- หน้าแรก
- ครัวนี้มีค่าประสบการณ์
- บทที่ 3 แตงกวาทุบ
บทที่ 3 แตงกวาทุบ
บทที่ 3 แตงกวาทุบ
พอค้นพบวิธีได้รับค่าประสบการณ์ เจียงเฟิงก็เริ่มเกิดความรู้สึกอยากจะลองตำแหน่งหัวหน้าเชฟขึ้นมาตะหงิด ๆ
น่าเสียดายที่ครัวเป็นอาณาเขตของเจียงเจี้ยนคัง เขาคือราชาแห่งครัวหลังร้าน ตั้งแต่ของเล็ก ๆ อย่างมีดปอกเปลือก มีดเลาะกระดูก มีดผลไม้ ไปจนถึงของใหญ่อย่างกระทะเหล็ก เขียง เตาแก๊ส ล้วนเป็นข้ารับใช้ของเขาทั้งสิ้น ความเป็นไปได้ที่เจียงเฟิงจะก่อกบฏใต้จมูกของเขาแทบจะเป็นศูนย์
ตลอดทั้งวัน เจียงเฟิงเพิ่งจะหาโอกาสเข้าไปในครัวเพื่อทำซุปไข่สาหร่ายได้ถ้วยหนึ่ง นี่ก็ต้องอาศัยจังหวะตอนที่เจียงเจี้ยนคังยุ่งจนหัวหมุน ไม่เช่นนั้นเจียงเฟิงคงไม่มีโอกาสได้แตะหม้อด้วยซ้ำ
สี่ทุ่มร้านปิด เจียงเจี้ยนคังและหวังซิ่วเหลียนเก็บกวาดครัวหลังร้าน และไล่เจียงเฟิงกลับบ้านก่อนเวลาตามปกติ
ก่อนกลับ เจียงเฟิงหยิบแตงกวาติดมือจากหลังร้านมาสองลูก
แตงกวาทุบหนึ่งจานที่ทำตามแบบแผน คำคุณศัพท์นี้มันช่างธรรมดาเกินไปหน่อยแล้ว เจียงเฟิงรู้สึกว่า ตนเองทำแตงกวาทุบให้เฉินซิ่วซิ่วมาตั้งแต่เด็ก ฝึกฝนเมนูนี้มาหลายสิบปี คำประเมินอย่างน้อยก็น่าจะเป็นอะไรที่เกี่ยวกับสีสัน กลิ่น รสชาติที่ครบเครื่อง หรือหนึ่งในล้านอะไรทำนองนั้น
ปริมาณแตงกวาทุบที่เฉินซิ่วซิ่วเคยกินเข้าไปนั้น มากพอที่จะทำให้ตระกูลแตงกวาในสวนผลไม้แห่งหนึ่งสูญพันธุ์ได้เลย
เมื่อกลับถึงบ้าน เจียงเฟิงยืนอยู่ในครัวพิจารณาแตงกวาสองลูกที่หยิบมาจากหวังซิ่วเหลียนอย่างละเอียด
ลูกหนึ่งอ้วน ลูกหนึ่งผอม ลูกหนึ่งยาว ลูกหนึ่งสั้น ผิวขรุขระ บนเปลือกสีเขียวอมเหลืองยังมีร่องรอยบาดแผลมากมายจากการล้างอย่างรุนแรงของหวังซิ่วเหลียน
แตงกวาทุบ... ควรจะทุบยังไงดี?
เจียงเฟิงที่เคยทุบแตงกวามานับไม่ถ้วน และได้เห็นมาแล้วทั้งแบบอ้วนท้วนและแบบผอมบาง ตอนนี้กลับตกอยู่ในความสับสน
แตงกวาทุบจะทุบแบบอื่นได้อีกเหรอ? หรือว่าเขาจะต้องทำเหมือนในนิยายกำลังภายใน รวบรวมลมปราณไว้ที่จุดตันเถียน ใช้พลังปราณสำรวจโครงสร้างภายในของแตงกวา แล้วหยิบมีดทำครัวในตำนานออกมา ใช้เคล็ดวิชาเล็กน้อย หมุนสันมีดขณะที่ทุบลงไป...
