียงเฟิงถึงได้แตกต่างจากเขาขนาดนี้ แต่พอชาสมุนไพรเข้าปากปุ๊บ เขาก็ไม่มีเวลาคิดเรื่องอื่นอีก ในใจมีเพียงชาสมุนไพรเท่านั้น
คุณป้าเจียงนี่ช่างเป็นคนดีราวกับนางฟ้าจริง ๆ
เพียงแต่จะดูอวบอั๋นไปสักหน่อย
เหล่าศาสตราจารย์เป็นลูกค้าโต๊ะสุดท้ายที่กลับไป
ตอนที่บรรดาศาสตราจารย์กลับไป ศาสตราจารย์หลี่ยังยิ้มพลางพูดคุยกับเจียงเฟิงอยู่สองสามประโยค ทำเอาหลิวจื่อเซวียนที่อยู่ไกล ๆ ถึงกับมองตาค้าง
ในบรรดาคนเหล่านี้มีเพียงเขาที่เคยเรียนกับศาสตราจารย์หลี่ เขารู้ซึ้งดีว่าศาสตราจารย์หลี่เป็นชายชราที่เคร่งขรึมเพียงใด ปกติแล้วจะไม่ค่อยยิ้มแย้มกับนักศึกษา ตอนปลายภาคก็ให้ F แบบไม่ปรานี เรียกได้ว่าเป็นรากษส(1)เวอร์ชันสูงวัยเลยทีเดียว
“พี่เฟิง เมื่อกี้ศาสตราจารย์หลี่พูดว่าอะไรเหรอ?” หลังจากที่เหล่าศาสตราจารย์กลับไปแล้ว หลิวจื่อเซวียนก็เข้าไปถามด้วยความอยากรู้
“ศาสตราจารย์ถามว่าฉันเป็นคนเยียนจิงหรือเปล่า แล้วก็ถามว่ารุ่นคุณปู่ของฉันเป็นคนเยียนจิงด้วยไหม” เจียงเฟิงก็รู้สึกแปลกใจเหมือนกัน แค่กินข้าวแค่มื้อเดียว ทำไมศาสตราจารย์หลี่ถึงต้องถามเรื่องนี้ด้วย
เจียงเจี้ยนคังถนัดอาหารซานตง ไม่ใช่อาหารปักกิ่ง ถึงแม้ทั้งสองอย่างจะมีความคล้ายคลึงกันอยู่บ้าง แต่ก็ไม่น่าจะถึงขั้นทำให้คนเข้าใจว่าเจียงเจี้ยนคังเป็นคนเยียนจิง
“บ้านนายเน้นอาหารซานตงไม่ใช่เหรอ?” หลิวจื่อเซวียนก็พอจะมีความรู้เรื่องอาหารอยู่บ้าง
“อาจจะเป็นเพราะศาสตราจารย์หลี่ดื่มน้ำบ๊วยแล้วรู้สึกว่ารสชาติเหมือนของเยียนจิงแท้ ๆ เลยเผลอถามออกมาน่ะ” เจียงเฟิงพูด
“จริงสิ พวกนาย...” เดิมทีเจียงเฟิงอยากจะถามว่าพวกเขาจะกินข้าวด้วยกันไหม แต่ก็นึกขึ้นมาได้ทันทีว่าพวกเขากินกันไปแล้ว เขาจึงเปลี่ยนคำพูด “ตอนเย็นจะมากินข้าวกับพวกเราไหม”
ทั้ง 4 คนพยักหน้าเร็วเสียจนความถี่เกือบจะถึง 20 เฮิรตซ์แล้ว
กลุ่มของชิวเฉินทั้ง 4 คนถือชาสมุนไพรคนละแก้วแล้วจากไปอย่างมีความสุข ส่วนหวังฮ่าวที่แอบดื่มน้ำบ๊วย ชาสมุนไพร และถั่วเขียวต้มน้ำตาลไปไม่น้อยแล้ว แต่กลับยังคงรักษาระดับการกินปกติไว้ได้อย่างน่าเหลือเชื่อ เจียงเฟิงคาดการณ์ว่าถ้าเขายังคงกินในปริมาณนี้ต่อไป อีกไม่นานก็คงจะแซงหน้าเจียงไจ๋เต๋อลูกพี่ลูกน้องคนโตของเขาได้
ตอนบ่าย เจียงเฟิงเขียนประกาศรับสมัครงานพาร์ทไทม์แล้วติดไว้ที่กระจกหน้าร้าน
รับสมัคร: พนักงานพาร์ทไทม์ พนักงานส่งของ มีอาหารให้สองมื้อ เงินเดือนตามตกลง
หลังจากติดประกาศรับสมัครงานเสร็จ เจียงเฟิงก็เข้าร้านไปหามุมสงบแล้วเริ่มตรวจสอบหน้าต่างสถานะ
หั่นผักมาทั้งเช้า ค่าความชำนาญฝีมือการใช้มีดเพิ่มขึ้น 326 ความคืบหน้าของภารกิจหลักกลายเป็น (19/100) ความคืบหน้าของภารกิจน่าพอใจมาก คาดว่าถ้ายังคงมีโปรโมชันกินหมดจานต่อไปอีกสักสองสามวันก็น่าจะทำภารกิจสำเร็จ
“ติ๊ง ได้รับค่าความนิยม 1 แต้ม ความคืบหน้าของภารกิจ (20/100)”
อยู่ ๆ ก็ได้รับค่าความนิยมมาหนึ่งแต้ม!
