- หน้าแรก
- ครัวนี้มีค่าประสบการณ์
- บทที่ 6 กลยุทธ์เอาชนะ
บทที่ 6 กลยุทธ์เอาชนะ
บทที่ 6 กลยุทธ์เอาชนะ
เจียงเฟิงปิดฝาหม้อแรงดันไปพลางสงสัยไปพลาง ว่าทำไมเฉินซิ่วซิ่วต้องฉวยโอกาสตอนที่เขาเข้าไปในครัวเพื่อแอบกินข้าวโพดด้วย
ถ้าเป็นเพราะไม่กล้า...
เรื่องน่าอายที่เฉินซิ่วซิ่วเคยทำต่อหน้าเขาตลอดหลายปีมานี้ถึงไม่มีหนึ่งพันก็ต้องมีแปดร้อยเรื่องล่ะ ไม่น่าจะถึงขั้นต้องเสี่ยงแอบกินเพียงเพราะข้าวโพดไม่กี่เม็ดหรอก
“ติ๊ง ได้รับค่าประสบการณ์ 9 แต้ม”
แอบกินอีกคำแล้ว!
เจียงเฟิงปิดฝาหม้อแรงดันเรียบร้อยแล้วเดินออกมา กวาดสายตามองข้าวโพดบนโต๊ะ
ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก น่าจะแอบกินไปแค่เม็ดสองเม็ด
“ฉันจะยกกับข้าวไปแล้วนะ” เจียงเฟิงลองหยั่งเชิง
“ยกไปสิ” เฉินซิ่วซิ่วทำหน้าไม่เปลี่ยนสี
“ไม่ลองชิมหน่อยเหรอ?” เจียงเฟิงตัดสินใจล่อศัตรูให้เข้ามา
“ไม่เอา!” ท่าทีของเฉินซิ่วซิ่วแน่วแน่
นี่มันแปลกแล้ว
“เดี๋ยวฉันจะเอาชามมาตักโจ๊กในครัวไป ตอนเย็นฉันจะมาต้มให้ใหม่” เจียงเฟิงพูดพลางยกจานข้าวโพดผัดทรงเครื่องบนโต๊ะขึ้น
เจียงเฟิงจงใจชะลอฝีเท้า ตอนที่เดินไปถึงประตูยังแกล้งหยุดชะงัก แล้วหันกลับไปแอบมอง
เฉินซิ่วซิ่วกำลังก้มหน้ามองโทรศัพท์มือถือ
เอ๊ะ จะว่าไป ท่าทางตอนที่เธอก้มหน้าแล้วปอยผมตกลงมาบังหน้าก็ดูสวยดีเหมือนกันนะ
เจียงเฟิงค่อย ๆ ถือจานกลับบ้าน ในบ้านไม่มีใครอยู่ เขาเอาของไปเก็บในตู้เย็น แล้วเดินตรงกลับเข้าห้องตัวเอง
เขาเปิดหน้าต่างสถานะขึ้นมา อยากจะดูว่าวันนี้ที่ทำให้เฉินซิ่วซิ่วกินจนโรคกระเพาะกำเริบ ภารกิจจะมีความคืบหน้าอะไรบ้างไหม
(ส่วนที่ซ้ำขอข้ามไป)
คำใบ้ภารกิจ: ชื่อเสียงเป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนาร้านใหม่ การได้รับค่าความนิยมจำกัดอยู่แค่ในมหาวิทยาลัย A
2. [ความปรารถนาของเพื่อนบ้าน] เฉินซิ่วซิ่ว ลูกสาวของเฉินตูซิ่วกำลังหมกมุ่นกับการอดอาหารลดความอ้วน ขอให้ผู้เล่นทำความปรารถนาของเพื่อนบ้านให้สำเร็จ โดยการช่วยให้เฉินซิ่วซิ่วกลับมากินอาหารตามปกติ
คำใบ้ภารกิจ: เฉินซิ่วซิ่วมีอาการของโรคเบื่ออาหารเนื่องจากการอดอาหารและล้วงคออาเจียนมากเกินไป ขอให้ผู้เล่นรีบดำเนินการ (เฉินซิ่วซิ่วชอบกินแตงกวาทุบที่รสชาติค่อนข้างเปรี้ยว เฉินซิ่วซิ่วไม่มีภูมิต้านทานต่ออาหารที่วางอยู่ตรงหน้า)
เจียงเฟิงตบขาตัวเองฉาดหนึ่ง ไม่บอกกันแต่แรกล่ะ!