ช่างเถอะ เขาแต่งเรื่องต่อไม่ไหวแล้ว
หยิบมีดทำครัวออกมา วางแตงกวาลงบนเขียง ปัง ปัง ปัง
ไม่มีกลิ่นหอมสดชื่น ไม่มีสีสันน่ากิน และที่สำคัญคือไม่มีแสงเปล่งออกมา
แตงกวาก็ยังคงเป็นแตงกวา เพียงแค่ถูกทุบจนแตกแล้วเท่านั้น
เทน้ำส้มสายชู หยดน้ำมันพริก แตงกวาทุบสองจานก็เสร็จเรียบร้อย
น้ำส้มสายชูเป็นฝีมือการหมักของผู้อาวุโสเจียงเว่ยกั๋ว ส่วนน้ำมันพริกเป็นฝีมือการทำของเจียงเจี้ยนคัง
[แตงกวาทุบจานหนึ่งที่แสนจะธรรมดา]
[แตงกวาทุบจานหนึ่งที่ใส่น้ำส้มสายชูมากเกินไป]
เจียงเฟิง “...”
แม้จะไม่รู้ว่าทำไมถึงมองเห็นหมายเหตุได้แม้จะอยู่ที่บ้าน แต่หมายเหตุทั้งสองอันนี้เห็นได้ชัดว่าไม่น่าอภิรมย์เอาเสียเลย
สิบนาทีต่อมา เจียงเฟิงถือจานแตงกวาทุบที่ใส่น้ำส้มสายชูมากเกินไปไปเคาะประตูห้องข้าง ๆ
ห้านาทีก่อนหน้านั้น หวังซิ่วเหลียนที่เก็บกวาดครัวหลังร้านเสร็จแล้วกลับมา ประณามพฤติกรรมสิ้นเปลืองอาหารของเจียงเฟิงที่มาทำแตงกวาทุบตอนดึก ๆ ดื่น ๆ อย่างรุนแรง ก่อนจะใช้สายตาอันแหลมคมกินแตงกวาทุบจานที่แสนธรรมดานั้นจนหมด แล้วสั่งให้เจียงเฟิงเอาอีกจานไปให้เฉินซิ่วซิ่วที่ห้องข้าง ๆ กิน
“ซิ่วซิ่วเด็กคนนั้นน่ะ ชอบกินแตงกวาทุบที่สุดไม่ใช่เหรอ? ตอนเด็ก ๆ แกทำแตงกวาทุบใส่น้ำส้มสายชูเยอะขนาดนั้น เธอยังกินจนเกลี้ยงจานเลย!”
เจียงเฟิงสงสัยว่าด้วยเสียงอันดังของคุณแม่หวังซิ่วเหลียน เฉินซิ่วซิ่วที่อยู่ห้องข้าง ๆ คงได้ยินอย่างชัดเจนแล้ว
ตอนที่เฉินซิ่วซิ่วเปิดประตูออกมา พอเห็นเจียงเฟิงถือจานแตงกวาทุบอยู่ก็ถึงกับนิ่งอึ้งไปอย่างเห็นได้ชัด
“กินไหม?” ประโยคนี้เคยปรากฏขึ้นในบทสนทนาระหว่างพวกเขานับครั้งไม่ถ้วน
“กิน” เฉินซิ่วซิ่วตอบโดยสัญชาตญาณ
เฉินตูซิ่วไม่อยู่บ้าน แต่นี่ก็เป็นเรื่องปกติ ตั้งแต่ที่เจียงเฟิงจำความได้ เขาก็ออกไปทำงานต่างถิ่นอยู่บ่อย ๆ
เจียงเฟิงวางจานแตงกวาทุบลงบนโต๊ะอาหาร ในฝาชีบนโต๊ะมีข้าวต้มที่เย็นชืดแล้วหนึ่งชาม โดยไม่มีกับข้าว
อีกทั้งยังเป็นข้าวต้มที่หน้าตาดูไม่ดีเอาเสียเลย ดูเหมือนโจ๊กเละ ๆ แถมยังเหมือนจะไหม้เล็กน้อยอีกด้วย
เจียงเฟิงขมวดคิ้วแล้วถาม “เธอยังไม่ได้กินข้าวเย็นเหรอ?”
