- หน้าแรก
- ครัวนี้มีค่าประสบการณ์
- บทที่ 17 น้ำบ๊วย
บทที่ 17 น้ำบ๊วย
บทที่ 17 น้ำบ๊วย
พอถึงเวลาอาหาร คนก็เริ่มทยอยเข้าร้านมากขึ้น มีทั้งคนที่ได้ข่าวแต่เนิ่น ๆ อย่างชิวเฉินที่มาเพื่ออุดหนุนเจียงเฟิง และก็มีคนที่เพียงแค่อยากรู้อยากเห็นแล้วเดินเข้าร้านมาเหมือนคู่รักคู่นั้น
คนที่คุ้นเคยกับเจียงเฟิง ไม่ว่าจะทำหน้าบูดบึ้งแค่ไหนหลังจากดูเมนูแล้ว ก็ยังจะให้เกียรตินั่งลง ดื่มน้ำบ๊วยเย็นชื่นใจแก้วนั้นให้หมด เพื่อขจัดความไม่พอใจและความร้อนรุ่มในใจให้มลายไปพร้อมกัน
ส่วนคนที่หลงเข้ามา คนที่เลือกจะอยู่ต่ออย่างคู่รักคู่นั้นมีเพียงส่วนน้อย ส่วนใหญ่แล้วจะมองดูบรรดาลูกค้าในร้านอย่างประหลาดใจ พึมพำเบา ๆ ว่า ‘ร้านขูดรีด’ แล้วก็รีบเผ่นแน่บไปอย่างรวดเร็ว
“ไปกี่คนแล้ว?” หลังจากที่กลุ่มของชิวเฉินทั้ง 4 คนอิ่มหนำสำราญแล้ว ก็ยังไม่ลืมหน้าที่นักแสดงของตัวเอง ทั้งที่อิ่มจนนั่งแทบไม่ไหว แต่ก็ยังคงนั่งอยู่ที่เดิมทำทีเป็นว่ากำลังรออาหาร
จานสี่ใบบนโต๊ะสะอาดเอี่ยมราวกับถูกเลีย แม้แต่น้ำแกงก็ยังเอามาคลุกข้าวจนหมดเกลี้ยงไม่เหลือทิ้งแม้แต่น้อย
“คนที่ 6 แล้ว” หลี่เจี้ยนจากภาควิชาภาษาจีนนับอย่างละเอียด “แม้แต่น้ำบ๊วยก็ยังไม่ได้ดื่มแล้วก็ไป น่าสงสารจริง ๆ”
ชิวเฉินลูบท้องพลางกวาดสายตามองลูกค้าที่ชั้นหนึ่ง ตอนนี้เพิ่งจะเที่ยงตรง ยังไม่พ้นช่วงเวลาอาหารกลางวันดี ลูกค้าที่ชั้นหนึ่งก็นั่งกันเกือบเต็มแล้ว ในใจพลันเกิดความกังวลขึ้นมาแวบหนึ่ง
“นี่ยังไม่เปิดเทอมเลยนะ ร้านของบ้านพี่เฟิงขายแพงขนาดนี้คนยังเกือบเต็มร้าน ถ้าเปิดเทอมแล้วพวกเราอยากจะมากินก็ต้องมาแย่งที่นั่งกันน่ะสิ?”
อีกสามคนก็รู้สึกถึงภัยคุกคามเช่นกัน
“หรือว่าตอนเย็นพวกเรามากินกันอีกดี?” หลิวจื่อเซวียนผู้ร่ำรวยเสนอขึ้น
“ดี ๆ ๆ” ข้อเสนออันยิ่งใหญ่นี้ได้รับการเห็นชอบอย่างเป็นเอกฉันท์
ในตอนนั้น ก็มีคนกลุ่มหนึ่งปรากฏตัวขึ้นที่หน้าร้าน
ที่นั่งของหลิวจื่อเซวียนกับชิวเฉินหันหน้าไปทางประตู พอเห็นคนที่อยู่ตรงประตู พวกเขาก็ลุกพรวดขึ้นมาทันที
“สวัสดีครับศาสตราจารย์หวัง!”
