- หน้าแรก
- ครัวนี้มีค่าประสบการณ์
- บทที่ 11 รางวัลภารกิจ
บทที่ 11 รางวัลภารกิจ
บทที่ 11 รางวัลภารกิจ
หลังจากอิ่มหนำสำราญกันแล้ว ทุกคนต่างเอนตัวพิงพนักเก้าอี้พลางลูบท้องด้วยสีหน้าเปี่ยมสุข แม้แต่เฉินซิ่วซิ่วก็ไม่มีข้อยกเว้น
อาหารแปดอย่างกับซุปหนึ่งอย่างบนโต๊ะถูกจัดการจนเกลี้ยงเกลา ไม่เหลือแม้แต่น้ำแกง จานอาหารสะอาดเอี่ยมราวกับมีคนเลีย
หากไม่ใช่เพราะกลัวว่าคุณปู่จะโกรธ เจียงเจี้ยนคังกับเจียงเจี้ยนตั่งคงไม่รังเกียจที่จะเลียจาน
หลายปีมานี้เมื่อเจียงเว่ยกั๋วอายุมากขึ้นเรื่อย ๆ แม้ร่างกายจะยังคงแข็งแรงดี แต่พละกำลังกลับลดน้อยถอยลงกว่าแต่ก่อนมาก อาหารมื้อใหญ่ที่อุดมสมบูรณ์เช่นนี้แม้จะเป็นช่วงปีใหม่ก็ใช่ว่าจะมีให้เห็น
เจียงเจี้ยนตั่งมองจานเปล่าบนโต๊ะ แล้วหันมานึกถึงลูกชายที่ไม่เอาไหนของตัวเองซึ่งไม่มีพรสวรรค์ด้านการทำอาหารเลยแม้แต่น้อย เอาแต่กินอย่างเดียว ก็พลันรู้สึกผิดหวังในตัวเขาขึ้นมาทันที
เจียงโส่วเฉิงที่สอบติดมหาวิทยาลัยแพทย์ตี้ตูและกำลังนั่งรถไฟความเร็วสูงกลับมาก็จามออกมาครั้งหนึ่ง เขาขยี้จมูกพลางนึกในใจว่าแอร์บนรถไฟนี่มันเย็นเกินไปหน่อยแล้ว
“ต่อไปนี้เจี้ยนตั่งต้องไปจ่ายตลาดสดทุกเช้า ซื้อของที่สดใหม่ เป็นของจากธรรมชาติ อย่าเอาของที่ใส่ยาฆ่าแมลงกับฮอร์โมนมาวางตรงหน้าฉัน” หลังจากเฉินตูซิ่วและเฉินซิ่วซิ่วกลับไปแล้ว เจียงเว่ยกั๋วก็เริ่มมอบหมายงานประจำวัน
เจียงเจี้ยนตั่งพยักหน้ารับรัว ๆ คุณภาพของวัตถุดิบส่งผลโดยตรงต่อรสชาติของอาหาร
“ส่วนเสี่ยวเฟิงก็เรียนทำอาหารกับปู่ทุกวัน หัดควบคุมไฟให้เป็นซะ พื้นฐานยังไม่ดีแล้วต่อไปจะสืบทอดร้านของพ่อแกได้ยังไง เมื่อเช้าแกต้มอะไรของแก” เห็นได้ชัดว่าเจียงเว่ยกั๋วไม่พอใจโจ๊กที่เจียงเฟิงทำเมื่อเช้าอย่างมาก “ตอนเด็ก ๆ ให้เรียนทำอาหาร พอฝึกใช้มีดเสร็จก็หนีไป บอกว่าการเรียนสำคัญ สำคัญบ้าอะไร! การเรียนสำคัญ แล้วเรียนไอ้สาขาออปโตอิเล็กทรอนิกส์และวิทยาการสารสนเทศนั่นจะเอาไปทำอะไรกิน? สู้เป็นพ่อครัวยังมีอนาคตซะกว่า”
“สมัยก่อนทวดของแกเป็นหัวหน้าเชฟอยู่ที่ภัตตาคารไท่เฟิงโหลว พวกขุนนางใหญ่โตเงินถุงเงินถังทุ่มเงินเท่าไหร่ก็ยังหาโอกาสกินข้าวสักมื้อไม่ได้เลย” เห็นได้ชัดว่าคุณปู่ยังคงเก็บเรื่องที่เจียงเฟิงใช้การเรียนเป็นข้ออ้างเพื่อที่จะไม่เรียนทำอาหารมาใส่ใจอยู่ตลอด
เจียงเฟิง “...”
