- หน้าแรก
- ครัวนี้มีค่าประสบการณ์
- บทที่ 4 การวิ่ง
บทที่ 4 การวิ่ง
บทที่ 4 การวิ่ง
เฉินซิ่วซิ่วกินแตงกวาทุบไปครึ่งจาน ทุกคำที่เธอกินเข้าไป เจียงเฟิงจะได้ยินเสียงแจ้งเตือนอันไพเราะของระบบ
“ติ๊ง ได้รับค่าประสบการณ์ 10 แต้ม”
“ติ๊ง ได้รับค่าประสบการณ์ 8 แต้ม”
“ติ๊ง ได้รับค่าประสบการณ์ 8 แต้ม”
...
เมื่อเทียบกับค่าประสบการณ์ 1 แต้มอันน้อยนิดของคุณแม่หวังซิ่วเหลียนแล้ว เฉินซิ่วซิ่วก็นับเป็นลูกค้าที่ใจกว้างมาก เสียงแจ้งเตือนอันไพเราะดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้เจียงเฟิงอดไม่ได้ที่จะหวนนึกถึงช่วงเวลาที่เคยใช้ร่วมกับเฉินซิ่วซิ่วในสมัยมัธยมปลาย
ไส้กรอกย่าง เต้าหู้ทอด ซาลาเปาทอด ก๋วยเตี๋ยวหลอด กลูเตนย่าง เสี่ยวหลงเปา ซาลาเปาไส้น้ำซุป ขนมจีบ เกี๊ยวซ่า...
แค่คิดก็น้ำลายสอแล้ว
โดยไม่รู้ตัว เฉินซิ่วซิ่วก็ซดโจ๊กไปจนหมดชาม
เธอเรอออกมาเบา ๆ
โจ๊กชามนี้น่าจะรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง เพราะในอดีตมีเพียงขาหมูตุ๋นน้ำแดงฝีมือเจียงเจี้ยนคังเท่านั้นที่เคยได้รับการปฏิบัติเช่นนี้
“แย่แล้ว!” ใบหน้าของเฉินซิ่วซิ่วเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มแห่งความสุขที่ได้กินอิ่ม แต่วินาทีต่อมาสีหน้าของเธอกลับเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง “วันนี้แคลอรีเกินพิกัดแล้ว!”
เจียงเฟิงไม่เข้าใจว่าโจ๊กขาวหนึ่งชามที่ไม่มีแม้แต่น้ำมันงาสักหยดจะทำให้แคลอรีเกินพิกัดได้อย่างไร
“บ้าจริง!” เฉินซิ่วซิ่วกำหมัดเล็ก ๆ ทุบโต๊ะอย่างฉุนเฉียว
“ก็แค่โจ๊กชามเดียว ไม่เป็นไรหรอก” เจียงเฟิงปลอบ
เฉินซิ่วซิ่วส่ายหน้า
“นายไม่เข้าใจหรอก การลดความอ้วนมันก็เป็นแบบนี้แหละ ถ้าตามใจปากครั้งหนึ่งแล้ว มันก็จะมีครั้งที่สองตามมา ในอนาคตความพยายามที่ผ่านมาจะสูญเปล่าทั้งหมด”
ผู้หญิงนี่น่ากลัวจริง ๆ
เจียงเฟิงอดที่จะถอนหายใจในใจไม่ได้
“เธอวิ่งเอาก็ได้นี่” เจียงเฟิงเกิดความคิดขึ้นมาจึงเสนอว่า “เพื่อนร่วมห้องของฉันลดความอ้วนด้วยการวิ่ง ได้ผลดีมากเลยนะ ตอนนี้เธอตัวเบาขนาดนี้ ไม่ลำบากหรอก ฉันวิ่งสิบกิโลเมตรสบาย ๆ เลย”
“จริงเหรอ?” เฉินซิ่วซิ่วทำหน้าไม่เชื่อ ฝีมือการพูดจาเหลวไหลของเจียงเฟิงนั้นเธอเห็นมาตั้งแต่เด็กแล้ว
“แน่นอน” เจียงเฟิงทำหน้าจริงจัง
เพียงแต่ว่าเพื่อนร่วมห้องวิ่งเพื่อลดความอ้วน แต่คนที่ผอมลงกลับเป็นเขาที่ไปวิ่งเป็นเพื่อนต่างหาก