“สวัสดีครับอาจารย์หลี่!”
“สวัสดีครับศาสตราจารย์เฉิน!”
“สะ...สวัสดีครับหัวหน้าภาควิชา!”
ทั้ง 9 คนเป็นอาจารย์จากภาควิชาฟิสิกส์ ในจำนวนนั้นมี 4 คนที่เคยสอนหลิวจื่อเซวียนกับชิวเฉิน
“ศาสตราจารย์หวังเหรอ?” เจียงเฟิงได้ยินเสียงเอะอะ เขาวางแก้วน้ำบ๊วยในมือลงบนโต๊ะลูกค้าแล้ววิ่งมาที่ประตู “สวัสดีครับอาจารย์ทุกท่าน”
“พวกเรามากินข้าว ศาสตราจารย์หวังของพวกเธอจะเลี้ยง ไม่นึกว่าจะเจอนักศึกษาเยอะขนาดนี้ เจียงเฟิง เธอมาทำงานพิเศษช่วงปิดเทอมที่นี่เหรอ?” ศาสตราจารย์เฉินอายุน้อยที่สุด พูดพลางยิ้ม
“ผมแค่มาช่วยงานที่ร้านครับ” เจียงเฟิงตอบ
พอเดินเข้าไป ก็พบว่าเกินกว่าครึ่งของคนที่มองเห็นล้วนเป็นนักศึกษาภาควิชาฟิสิกส์ บรรดาศาสตราจารย์ต่างก็ชะงักไปครู่หนึ่ง แทบทุกคนสามารถหาลูกศิษย์ที่ตัวเองเคยสอนเจอได้
“นี่ นักศึกษาภาควิชาฟิสิกส์ของพวกเรามาจัดเลี้ยงสังสรรค์กันที่นี่เหรอ?” ศาสตราจารย์หวังผู้ซึ่งปกติแล้วจะเคร่งขรึมอยู่เสมอ เมื่อเห็นภาพตรงหน้าก็อดที่จะพูดล้อเล่นไม่ได้
“นี่เป็นร้านที่บ้านผมเปิดครับ วันนี้เปิดร้านวันแรก ทุกคนเลยมาช่วยอุดหนุน เชิญอาจารย์ทุกท่านขึ้นชั้นบนเลยครับ ข้างบนมีห้องส่วนตัวกับโต๊ะกลม อาจารย์จะเข้าห้องส่วนตัวไหมครับ?” เจียงเฟิงเดินนำทางไปข้างหน้า
“ไม่ต้องใช้ห้องส่วนตัวหรอก งั้นพวกเราก็ถือว่ามาช่วยอุดหนุนเธอด้วยแล้วกัน” ศาสตราจารย์เฉินพูดพลางหัวเราะ
ชั้นสองมีเมนูอยู่ เจียงเฟิงลงไปข้างล่างเพื่อนำน้ำบ๊วยมาให้บรรดาอาจารย์ก่อน ให้พวกเขาดูเมนูสั่งอาหารกันไปพลาง ๆ
พอเปิดเมนูขึ้นมา ศาสตราจารย์หลี่ก็หัวเราะ “แถว ๆ มหาวิทยาลัย A จะหาร้านที่มีอาหารซานตงครบเครื่องขนาดนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะ!”