เจียงเฟิงชะงักไปครู่หนึ่ง แต่ก็เข้าใจได้ในทันที
คาดว่าคงจะมีลูกค้าที่มากินข้าวตอนกลางวันไปแนะนำร้านอาหารตามสั่งเจี้ยนคังให้เพื่อน ๆ ฟัง หลักการเดียวกับการโพสต์ลงโมเมนต์ สามารถได้รับค่าความนิยมได้เหมือนกัน
ดูเหมือนว่าภารกิจหลักจะสำเร็จได้ในไม่ช้านี้แล้ว
เจียงเจี้ยนคังกับหวังซิ่วเหลียนเหนื่อยมาครึ่งค่อนวันแล้ว จึงขึ้นไปพักผ่อนที่ชั้นสอง เจียงเฟิงจึงฉวยโอกาสเปิดเตาในครัวเพื่อต้มโจ๊กสองสามหม้อ
ตั้งแต่ได้รับสกิลต้มโจ๊ก (ขั้นกลาง) มา เขาก็ยังไม่เคยต้มโจ๊กเลย พอดีมีโอกาส เลยจะได้ดูว่ารสชาติของโจ๊กขั้นกลางเป็นอย่างไร
เจียงเฟิงต้มโจ๊กสองหม้อ หม้อหนึ่งเป็นโจ๊กไข่เยี่ยวม้าหมูสับ อีกหม้อหนึ่งเป็นโจ๊กข้าวเหนียวดำ
หม้อหนึ่งเป็นโจ๊กหวาน อีกหม้อหนึ่งเป็นโจ๊กเค็ม น้ำบ๊วยขายหมดแล้ว ตอนเย็นก็แจกโจ๊กแทน คนละถ้วยเล็ก ๆ ดื่มแล้วพอดีรองท้อง
ภายใต้การนำทางของสกิลต้มโจ๊กขั้นกลาง เจียงเฟิงสามารถรับรู้ได้อย่างชำนาญว่าเมื่อไหร่ควรใช้ไฟแรง เมื่อไหร่ควรใช้ไฟอ่อน เมื่อไหร่ควรคน และเมื่อไหร่ควรใส่เครื่องปรุง ราวกับมีเทพแห่งการทำอาหารมาเข้าสิง โดยปกติแล้ว ถ้าไม่มีประสบการณ์ต้มโจ๊กมาหลายสิบปี ก็คงไม่มีสัญชาตญาณที่เฉียบแหลมขนาดนี้
โจ๊กสองหม้อต้มเสร็จแล้ว
[โจ๊กไข่เยี่ยวม้าหมูสับหนึ่งหม้อที่รสชาติพอใช้ได้ แต่ไข่เยี่ยวม้าหั่นไม่ละเอียดพอ และเนื้อสันในหมักไม่นานพอ]
[โจ๊กข้าวเหนียวดำหนึ่งหม้อที่รสชาติพอใช้ได้ แต่ข้าวโอ๊ตไม่สด]
เจียงเฟิงลองชิมดู รสชาติสามารถเทียบเคียงกับโจ๊กที่เจียงเจี้ยนคังทำได้แล้ว
เขาไปที่หน้าร้านแล้วเปลี่ยนโปรโมชันพิเศษเป็นทานอาหารที่ร้านรับฟรีโจ๊กหนึ่งถ้วย จากนั้นก็เตรียมเปิดร้าน
เขาขึ้นไปปลุกเจียงเจี้ยนคังกับหวังซิ่วเหลียนที่หลับไปแล้ว และถือโอกาสให้พวกท่านลงมาชิมโจ๊กที่เพิ่งทำเสร็จใหม่ ๆ
เจียงเจี้ยนคังดื่มโจ๊กไปหนึ่งคำทั้งที่ยังงัวเงีย
“ติ๊ง ได้รับค่าประสบการณ์ 9 แต้ม”
หวังซิ่วเหลียนหาวแล้วดื่มโจ๊กไปหนึ่งคำ
“ติ๊ง ได้รับค่าประสบการณ์ 11 แต้ม”
เจียงเฟิง “...”
บังเอิญจริง หวังฮ่าวมาช่วยงานที่ร้านพอดี
“ฮ่าวจื่อ โจ๊กข้าวเหนียวดำเพิ่งทำเสร็จใหม่ ๆ นายมาลองชิมดูสิ” หวังฮ่าวชอบของหวาน เจียงเฟิงจึงเรียกให้เขามาชิมโจ๊กหวาน
“ติ๊ง ได้รับค่าประสบการณ์ 31 แต้ม”
เจียงเฟิง “...”
ฮ่าวจื่อ นายเปลี่ยนไปแล้วนะ เมื่อวานนายไม่ใช่แบบนี้
……….……….……….……….
(1)รากษส (罗刹) เป็นอมนุษย์ในความเชื่ออินเดียที่เข้ามาสู่จีนผ่านศาสนาพุทธ มีลักษณะเป็นปีศาจร้ายน่าเกลียดน่ากลัว กินคน บินได้ และมีหน้าที่ลงโทษคนทำผิดในนรก หรือบางครั้งก็ทำหน้าที่ผู้พิทักษ์พระคัมภีร์ ตัวอย่างเช่น องค์หญิงพัดเหล็กในนิยายจีนไซอิ๋ว