“ฉันกินไม่ลง” เฉินซิ่วซิ่วทำหน้าเบื่อหน่าย
เมื่อเห็นท่าทางของเธอ เจียงเฟิงก็ไม่ได้พูดอะไรมาก เขาเดินตรงเข้าไปในครัวทันที
เมื่อเทียบกับครัวของบ้านตระกูลเจียงที่ใหญ่โตราวกับครัวหลังโรงแรมแล้ว ครัวของบ้านเฉินซิ่วซิ่วถือว่าเรียบง่ายกว่ามาก มีมีดทำครัวสองเล่ม เขียงก็เริ่มชื้นและมีรอยแตก มีหม้อหนึ่งใบ กระปุกเกลือหนึ่งใบ และขวดน้ำมันเล็ก ๆ หนึ่งขวด นอกจากนี้กลับหาเครื่องปรุงอื่นไม่เจออีกเลย
“นายจะทำอาหารเหรอ?” เฉินซิ่วซิ่วไม่ได้ห้ามเขา เธอเพียงแค่ยิ้มเยาะ “บ้านฉันไม่มีอะไรเลย มีแค่หม้อหนึ่งใบกับข้าวสารหนึ่งถุง แล้วก็มีผลิตภัณฑ์ทดแทนมื้ออาหาร”
จริงดังคาด เมื่อเปิดตู้เย็นออกมา ข้างในก็ว่างเปล่าเว้นแต่เบียร์
“อ้อ ใช่ ยังมีเบียร์ของตาแก่ด้วย” เฉินซิ่วซิ่วมองเขา “วัตถุดิบของบ้านนายคงอยู่ที่ร้านหมดแล้ว ถ้าฉันจะกินข้าวก็แค่อุ่นข้าวต้มชามนี้ก็พอ”
หากได้ยินประโยคนี้จากปากของเฉินซิ่วซิ่ว คงทำให้บรรดาเจ้าของร้านแผงลอยที่เธอเคยไปอุดหนุนต้องตกตะลึง
ด้วยลิ้นที่ถูกเจียงเจี้ยนคังขุนจนเสียคนมาตั้งแต่เด็กอย่างเฉินซิ่วซิ่วในตอนนั้น เป็นไปได้อย่างไรที่จะยอมกินข้าวต้มเละ ๆ ที่ทำพลาด แถมยังไหม้เล็กน้อยอีกด้วย
“เดี๋ยวฉันทำข้าวต้มขาวให้” เจียงเฟิงรู้ดีว่าการทำกับข้าวคงเป็นไปไม่ได้แล้ว เขาจึงหันไปมองข้าวสารซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่กินได้ในครัว
เฉินซิ่วซิ่วนั่งอยู่บนเก้าอี้ มองเจียงเฟิงต้มข้าวต้มอย่างเงียบ ๆ
คนบ้านเจียงไม่ชอบกินข้าวต้ม ถ้าจะกินก็จะไม่กินข้าวต้มขาว อย่างน้อยต้องเป็นข้าวต้มกุ้งสด ข้าวต้มเนื้อวัว หรือข้าวต้มประเภทที่ทำให้คนได้สัมผัสถึงความอร่อยของเนื้อ ข้าวต้มขาวรสจืดชืด เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลยที่จะปรากฏบนโต๊ะอาหารของบ้านตระกูลเจียง
เคล็ดลับของการต้มข้าวต้มคือต้องกะสัดส่วนของข้าวกับน้ำให้พอดี รู้จังหวะในการปรับระดับไฟ คนให้เข้ากันอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เมล็ดข้าวทุกเม็ดอิ่มน้ำและนุ่มข้น
แน่นอนว่า ทั้งหมดนี้เจียงเฟิงทำไม่ได้
เขาทำได้แค่ต้มข้าวต้มขาวรสจืดชืดชามหนึ่งที่ทำให้คนรู้สึกว่าพอกินได้และกินแล้วไม่ตายออกมาเท่านั้น
“เราไม่ได้เจอกันนานแล้วเหมือนกันเนอะ?” เฉินซิ่วซิ่วพูดขึ้นมาทันที
“อืม ประมาณปีหนึ่งได้ หลังจากเธอเข้ามหาวิทยาลัยเราก็ไม่ได้เจอกันอีกเลย” เจียงเฟิงลองนึกดูอย่างละเอียด
“วันนี้ตอนกลางวันที่นายเจอฉัน เกือบจะจำไม่ได้เลยใช่ไหม แต่ก่อนฉันอ้วน...จนดูไม่เป็นผู้เป็นคน เหมือนลูกชิ้นก้อนหนึ่งเลย” เฉินซิ่วซิ่วพูดพลางเหลือบมองแขนของตัวเอง
“แต่ก่อนเธอก็ไม่ได้อ้วนนะ” เจียงเฟิงพูดขณะที่กำลังคนข้าวในหม้อ “อย่างน้อยในสายตาพ่อกับแม่ฉัน เธอไม่อ้วนเลยสักนิด”
นิยามของคนอ้วนสำหรับบ้านตระกูลเจียงคือ คนที่น้ำหนักต่ำกว่า 100 กิโลไม่นับว่าเป็นคนอ้วน นับได้แค่ว่าเป็นคนล่ำเท่านั้น
เฉินซิ่วซิ่วหลุดหัวเราะออกมา “นั่นสินะ มีแต่บ้านนายเท่านั้นแหละที่ไม่มองว่าฉันอ้วน”
“การอดอาหารเพื่อลดความอ้วนมันทำร้ายร่างกายนะ นี่เธอเป็นคนพูดเอง” เจียงเฟิงกล่าว
ตอนมัธยมปลาย ทุกครั้งหลังเลิกเรียนเฉินซิ่วซิ่วจะไปกินข้าวที่ร้านของบ้านเจียงเฟิง เธอมักจะกินเนื้อไปพลางยิ้มไปพลางแล้วพูดว่า ‘ฉันก็รู้ว่ากินเนื้อเยอะแล้วจะอ้วน แต่ฉันกินจุขนาดนี้นี่นา การอดอาหารลดความอ้วนมันทำร้ายร่างกายจะตาย!’