“พรุ่งนี้เจ็ดโมงเช้าแล้วกัน เจอกันข้างล่าง” เจียงเฟิงเป็นคนตัดสินใจขั้นเด็ดขาด
เฉินซิ่วซิ่วลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าเป็นการตอบตกลง
เมื่อพูดถึงการวิ่งลดความอ้วน ก็ต้องพูดถึงเพื่อนร่วมห้องของเจียงเฟิงอย่างหวังฮ่าว ภายใต้การบำรุงบำเรอของความรัก เขาก็อ้วนขึ้นเรื่อย ๆ จนในที่สุดก็เสียแฟนไป ความรักครั้งนั้นไม่ได้ให้อะไรเขานอกจากไขมัน
หลังจากได้ไขมันมาเต็มตัว หวังฮ่าวที่เจ็บแล้วจำจึงตัดสินใจวิ่งลดความอ้วน แต่เพราะกลัวว่าตัวเองจะทำไม่ได้ตลอดรอดฝั่ง เลยลากเจียงเฟิงไปวิ่งเป็นเพื่อนทุกวันเพื่อจะได้คอยกำกับดูแลไปในตัว
วิ่งก็วิ่งไปแล้ว แต่ข้าวกลับไม่ได้กินน้อยลงเลย
กระเพาะที่ถูกความรักของแฟนเก่าขุนจนขยายใหญ่ พอได้ออกกำลังกายกลับยิ่งกลายเป็นหลุมดำที่ไม่มีที่สิ้นสุด ทำให้หวังฮ่าวประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนจากคนอ้วนฉุกลายเป็นคนอ้วนล่ำ
ประสบการณ์ลดความอ้วนอันน่าเศร้าของเพื่อนร่วมห้องช่วยเตือนสติเจียงเฟิงว่าการออกกำลังกายสามารถทำให้เจริญอาหารมากขึ้นได้
ตอนนี้ใบหน้าของเฉินซิ่วซิ่วดูเหมือนคนป่วย ในเวลาเพียงหนึ่งปีเธออดอาหารจนกระเพาะที่ใหญ่เหมือนช้างกลายเป็นกระเพาะที่เล็กเหมือนนก ท่าทางเหมือนกำลังทรมานตัวเองให้ตายทั้งเป็น
เจียงเฟิงอดทึ่งไม่ได้ที่อาเฉินใจกว้างขนาดนี้ ถ้าเป็นเขาทำแบบนี้บ้าง คุณพ่อเจียงเจี้ยนคังคงใช้วิธีขุนเป็ด เอากรวยมายัดแล้วกรอกอาหารใส่ท้องเขาทุกวันแน่
เจียงเจี้ยนคังและหวังซิ่วเหลียนเข้านอนแล้ว เจียงเฟิงอาบน้ำล้างหน้าอย่างเงียบ ๆ แล้วกลับเข้าห้องเพื่อตรวจสอบหน้าต่างสถานะ
(ส่วนที่ซ้ำขอข้ามไป)
2. [ความปรารถนาของเพื่อนบ้าน] เฉินซิ่วซิ่ว ลูกสาวของเฉินตูซิ่วกำลังหมกมุ่นกับการอดอาหารลดความอ้วน ขอให้ผู้เล่นทำความปรารถนาของเพื่อนบ้านให้สำเร็จ โดยการช่วยให้เฉินซิ่วซิ่วกลับมากินอาหารตามปกติ
คำใบ้ภารกิจ: เฉินซิ่วซิ่วมีอาการของโรคเบื่ออาหารเนื่องจากการอดอาหารและล้วงคออาเจียนมากเกินไป ขอให้ผู้เล่นรีบดำเนินการ (เฉินซิ่วซิ่วชอบกินแตงกวาทุบที่รสชาติค่อนข้างเปรี้ยว)
ในคำใบ้ภารกิจมีประโยคเพิ่มขึ้นมาหนึ่งประโยค ซึ่งอธิบายว่าทำไมเฉินซิ่วซิ่วถึงให้ค่าประสบการณ์เยอะเป็นพิเศษตอนที่กินแตงกวาทุบจานนั้นเมื่อตอนเย็น
ขอให้ผู้เล่นสำรวจด้วยตนเอง หมายความว่าอย่างนี้สินะ?