ที่แท้สาเหตุที่บ้านของเฉินซิ่วซิ่วไม่มีอาหารอื่นนอกจากข้าวสารไม่ใช่เพื่อลดความอ้วน แต่เป็นเพราะมีเพียงวิธีนี้เท่านั้นถึงจะลดความอ้วนได้
ว่าแล้วเชียว นิสัยคนเปลี่ยนยาก เฉินซิ่วซิ่วที่เคยเป็นยอดฝีมือไร้เทียมทานด้านการกินในรัศมีสิบลี้ จะกลายเป็นเทพธิดาที่ไม่แตะต้องข้าวปลาอาหารไปได้ภายในเวลาแค่ปีเดียวได้อย่างไร?
แต่กระเพาะของเธอนี่เป็นปัญหาใหญ่จริง ๆ
อย่างไรเสียก็เป็นเพื่อนที่โตมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก จะให้เอาเนื้อสัตว์มัน ๆ ไปวางล่อให้เธอแอบกินทุกวี่ทุกวันเพียงเพื่อจะทำภารกิจให้สำเร็จก็คงจะไม่ได้
การกินโจ๊กน่าจะเหมาะกับเธอมากกว่า
ถ้าแบ่งโจ๊กตามวัตถุดิบจะแบ่งได้หกเจ็ดชนิด แต่ถ้าแบ่งตามรสชาติจะมีเพียงโจ๊กจืด โจ๊กหวาน และโจ๊กเค็ม แต่ละท้องถิ่นก็มีเอกลักษณ์ของตัวเอง สามารถกินโจ๊กได้ทุกวันเป็นเวลาสองเดือนโดยไม่ซ้ำเมนูกันเลย
แต่ว่า เจียงเฟิงทำเป็นแค่โจ๊กขาวกับโจ๊กบำรุงกระเพาะสองอย่างเท่านั้น
ในตำราอาหารของพ่อครัวตระกูลเจียงไม่มีหมวดหมู่ที่ชื่อว่าโจ๊ก
สิ่งที่ผู้อาวุโสเจียงเว่ยกั๋วภูมิใจที่สุดในชีวิตไม่ใช่การมีลูกชายสี่คน แต่เป็นการที่เขาสามารถนำพาครอบครัวให้ได้กินข้าวสวยทุกมื้อในยุคสมัยที่คนธรรมดาทั่วไปต้องกินแต่ข้าวต้มเละ ๆ ต่างหาก ถึงแม้จะมีการปฏิรูปและเปิดประเทศแล้ว ยุคสมัยที่กินไม่อิ่มหรือต้องกินข้าวต้มประทังชีวิตได้ผ่านไปแล้ว การกินโจ๊กไม่ใช่เรื่องน่าอายอะไร แต่โจ๊กก็ยังคงไม่ปรากฏอยู่ในตำราอาหารของผู้อาวุโสเจียงเว่ยกั๋ว
ถ้าไม่ใช่เพราะกระเพาะของเจียงเฟิงไม่ดี เจียงเจี้ยนคังก็คงไม่ไปหาอาจารย์ผู้เฒ่าที่ร้านโจ๊กเพื่อเรียนวิธีทำโจ๊กบำรุงกระเพาะโดยเฉพาะหรอก
เจียงเฟิงรู้สึกเสียดายเล็กน้อยที่ตอนนั้นพ่อไม่ได้เรียนวิธีทำโจ๊กจากอาจารย์ผู้เฒ่าท่านนั้นมาอีกสักหลาย ๆ อย่าง ถ้าหากเรียนมา ตอนนี้เขาก็คงสามารถใช้ทักษะการต้มโจ๊กอันยอดเยี่ยมมาล่อลวงให้เฉินซิ่วซิ่วกลับมากินอาหารตามปกติได้แล้ว แต่ตอนนี้...
ก็ได้แต่หวังว่าเธออาจจะมีรสนิยมที่ไม่เหมือนใคร ชอบกินแต่โจ๊กขาวเป็นพิเศษ
ไม่รู้ว่าข้อกำหนดของเกมที่ให้กลับมากินอาหารตามปกตินั้นหมายถึงการกินโจ๊กถ้วยเล็ก ๆ ที่กินไม่กี่คำก็หมดในแต่ละมื้อ หรือหมายถึงโจ๊กหนึ่งชามใหญ่เท่ากะละมังที่คุณอาเฉินตูซิ่วซื้อให้เฉินซิ่วซิ่วใช้กินข้าวตอนเรียนม.6
ไม่สิ ต้องเรียกว่ากะละมัง
ตอนบ่าย เจียงเฟิงเอาโจ๊กไปที่ร้าน
คุณแม่หวังซิ่วเหลียนยังไม่เคยชิมโจ๊กฝีมือลูกชายมาก่อน เธอจึงลองชิมด้วยความตื่นเต้น แล้วก็วางช้อนลงอย่างเงียบ ๆ
สีหน้าของเธอมีความหมายลึกซึ้ง จนไขมันทุกก้อนบนใบหน้าล้วนเผยให้เห็นถึงความผิดหวัง
“ช่างลำบากแม่หนูซิ่วซิ่วจริง ๆ” หวังซิ่วเหลียนถอนหายใจ เธอไม่ได้พูดจาเหลวไหลเพียงเพราะว่าโจ๊กชามนี้เป็นฝีมือของลูกชายแท้ ๆ ของตัวเองเลย
เจียงเจี้ยนคังตามมาชิมคำหนึ่ง แล้วพยักหน้าเห็นด้วย “ซิ่วซิ่วเด็กคนนี้เป็นคนนิสัยดีมาตั้งแต่เด็ก ถ้าเป็นฉันตอนหนุ่ม ๆ ได้กินโจ๊กแบบนี้เข้าไป ไม่แน่อาจจะคว่ำโต๊ะแล้วปาใส่หน้าพ่อครัวไปแล้ว”
เจียงเฟิง “...”