ตอนนั้นเขารักการเรียนจริง ๆ นะ!
ถ้าไม่เรียนก็ต้องไปยกกระสอบทราย หั่นมันฝรั่ง หั่นแตงกวา หั่นเต้าหู้ หั่นจนบาดมือต้องทายาพันผ้าพันแผลแล้วก็ยังต้องหั่นต่อ แบบนี้จะไม่ให้เขารักการเรียนได้อย่างไร?
“พ่อครับ แล้วผมล่ะ?” เจียงเจี้ยนคังรอคอยให้พ่อแท้ ๆ ของตัวเองมอบหมายงานให้อย่างใจจดใจจ่อ
“แกไม่ทำมาค้าขายแล้วเหรอ?” เจียงเว่ยกั๋วปรายตามองเจียงเจี้ยนคัง
“นั่นสิคะ คุณไม่ทำมาค้าขายแล้วเหรอ?” หวังซิ่วเหลียนกล่าวเสริม พร้อมกับถลึงตาใส่เจียงเจี้ยนคังแวบหนึ่ง จากนั้นก็หันไปยิ้มแย้มให้คุณปู่เจียงเว่ยกั๋ว “คุณพ่อคะ หนูช่วยล้างผักได้นะคะ หนูไปล้างทุกวันเลย ล้างสะอาดมาก ๆ ค่ะ”
อยู่บ้านล้างผักแล้วจะได้กินกับข้าวฝีมือคุณปู่ที่เพิ่งทำเสร็จใหม่ ๆ การแลกเปลี่ยนนี้เรียกได้ว่าคุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้ม
เจียงเจี้ยนคัง “...”
คุณปู่พยักหน้าเล็กน้อย เป็นอันว่าตกลง
พอคุณปู่ลุกขึ้น หวังซิ่วเหลียนกับหลี่หมิงลี่ก็เริ่มเก็บถ้วยชามแทบจะพร้อมกัน และพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “ฉันล้างจานเอง!”
สำหรับเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้คุณปู่ไม่เคยใส่ใจ เขาเดินไปที่ห้องครัวหยิบเขียงกับมีดทำครัวออกมา จากนั้นก็เลือกมันฝรั่งกับหัวไชเท้าสองสามหัวจากถุงใหญ่ที่เจียงเจี้ยนคังซื้อมา แล้ววางไว้ตรงหน้าเจียงเฟิง
“หั่นมันฝรั่งเป็นชิ้นแบบสลับมีด ส่วนหัวไชเท้าหั่นเป็นแว่น ให้ปู่ดูหน่อยสิว่าฝีมือการใช้มีดของแกตกไปบ้างหรือเปล่า” เจียงเว่ยกั๋วพูด
ฝีมือการใช้มีดของเจียงเฟิง ย่อมต้องตกไปไม่น้อย
ท่ามกลางเสียงดุด่าของคุณปู่เจียงเว่ยกั๋ว เจียงเฟิงหวนกลับไปสู่ช่วงเวลาในวัยเด็กที่เคยคลุกคลีอยู่กับมันฝรั่ง หัวไชเท้า และแตงกวาอีกครั้ง
ตอนเย็น เจียงเว่ยกั๋วเลือกชิ้นมันฝรั่งกับแผ่นหัวไชเท้าที่พอจะดูได้อยู่บ้างมาผัดเป็นกับข้าวสองสามจาน ส่วนที่เหลือทั้งหมดส่งไปที่ร้านให้เจียงเจี้ยนคังผัดขายให้ลูกค้า
ในช่วงเวลาต่อจากนั้น ร้านอาหารว่างเจี้ยนคังก็จัดโปรโมชันพิเศษสำหรับเมนูข้าวและกับข้าวที่ทำจากมันฝรั่งกับหัวไชเท้าทุกวัน
เจียงเฟิงรู้สึกว่าตัวเองเป็นเพียงลูกมืองานหั่นผักในครัวหลังโรงแรม ทุกวันได้แต่ถือมีดทำครัวสับเขียงดัง ‘ฉับ ฉับ ฉับ ฉับ ฉับ’ แล้วผักที่หั่นออกมาอย่างยากลำบากก็ยังถูกหัวหน้าเชฟรังเกียจสารพัด