ต้องสำรวจเจออะไรบางอย่างก่อน เกมถึงจะให้คำอธิบาย ถ้าหากยังไม่ค้นพบ เกมก็จะไม่ชี้แนะ
หลายปีมานี้ เจียงเฟิงรู้เพียงว่าเฉินซิ่วซิ่วชอบสั่งแตงกวาทุบมากินก่อนมื้ออาหาร และยังชอบแตงกวาทุบที่เขาทำเป็นพิเศษอีกด้วย ที่แท้ไม่ใช่เพราะเขาฝึกฝนการทำแตงกวาทุบมาหลายปีจนทำให้แตงกวาทุบอร่อยเป็นพิเศษ แต่เป็นเพราะตอนที่เขาเติมน้ำส้มสายชูมักจะกะปริมาณไม่ถูกเลยใส่เยอะเกินไปเสมอ
เจียงเฟิงที่ได้รู้ความจริงแทบจะน้ำตาไหลออกมา
เมื่อกดที่ช่องเลเวล เลเวลและค่าประสบการณ์ที่ปรากฏเปลี่ยนเป็น:
เลเวล: 1 (109/200)
ค่าประสบการณ์ที่เหลือ: 0
หน้าต่างสถานะไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ
ค่าประสบการณ์กับเลเวลไม่มีประโยชน์เหรอ?
เจียงเฟิงรู้สึกว่าเป็นไปไม่ได้ น่าจะเป็นเพราะเลเวลของเขายังต่ำเกินไปจึงยังไม่มีคุณสมบัติพอที่จะปลดล็อกอะไรได้
พรุ่งนี้เช้ายังมีนัดไปวิ่งกับเฉินซิ่วซิ่ว เจียงเฟิงจึงไม่ได้ศึกษาหน้าต่างสถานะต่อ เขาตั้งนาฬิกาปลุกไว้ตอนหกโมงครึ่งแล้วล้มตัวลงนอน
เช้าวันรุ่งขึ้น เจียงเฟิงเปลี่ยนเป็นชุดกีฬาแล้วเปิดประตูออกไปทั้งที่ยังงัวเงีย
เฉินซิ่วซิ่วยืนรออยู่หน้าประตู เธอสวมเสื้อผ้าที่ค่อนข้างหลวมกับรองเท้ากีฬาหนึ่งคู่
เพื่อที่จะวิ่ง เธอยังอุตส่าห์มัดผมเป็นทรงหางม้าด้วย
เมื่อเห็นคน เจียงเฟิงก็ชะงักไปครู่หนึ่ง
“เธอออกมายืนรอตั้งนานแล้วทำไมไม่เคาะประตูเรียกฉันล่ะ?”
เฉินซิ่วซิ่วเหลือบมองนาฬิกา “ถ้าเจ็ดโมงแล้วนายยังไม่ออกมาฉันถึงจะเคาะ แล้วจะวิ่งยังไง?”