สำหรับพวกนักศึกษาแล้ว ราคาอาหารของร้านอาหารตามสั่งเจี้ยนคังอาจจะแพงไปสักหน่อย แต่เงินเดือนและสวัสดิการของอาจารย์มหาวิทยาลัย A นั้นดีทีเดียว ราคาขนาดนี้เมื่อเทียบกับเมนูที่หนาขนาดนี้ก็ถือว่าสมเหตุสมผลมาก
โดยทั่วไปแล้ว ถ้าไม่มีฝีมือจริง ก็คงไม่กล้ามารับงานที่ท้าทายแบบนี้
บรรดาศาสตราจารย์ก็ไม่เกรงใจ สั่งกับข้าวที่เป็นผักสองสามอย่างและอาหารจานใหญ่อีกสองสามอย่าง ในนั้นมีปลาไนเปรี้ยวหวานกับขาหมูตงพัวด้วย
เจียงเฟิงกับหวังฮ่าวสองคนยกน้ำบ๊วยขึ้นมาเสิร์ฟ เจียงเฟิงเหลือบดูเมนูแวบหนึ่ง ไม่มีปัญหาอะไร เขาจึงไปแจ้งเจียงเจี้ยนคังที่ครัวหลังร้าน
เจียงเจี้ยนคังตุ๋นขาหมูไว้สองขา เดิมทีวางแผนจะกินเอง มื้อกลางวันหนึ่งขา มื้อเย็นหนึ่งขา ตอนนี้ในเมื่อบรรดาศาสตราจารย์สั่งแล้ว ก็คงต้องให้เจียงเจี้ยนคังยอมเสียสละกินน้อยลงหนึ่งขา ส่วนปลาไนยิ่งบังเอิญเข้าไปใหญ่ เมื่อวานเจียงเจี้ยนคังทำตามที่เจียงเฟิงบอก ไปที่ตลาดสดเล็ก ๆ หลังตลาดค้าส่ง แล้วเจอพ่อค้าขายสัตว์น้ำที่มีปลาไนเป็น ๆ สดมากอยู่สองตัว เลยซื้อกลับมาเลี้ยงไว้ก่อน
ไม่นึกว่าวันนี้จะได้ส่งหนึ่งในนั้นลงกระทะแล้ว
ศาสตราจารย์เฉินยกแก้วขึ้นมาชิมน้ำบ๊วยคำหนึ่ง แล้วชมว่า “น้ำบ๊วยนี่อร่อยดีนะ!”
“คุณดื่มอะไรก็อร่อยทั้งนั้นแหละ” ศาสตราจารย์หลี่เป็นคนเยียนจิงแท้ ๆ ในบรรดาอาจารย์ทั้งหมด เขาเป็นผู้ที่มีสิทธิ์มีเสียงในเรื่องน้ำบ๊วยมากที่สุด “น้ำบ๊วยสมัยนี้ซื้อจากซูเปอร์มาร์เก็ตกันทั้งนั้น เอาสารปรุงแต่งมาผสม จะเหมือนสมัยพวกเราเด็ก ๆ ที่ใช้แต่น้ำตาลกรวดเคี่ยวได้ยังไง เครื่องดื่มในวังแบบนี้ที่พิถีพิถันหน่อยยังต้องใช้ของที่ผ่านการรมควัน...”
ศาสตราจารย์หลี่หยิบแก้วขึ้นมา พอส่งน้ำบ๊วยเข้าปากก็ถึงกับชะงักไป
กลิ่นรมควันจาง ๆ เหมือนกับรสชาติของร้านเก่าแก่ที่ขายน้ำบ๊วยเป็นหลักที่เขาเคยดื่มตอนเด็ก ๆ
ไม่สิ อาจจะดีกว่าด้วยซ้ำ
“รมควันอะไรเหรอครับ?” ศาสตราจารย์เฉินถามต่อ
“บ๊วยดำ” ศาสตราจารย์หลี่กลืนน้ำบ๊วยในปากลงคอ “ร้านนี้เป็นร้านที่บ้านนักศึกษาที่คุณสอนเปิดเหรอ?”