สิ่งที่น่ายินดีคือ เจียงเฟิงได้ก้าวหน้าจากการหั่นผักมาเป็นการหั่นเนื้อแล้ว
ในที่สุดทุกคนก็ไม่ต้องกินหมูสับผัดมันฝรั่ง หมูสับผัดหัวไชเท้า และแตงกวาบั้งทุกวันอีกต่อไป
เพื่อเป็นการฉลองที่เจียงเฟิงสามารถเลาะกระดูกไก่ทั้งตัวได้สำเร็จ เจียงเว่ยกั๋วจึงตัดสินใจนำไก่บ้านตัวน้อยที่ร่างกายถูกทารุณกรรมในระหว่างขั้นตอนการเลาะกระดูกมาทำเป็นเมนูไก่ทอดไร้กระดูก
“พรุ่งนี้แกเริ่มจับกระทะได้แล้ว” เจียงเว่ยกั๋วประกาศบนโต๊ะอาหาร
เจียงเฟิงผู้ใช้เวลากว่าสิบวันในการรื้อฟื้นฝีมือการใช้มีดถึงกับดีใจจนน้ำตาไหล
ในช่วงเวลานี้ เฉินซิ่วซิ่วเปลี่ยนจากตอนแรกที่ไม่กล้ามาขอข้าวกินทุกวัน กลายเป็นมาโดยไม่ต้องเชิญเมื่อถึงเวลาอาหาร และพัฒนาไปถึงขั้นมาล่วงหน้าหนึ่งหรือสองชั่วโมงทุกวันเพื่อช่วยหวังซิ่วเหลียนกับหลี่หมิงลี่เตรียมของ มองไม่เห็นเค้าเดิมของคนที่เคยอดอาหารลดความอ้วนยอมตายไม่ยอมกินเลยแม้แต่น้อย
ทั้งสองคนหมายตาไก่ชิ้นเดียวกันในเวลาเดียวกัน
ตอนที่ตะเกียบกระทบกัน เจียงเฟิงอดที่จะทอดถอนใจไม่ได้ ในที่สุดวันนี้ก็มาถึง
นั่นคือไก่ชิ้นหนึ่งที่มีสีน้ำตาลไหม้สม่ำเสมอ ทอดจนเหลืองทองกรอบนอกนุ่มใน ดูน่ากินเป็นอย่างยิ่ง
“เธอไม่ได้ลดความอ้วนอยู่เหรอ? ไก่ทอดไร้กระดูกแคลอรีสูงเกินไป ไม่เหมาะกับเธอนะ” เจียงเฟิงเกลี้ยกล่อม
“ซิ่วซิ่วต้องลดความอ้วนด้วยเหรอ?” เจียงโส่วเฉิงที่ก้มหน้าก้มตากินอยู่เงยหน้าขึ้นมาทันที ใบหน้าเต็มไปด้วยความตกตะลึง
“ขนาดกินอยู่ยังอุดปากแกไม่ได้อีก!” เจียงเว่ยกั๋วดุ
เจียงโส่วเฉิงจึงก้มหน้ากินไก่ต่อไปทันที เขาเชื่อฟังคำสั่งสอนของคุณปู่โดยใช้การกินมาอุดปากตัวเอง
“ไม่กินให้อิ่มแล้วจะเอาแรงที่ไหนไปลดความอ้วน” เฉินซิ่วซิ่วอาศัยประสบการณ์หลายปีในการแย่งอาหารจากชามของเจียงเฟิง ข้อมือพลิกอย่างคล่องแคล่ว ตะเกียบตีออกไป ปัดตะเกียบของเจียงเฟิงจนเปิดทาง แล้วคีบไก่ทอดเข้าจานของตัวเองได้สำเร็จ
“ติ๊ง สำเร็จภารกิจรอง: [ความปรารถนาของเพื่อนบ้าน] ได้รับรางวัลภารกิจ ต้มโจ๊ก (ขั้นกลาง)”
หลายวันนี้เจียงเฟิงหั่นผักจนสติเลื่อนลอย เกือบจะลืมไปแล้วว่าตัวเองยังมีเรื่องของภารกิจอยู่อีก
เฉินซิ่วซิ่วเมื่อหนึ่งปีก่อนกลับมาแล้ว!