เฉินซิ่วซิ่วดูมีท่าทางกระตือรือร้น
การได้วิ่งในย่านนี้ ทำให้เธอรู้สึกเหมือนได้เชิดหน้าชูตา
คล้าย ๆ กับความรู้สึกภาคภูมิใจแปลก ๆ ที่ว่า ‘ฉันคนนี้ที่หนัก 60 กิโลกรัมกลับมาแล้ว ไม่ใช่ฉันคนเดิมที่เคยหนัก 85 กิโลกรัมอีกต่อไป’
ความรู้สึกแบบนี้ต่อให้อดข้าวสามวันจนน้ำหนักลดไปหนึ่งกิโลก็หามาทดแทนไม่ได้
“วิ่งไปที่โรงเรียนมัธยมหมายเลขหนึ่ง” โรงเรียนมัธยมหมายเลขหนึ่งเป็นโรงเรียนเก่าของเจียงเฟิงและเฉินซิ่วซิ่ว พ่อค้าแม่ค้าที่ขายของกินอยู่รอบ ๆ อาจจะไม่รู้จักว่าใครเป็นผู้อำนวยการโรงเรียน แต่ไม่มีทางที่จะไม่รู้จักว่าเฉินซิ่วซิ่วคือใคร
เพราะอย่างไรเสีย เธอก็เคยเป็นตำนานที่ตระเวนกินมาทั่วถิ่นนี้
“ไปกินข้าวเช้าที่ประตูหลังพอดีเลย” เจียงเฟิงแสร้งพูดเหมือนไม่ได้ตั้งใจ
“กินข้าวเช้าเหรอ?” เฉินซิ่วซิ่วขมวดคิ้ว วันนี้ที่เธอมาวิ่งก็เพื่อจะเผาผลาญโจ๊กชามเมื่อคืน การกินข้าวเช้าอีกมื้อดูจะไม่คุ้มค่ากันเลย
ในพจนานุกรมของคนที่กำลังอดอาหาร ไม่มีคำว่าอาหารเช้าอยู่
“ออกกำลังกายหนักขนาดนี้ ไม่กินข้าวเช้าระวังเป็นลมนะ” เจียงเฟิงพูด จากที่นี่ไปถึงโรงเรียนมัธยมหมายเลขหนึ่งก็ประมาณสามกิโลเมตร สำหรับมือใหม่หัดวิ่งอย่างเฉินซิ่วซิ่ว การวิ่งเหยาะ ๆ ก็ถือเป็นระยะทางที่ไม่สั้นเลย
“ฉันดื่มแค่นมถั่วเหลืองแก้วเดียวก็พอแล้ว” เฉินซิ่วซิ่วเลือกที่จะประนีประนอม
การวิ่งเหยาะ ๆ ฟังดูเหมือนง่าย แต่พอวิ่งจริง ๆ แล้วมันไม่ได้เป็นมิตรกับมือใหม่เลยสักนิด
เหมือนกับหวังฮ่าวที่วันแรกตั้งปณิธานอันยิ่งใหญ่ว่าจะวิ่งให้ได้ 10 กิโลเมตร แต่ผลคือพอวิ่งไปได้แค่สี่รอบก็ต้องถอยทัพไปให้รางวัลตัวเองด้วยหมูเปรี้ยวหวานที่โรงอาหารแล้ว
ระยะทางเพียงสามกิโลเมตรแต่ใช้เวลาวิ่งไปถึงหนึ่งชั่วโมงเต็ม
เฉินซิ่วซิ่วเหงื่อท่วมตัว เธอนั่งตากพัดลมอยู่ในร้านอาหารซาเซี่ยนที่ประตูหลังของโรงเรียนมัธยมหมายเลขหนึ่ง
หลังจากที่ผอมลงจนเหลือ 60 กิโล เธอก็ไม่เคยเหงื่อออกเยอะขนาดนี้มาก่อน
“อยากกินอะไรหน่อยไหม?” ในหูของเฉินซิ่วซิ่ว เสียงของเจียงเฟิงช่างเหมือนเสียงกระซิบของปีศาจ
แน่นอนว่าเธออยากกิน เธออยากดื่มนมถั่วเหลืองปั่นสด ๆ ที่คุณย่าจางขายอยู่หน้าโรงเรียนโดยใส่น้ำตาลสองช้อน อยากกินไข่พะโล้ใบชาในซอยที่ต้มจนน้ำซึมเข้าไปถึงข้างใน อยากกินบะหมี่ซอสจาจังที่ใส่แค่แตงกวาซอยกับต้นหอมซอย และอยากกินเกี๊ยวนึ่งของร้านซาเซี่ยนร้านนี้