“เจียงเฟิง เด็กคนนั้นวิชาเอกไม่ค่อยดี เทอมก่อนเกือบจะตกแล้ว” ศาสตราจารย์เฉินยกแก้วขึ้นมาดื่มอีกคำหนึ่ง “ผมว่าน้ำบ๊วยแก้วนี้ก็อร่อยมากแล้วนะ”
“นี่เป็นวิธีทำแบบชาววังแท้ ๆ ใช้น้ำตาลกรวดค่อย ๆ เคี่ยว” ศาสตราจารย์หลี่ดูเหม่อลอยเล็กน้อย ราวกับนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ “ตั้งแต่ร้านเก่า ๆ พวกนั้นปิดไป ผมก็ไม่ได้ดื่มน้ำบ๊วยรสชาติดั้งเดิมแบบนี้มานานแล้ว”
“งั้นวันนี้พวกเราก็มีบุญปากแล้วสินะ” ทุกคนต่างหัวเราะ แล้วพากันดื่มน้ำบ๊วยในมือของตัวเอง
ในครัว เจียงเจี้ยนคังเสียสละขาหมูของตัวเองทั้งน้ำตา
ขาหมูสองขานี้ เป็นขาหมูที่เจียงเจี้ยนคังวิ่งตระเวนไปทั่วทุกตลาดสดและซูเปอร์มาร์เก็ตใกล้ ๆ มหาวิทยาลัย A คัดสรรมาอย่างดีจากขาหมูหลายร้อยขา ใช้เวลาแช่น้ำแข็งนานถึงสิบสองชั่วโมงเพียงเพื่อขจัดกลิ่นคาวเลือด แม้แต่ขาหมูในมื้ออาหารเมื่อคืนก็ยังไม่ได้รับการปฏิบัติเช่นนี้
เจียงเจี้ยนคังชอบกินขาหมู และใส่ใจกับขาหมูทุกขาที่ตัวเองจะกินเป็นพิเศษ
เพื่อที่จะทำขาหมูให้อร่อย เขาถึงกับไปไหว้วานคนให้ช่วยหาเหล้าฮวาเตียวชั้นดีมา เพียงเพื่อใช้เป็นเครื่องปรุงสำหรับขาหมู
เจียงเจี้ยนคังอยู่ในครัว เขาหยิบเหล้าฮวาเตียวที่เก็บสะสมไว้ออกมาเทลงหม้ออย่างเศร้าสร้อย พลางพึมพำ “เสี่ยวเฟิง ถ้าไม่ใช่เพื่อลูกแล้ว พ่อไม่เอาเหล้าฮวาเตียวดี ๆ แบบนี้ออกมาหรอกนะ”
เจียงเฟิง “...”
ทุกครั้งที่มีลูกค้าสั่งขาหมู เจียงเจี้ยนคังจะทำท่าราวกับจะตายจากกัน ทั้งที่ตัวเองยังซ่อนเหล้าฮวาเตียวไว้อีกเป็นร้อยขวด
เหล้าฮวาเตียวที่เขาใช้กับลูกค้ามักจะเป็นของที่แย่ที่สุดเสมอ
สุดท้าย เจียงเจี้ยนคังก็ราดน้ำซุปหนึ่งทัพพีลงบนขาหมู
นี่เป็นนิสัยการทำอาหารของเจียงเจี้ยนคัง เขาชอบราดน้ำซุปหนึ่งทัพพีลงบนทุกอย่าง ในครัวของเขาจะมีหม้อน้ำซุปที่เคี่ยวอยู่ตลอดเวลา
น้ำซุปช่วยเจือจางซอสบนขาหมู แต่ในขณะเดียวกันก็ช่วยเพิ่มรสชาติและความหอม เจียงเฟิงถือขาหมูเดินออกมา ลูกค้าที่ชั้นหนึ่งเกือบทุกคนต่างเหลียวมอง
“หอมจัง” มีคนอุทานไม่หยุด
ถึงแม้จะใจอ่อน แต่ก็ไม่มีใครสั่งขาหมู
ทุกคนล้วนเป็นนักศึกษา น้อยคนนักที่จะใจแข็งพอที่จะยอมจ่ายเงินเป็นร้อยหยวนเพื่อสั่งขาหมูหนึ่งจาน