พวกท่านไม่คิดว่าควรจะให้กำลังใจลูกชายสักหน่อยเหรอครับ?
“โจ๊กนี่เอาไปเป็นของแถมไม่ได้นะ ร้านเรายังต้องเปิดอีกตั้งเดือนหนึ่ง เดี๋ยวลูกค้าหนีหมดกันพอดี!” หวังซิ่วเหลียนตัดสินชี้ขาด “ตอนเย็นคอยดูสิว่าไอ้หนุ่มที่ใส่เสื้อเชิ้ตสีฟ้าเมื่อวานซืนจะมากินข้าวไหม ยกให้มันทั้งหมดเลย บังอาจมานินทาลับหลังฉันว่าอ้วนเหมือนหมู คอยดูนะ ฉันจะวางยาพิษมันให้ตายไปเลย!”
พูดจบ หวังซิ่วเหลียนยังใช้มือขวาอันกำยำของเธอตบไหล่ขวาของเจียงเฟิงเหมือนให้กำลังใจ “ทำดีมากลูกชาย!”
เจียงเจี้ยนคังแสดงการสนับสนุนการตัดสินใจทุกอย่างของภรรยา “นั่นสิ พูดจาไม่รู้ประสา หมูหนักร้อยกิโลก็ต้องถูกเชือดไปแล้ว”
เจียงเฟิงไม่รู้ว่าที่ไหล่เจ็บกว่าหรือที่ใจเจ็บกว่ากันแน่ แต่เมื่อมองดูใบหน้าของหวังซิ่วเหลียนที่ค่อย ๆ มืดครึ้มลง ในขณะที่เจียงเจี้ยนคังยังคงหัวเราะร่าอย่างไม่รู้เรื่องรู้ราว ในใจของเจียงเฟิงก็รู้สึกดีขึ้นมาหน่อยหนึ่ง
บางทีโจ๊กหม้อนี้อาจจะได้กลายเป็นอาหารเย็นของคุณพ่อเจียงเจี้ยนคัง
เขาช่วยทำความสะอาดร้าน เช็ดโต๊ะที่หวังซิ่วเหลียนเช็ดไม่สะอาดซ้ำอีกรอบ ช่วยล้างถาดอาหาร จัดการกับผักเล็กน้อย แล้วจึงนำวัตถุดิบสำหรับทำโจ๊กตอนเย็นกลับบ้าน
เขาจะทำโจ๊กไข่เยี่ยวม้าหมูสับ!
ก่อนหน้านั้นเขาต้องเข้าเว็บหาวิธีทำโจ๊กไข่เยี่ยวม้าหมูสับเสียก่อน
หลังจากดูวิดีโอเกี่ยวกับการทำโจ๊กไข่เยี่ยวม้าหมูสับมาทุกรูปแบบ เจียงเฟิงผู้มีประสบการณ์ทำอาหารมาอย่างโชกโชนก็แสดงความเห็นว่าไม่น่าจะมีปัญหา คืนนี้เขาจะล้างอายให้ได้ และจะทำให้เฉินซิ่วซิ่วได้ลิ้มรสฝีมือการต้มโจ๊กที่แท้จริงของเขา
“ติ๊ง ได้รับความสำเร็จ: ใฝ่เรียนใฝ่รู้”
ความสำเร็จ!
เจียงเฟิงรีบเปิดหน้าต่างสถานะขึ้นมา
ความสำเร็จ: ใฝ่เรียนใฝ่รู้ (ไม่มีค่าสถานะพิเศษใด ๆ)
เจียงเฟิง “...”
ขี้เหนียวจริง!
ได้สกิลโจ๊กไข่เยี่ยวม้าหมูสับขั้นเทพ หรือทำอาหารเรืองแสงได้อะไรทำนองนั้นก็ยังดี นี่ไม่มีค่าสถานะพิเศษใด ๆ แล้วยังจะกล้าเรียกว่าความสำเร็จอีก
ถุย!