“ขอนมถั่วเหลืองชามเดียวก็พอ ไม่ใส่น้ำตาล” เฉินซิ่วซิ่วแทบจะสงสัยว่าเจียงเฟิงจงใจกำหนดจุดหมายปลายทางของการวิ่งไว้ที่นี่
“แม่หนูไม่ลองชิมเกี๊ยวนึ่งของร้านเราหน่อยเหรอ? อร่อยมากเลยนะ แต่ก่อนมีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งจากโรงเรียนมัธยมหมายเลขหนึ่งมากินทุกวัน วันละตั้งหลายเข่งแน่ะ!” เจ๊เจ้าของร้านยังคงแนะนำเกี๊ยวนึ่งของร้านให้กับลูกค้าหน้าใหม่เช่นเคย
“เจียงเฟิงเอ๊ย เธอก็ไม่เตือนแฟนเธอบ้างเลยนะ เด็กสาวเดี๋ยวนี้ทั้งออกกำลังกายทั้งไม่ยอมกินข้าว ร่างกายจะทนไม่ไหวเอานะ”
“เจ๊ครับ เธอคือเฉินซิ่วซิ่ว” เจียงเฟิงพูดพลางยิ้ม ก่อนจะสั่งเกี๊ยวนึ่งสองเข่งกับถั่วเขียวต้มน้ำตาลหนึ่งชาม
“ซิ่วซิ่วเหรอ?!” เสียงของเจ๊เจ้าของร้านในตอนนี้ดังพอ ๆ กับคุณแม่หวังซิ่วเหลียนเลยทีเดียว
“ซิ่วซิ่วสวยขึ้นนะเนี่ย! โตเป็นสาวแล้วเปลี่ยนไปจริง ๆ ป้าจำแทบไม่ได้เลย มาถึงร้านป้าแล้วจะไม่กินเกี๊ยวนึ่งได้ยังไง? มา ๆ ๆ เอาไปเข่งหนึ่ง อย่าปล่อยให้ตัวเองหิวนะ วัยกำลังโตจะไม่กินข้าวเช้าได้ยังไง ถ้าไม่พอ ที่ป้ายังมีอีก 6 เข่งนะ ถ้ายังไม่พออีกเดี๋ยวป้าห่อให้ใหม่สด ๆ เลย!”
ภายใต้การต้อนรับอย่างอบอุ่นของเจ๊เจ้าของร้าน เฉินซิ่วซิ่วทำได้เพียงล่าถอยอย่างต่อเนื่อง จากตอนแรกที่สั่งแค่นมถั่วเหลืองชามเดียว กลายเป็นเกี๊ยวนึ่งหนึ่งเข่งกับนมถั่วเหลืองหนึ่งชาม
เฉินซิ่วซิ่วคีบเกี๊ยวนึ่งขึ้นมาหนึ่งชิ้น แล้วถลึงตาใส่เจียงเฟิงอย่างแรง “นายจงใจทำแบบนี้สินะ หลอกให้ฉันมากินของที่นี่”
“ทำไมล่ะ เกี๊ยวนึ่งของร้านนี้ไม่อร่อยเหรอ?” เจียงเฟิงทำหน้าตาไร้เดียงสา “ตอนเด็ก ๆ ยังไม่ประสา คิดมาตลอดว่าเกี๊ยวนึ่งร้านนี้อร่อยที่สุดในโลกเลยแหละ”
เจียงเฟิงเอาเกี๊ยวนึ่งเข้าปากทั้งชิ้น เคี้ยวสองสามครั้งแล้วกลืนลงไป
“พอเข้ามหาวิทยาลัย ได้ออกไปข้างนอก ถึงได้รู้ว่าเกี๊ยวนึ่งของร้านนี้ก็อร่อยที่สุดในโลกจริง ๆ”
เฉินซิ่วซิ่วไม่สามารถโต้เถียงได้ หลังจากการออกกำลังกาย การไหลเวียนโลหิตดีขึ้น อินซูลินหลั่งออกมา ทางเดินอาหารที่ว่างเปล่าอยู่แล้วก็เริ่มบีบตัวอย่างรวดเร็ว ส่งสัญญาณประท้วงไปยังร่างกายของเธออย่างต่อเนื่อง
เธออดอาหารมาหนึ่งปี เดิมทีคิดว่าตัวเองชินกับความหิวแล้ว
เมื่อเห็นว่าเฉินซิ่วซิ่วไม่ได้ค่อย ๆ ละเลียดกินเกี๊ยวนึ่งเหมือนที่กินแตงกวาเมื่อคืน แต่กลับกินอย่างรีบร้อน เจียงเฟิงจึงถือโอกาสรุกคืบ “พรุ่งนี้ต่อไหม?”
“อืม”
เฉินซิ่วซิ่วกัดเกี๊ยวนึ่งไปหนึ่งคำอย่างแรง