กลิ่นหอมลอยขึ้นไปถึงชั้นสอง
“กลิ่นอะไรน่ะ?” ศาสตราจารย์เฉินดมกลิ่นแล้วก็รู้สึกอยากอาหารขึ้นมาทันที
“ขาหมูตงพัวครับ เชิญอาจารย์ทุกท่านทานได้เลยครับ” เจียงเฟิงวางจานขาหมูลงบนโต๊ะ
“อาจารย์เฉิน ขาหมูตงพัวนี่เป็นอาหารขึ้นชื่อของบ้านอาจารย์ไม่ใช่เหรอครับ อาจารย์ดมแล้วยังไม่รู้อีกหรือครับ?” อาจารย์หนุ่มอีกคนพูดล้อ
“นี่ไม่ใช่ขาหมูตงพัว ขาหมูตงพัวของบ้านเราไม่ได้ทำแบบนี้” ศาสตราจารย์เฉินส่ายหน้า เขาใช้ตะเกียบคีบขาหมูชิ้นหนึ่งที่มีทั้งหนังและเนื้อ “อาจจะเป็นสูตรของทางร้านเอง แค่เรียกว่าขาหมูตงพัวเท่านั้น ขาหมูจานนี้หอมกว่าขาหมูตงพัวทั่วไปเยอะเลย”
ขาหมูเข้าปาก ก็ละลายในปากทันที
“แล้วก็อร่อยกว่าเยอะด้วย!” ศาสตราจารย์เฉินกล่าวเสริม
ทุกคนต่างก็ยื่นตะเกียบออกไป
ลูกค้าที่ชั้นหนึ่งค่อย ๆ ทยอยมาจนเต็มร้าน เจียงเฟิงกับหวังฮ่าวสองคนเริ่มจะยุ่งจนรับมือไม่ไหว กลุ่มของชิวเฉินทั้ง 4 คนจึงเตรียมจะคิดเงินและถือโอกาสช่วยงาน
“ถ้าทานหมดจานแล้วโพสต์ลงโมเมนต์ลดราคาได้ 10% นะ” เจียงเฟิงเตือน
“ทานหมดจานลดได้ 10% เหรอ?” หญิงสาวของโต๊ะคู่รักที่นั่งอยู่ไม่ไกลจากชิวเฉินหูดีได้ยินเข้า จานบนโต๊ะของเธอก็สะอาดเอี่ยมราวกับถูกเลียเช่นกัน นอกจากน้ำผัดผักบุ้งที่เหลืออยู่ในจานหนึ่งแล้ว แม้แต่น้ำราดหมูเปรี้ยวหวานก็ยังไม่มีเหลือ
เมื่อครู่เธอห้ามใจตัวเองไม่อยู่ สั่งผัดผักบุ้งไฟแดงเพิ่มอีกจาน
นอกจากจะเผยปริมาณการกินของตัวเองแล้ว ยังกินเงินค่าอาหารไปหลายวันในมื้อเดียว เธอกำลังนั่งเสียดายเงินอยู่
“ใช่ครับ นักศึกษามหาวิทยาลัย A ถ้าทานหมดจานแล้วโพสต์ลงโมเมนต์ลดราคาได้ 10%” เจียงเฟิงพยักหน้า
“ฉันก็เป็นนักศึกษาของมหา'ลัย A ค่ะ อยู่ภาควิชาภาษาจีน ไม่เชื่อฉันมีบัตรนักศึกษามาด้วยนะ!” หญิงสาวรีบพูด พลางเหลือบมองจานที่ว่างเปล่าสะอาดเอี่ยมสี่ใบบนโต๊ะของชิวเฉิน แล้วตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยว ยกจานเปล่าที่ยังมีน้ำเหลืออยู่ขึ้นมาซดจนหมด
เจียงเฟิง “...”
แม่สาวคนนี้ช่างมีเอกลักษณ์จริง ๆ
เมื่อวางจานลง หญิงสาวก็หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเริ่มถ่ายรูปโพสต์ลงโมเมนต์
“ติ๊ง ได้รับค่าความนิยม 1 แต้ม ความคืบหน้าของภารกิจ (2/100)”