เมื่อมองดูไก่ทอดในชามข้าวของเฉินซิ่วซิ่ว เจียงเฟิงไม่รู้ว่าควรจะดีใจหรือเสียใจดี
“ตอนบ่ายแกเริ่มฝึกจากไข่เจียวก่อน” คุณปู่เริ่มมอบหมายภารกิจการเรียนรู้ให้เจียงเฟิง
“คุณปู่ครับ หรือว่าตอนบ่ายผมจะต้มโจ๊กให้คุณปู่สักชามดีไหมครับ?” เจียงเฟิงพยายามต่อรอง โดยจะใช้ทักษะต้มโจ๊ก (ขั้นกลาง) อันยอดเยี่ยมของตัวเองมาเอาชนะใจคุณปู่
“โจ๊ก โจ๊ก โจ๊ก บ้านตระกูลเจียงของเราไปมีคนอย่างแกที่ชอบต้มโจ๊กขึ้นมาได้ยังไง?” ช่วงนี้คุณปู่เริ่มอารมณ์ฉุนเฉียวมากขึ้น “ตอนเด็ก ๆ แกฝึกใช้มีดมาตั้งหลายปีก็เพื่อจะมาต้มโจ๊กในตอนนี้เนี่ยนะ”
เจียงเฟิงถูกสวนกลับจนพูดไม่ออก
เจียงเฟิงเดาว่าคุณปู่คงจะเสียใจแล้ว ที่นึกครึ้มอกครึ้มใจวิ่งมาสอนวิชาทำอาหารให้เขา แต่ผลสุดท้ายกลับพบว่าเขายังคงเป็นเด็กที่สอนไม่จำเหมือนเดิม
คงยากที่จะทำอาหารสักอย่างให้ได้รับการยอมรับจากคุณปู่
นอกจากคุณทวดจะมาเข้าสิง!
หลังกินข้าวเสร็จ หวังซิ่วเหลียน หลี่หมิงลี่ และเฉินซิ่วซิ่วสามคนก็แย่งกันล้างจานตามปกติ เจียงโส่วเฉิงถูกคุณปู่สั่งให้ไปช่วยงานที่ร้าน ส่วนเจียงเฟิงหยิบมีดทำครัวขึ้นมาสับเขียงดัง ‘ฉับ ฉับ ฉับ ฉับ’ ต่อไป
วัตถุดิบสำหรับทำอาหารตอนบ่ายยังต้องหั่นเอง
แม้แต่เวลาจะแอบดูว่าสกิลต้มโจ๊ก (ขั้นกลาง) คืออะไรก็ยังไม่มี หากหั่นพลาดไปนิดเดียวก็จะได้ยินเสียงตะคอกอันดังสนั่นของคุณปู่ทันที
“เจียงเฟิง ตอนกลางวันแกไม่ได้กินข้าวหรือไง! แค่หั่นผักยังหั่นไม่ดีอีก!”
ในเวลานี้ เฉินซิ่วซิ่วก็จะหยิบแตงกวามาแทะพลางยืนดูเรื่องสนุกอยู่ข้าง ๆ
ไร้น้ำใจ
เหอะ ผู้หญิงนี่นะ