“ฉันรู้”
“ตอนแรกฉันก็คิดจะลดน้ำหนักด้วยการออกกำลังกายเหมือนกัน แต่มันยากจริง ๆ นะ นายจินตนาการไม่ออกหรอกว่าคนอ้วนหนัก 85 กิโลจะวิ่งรอบสนามกรีฑาสักรอบมันยากแค่ไหน การอดอาหารมันง่ายกว่าเยอะ แค่ซื้อยาทำให้อาเจียน อาเจียนไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวก็ผอมเอง”
“ไม่ต้องไปซื้อเสื้อผ้าตามร้านเฉพาะทางอีกต่อไป เดินตามถนนก็ไม่มีใครมองฉันด้วยสายตาแปลก ๆ ตอนหลังไม่ต้องใช้ยาทำให้อาเจียนแล้ว แค่เห็นของมัน ๆ หรือเนื้อสัตว์ก็อยากจะอ้วกเอง ดีจะตาย”
เจียงเฟิงไม่สามารถแสดงความคิดเห็นใด ๆ ได้ บ้านตระกูลเจียงไม่เคยขาดคนอ้วนอยู่แล้ว แถมแต่ละคนยังเป็นคนอ้วนร่างใหญ่ไหล่กว้างที่หนึ่งคนสู้ได้สิบคนอีกต่างหาก จึงไม่มีใครหน้ามืดตามัวมาพูดจาให้ร้าย และยิ่งไม่มีใครบนถนนมองด้วยสายตาแปลก ๆ ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นการมองชายร่างใหญ่ใบหน้าถมึงทึงตรงหน้าแล้วหลีกทางให้เสียมากกว่า
เจียงเฟิงทำได้เพียงต้มข้าวต้มต่อไปอย่างเงียบ ๆ
ในไม่ช้า ข้าวต้มขาวที่แสนจะธรรมดาหม้อหนึ่งก็ต้มเสร็จ
[ข้าวต้มขาวหนึ่งชามที่รสชาติพอใช้ได้]
นี่คือคำชมสูงสุดที่เกมมีให้กับอาหารที่เจียงเฟิงทำในตอนนี้แล้ว
เมื่อยกข้าวต้มขาวไปวางตรงหน้าเฉินซิ่วซิ่ว ใบหน้าของเธอก็แสดงออกถึงการปฏิเสธอย่างชัดเจน
เธอไม่อยากกินอะไรทั้งนั้น เธอยอมที่จะไม่กินอะไรอีกเลย
แต่เธอไม่สามารถปฏิเสธความหวังดีของเจียงเฟิงได้
ข้าวต้มยังคงมีไอร้อนลอยกรุ่น เฉินซิ่วซิ่วหยิบตะเกียบขึ้นมา คีบแตงกวาชิ้นที่เล็กที่สุด
“กร๊อบ”
“ติ๊ง ได้รับค่าประสบการณ์ 10 แต้ม”
“อร่อย” เฉินซิ่วซิ่วพูดเสียงเบา
เจียงเฟิง “???”
ถ้าเขาจำไม่ผิด แตงกวาทุบจานนี้ใส่น้ำส้มสายชูเยอะเกินไปไม่ใช่เหรอ!