- หน้าแรก
- คืนฝนตก…เทพธิดาโรงเรียนเคาะประตูบ้านฉันและขอหลบฝน (อีกครั้ง)
- ตอนที่ 32 หลานสะใภ้แท้ หลานชายสำรอง!
ตอนที่ 32 หลานสะใภ้แท้ หลานชายสำรอง!
ตอนที่ 32 หลานสะใภ้แท้ หลานชายสำรอง!
เฉินม่อมองเห็นย่าดีใจจนตัวสั่น รีบอธิบายกลัวว่าความตื่นเต้นจะทำให้ท่านเป็นอะไรไป
“ผมล้อเล่นต่างหากครับ เธอเป็นเพื่อนสนิทของผม ชื่อซู๋อวี่ฉิง วันนี้พออากาศดีเลยไปเล่นว่าวกันที่สวนสาธารณะ แล้วแวะมาหาปู่ย่าครับ”
แต่คนแก่ก็มักฟังเฉพาะในสิ่งที่อยากฟัง คำอธิบายของเขาจึงถูกย่าตัดทิ้งไปทันที
“ดี ๆ ๆ เด็กคนนี้หน้าตาสวยสะดุดตาจริง ๆ ว่าแต่ชื่ออะไรนะ?” ย่าหันไปยิ้มกว้างถามซู๋อวี่ฉิง
“ซู๋อวี่ฉิงครับ” เฉินม่อรีบตอบแทน
ทว่าย่ากลับผลักเขาไปด้านหลังทันควัน “ฉันไม่ได้ถามแกสักหน่อย”
“สวัสดีค่ะคุณย่า เรียกฉันว่าอวี่ฉิงก็ได้” ซู๋อวี่ฉิงยิ้มอ่อนโยน ดูสง่างามไม่เก้อเขิน
“อวี่ฉิง หน้าตาก็ดี ชื่อก็เพราะ ดีจริง ๆ เลย” ย่าจับมือเล็กของเธอแล้วตบเบา ๆ พลางหัวเราะ “โอย มาซะกะทันหัน ย่ายังไม่ทันเตรียมของขวัญต้อนรับเลย ไว้คราวหน้ามา ย่าจะให้กำไลหยกคู่ใหญ่สักสองวง”
พูดพลางก็ยกมือกะขนาดข้อมือของเธอไปด้วย
เมื่อครู่ยังอุ้มชูหลานชายอยู่แท้ ๆ แต่พอมี “หลานสะใภ้” ขึ้นมา หลานชายก็ถูกวางทิ้งไว้ข้าง ๆ ทันที
เฉินม่อถึงกับพูดไม่ออก รู้สึกเพิ่งจะตระหนักได้ว่าย่ากับแม่ตัวเองมีนิสัยคล้ายกันอย่างประหลาด
นี่มันลักษณะพันธุกรรมที่สืบต่อกันข้ามรุ่นหรือไงนะ?
ในขณะนั้นเอง ย่าก็เหมือนนึกอะไรขึ้นได้ ตะโกนเรียกเข้าไปในบ้าน “ปู่เฒ่า! รีบออกมาเร็ว ๆ หน่อย ม่อม่อมาถึงแล้ว!”
ไม่นาน ปู่ที่ยังดูแข็งแรงกระฉับกระเฉงก็เดินออกมาจากห้อง มือยังหมุนลูกวอลนัตเล่นอยู่
“ม่อม่อ ครึ่งปีไม่เห็นโผล่มาหาปู่เลยนะ คงเรียนหนักมากสินะ” ปู่พูดพลางหัวเราะอย่างอารมณ์ดี
ย่าก็ดึงแขนปู่แล้วบอกทันที “มองดูสิ ยังมีใครมาด้วย”
สายตาปู่จึงเหลือบไปเห็นซู๋อวี่ฉิง “อ้าว เด็กสาวสวยเชียว แบบนี้ไม่ใช่แฟนม่อม่อหรอกเหรอ?”
“พวกเราเป็นแค่เพื่อนสนิทกันครับ” เฉินม่อรีบชี้แจง
“ฮ่า ๆ ๆ ก็คือแฟนจริง ๆ นั่นแหละ อะไรกัน ม่อม่อ ทำไมไม่บอกให้ปู่ย่ารู้แต่เนิ่น ๆ แบบนี้ปู่ย่าจะได้เตรียมของขวัญไว้ต้อนรับไงล่ะ” ปู่ทำท่าตำหนิเขาเล็กน้อย
เฉินม่อได้แต่เงียบ ในใจอยากบ่นว่า—สรุปแล้วหูดีหรือหูไม่ดีเนี่ย ทำไมถึงฟังแต่สิ่งที่อยากฟังกันทั้งคู่
แม้ในใจจะบ่น แต่พอได้เจอปู่ย่าอีกครั้ง ความรู้สึกในอกเขาก็เอ่อล้น เพราะในความทรงจำสิบปีข้างหน้า ย่าจะจากไปก่อน และปู่ก็ตามไปด้วยเพราะตรอมใจ คิดถึงจนล้มป่วยหนัก
คราวนี้ได้กลับมาเห็นทั้งคู่แข็งแรงสดใสอีกครั้ง เขาแทบกลั้นน้ำตาไม่อยู่
ทันใดนั้นปู่ก็เหมือนนึกอะไรขึ้นมา รีบวิ่งกลับเข้าไปในห้อง
ไม่นานก็ถือถุงผ้าไหมพรมสองใบวิ่งกลับออกมา
“นี่เป็นถุงที่ย่าพวกเธอถักไว้ ข้างในมีเครื่องรางขอพรให้สุขภาพแข็งแรง เดิมทีตั้งใจจะส่งไปให้พ่อแม่ของม่อม่อที่อยู่ต่างประเทศ แต่ไหน ๆ พวกเธอมากันก่อน ก็ให้พวกเธอแทนก็แล้วกัน ส่วนสองคนนั้นค่อยรอไปก่อน”
พูดจบ ปู่ก็ยัดถุงใส่มือทั้งเฉินม่อและซู๋อวี่ฉิงคนละใบ
“ใช้ชีวิตเรียบง่าย สุขภาพแข็งแรง ถึงจะเป็นพรที่ดีที่สุด หวังว่าพวกเธอสองคนจะปลอดภัยและแข็งแรงตลอดไป” ปู่พูดด้วยรอยยิ้ม
“ขอบคุณค่ะคุณปู่ คุณย่า” ซู๋อวี่ฉิงรับถุงไว้ด้วยท่าทางนอบน้อม
“คนในครอบครัวเดียวกัน จะมาขอบคุณอะไรกันเล่า ไม่ต้องเกรงใจ มามา เข้าไปนั่งในบ้านกันเถอะ” ย่าพูดพลางดึงมือเธอเดินนำเข้าไป
เฉินม่อได้แต่รีบบอก “ผมบอกแล้วไงครับว่าเป็นแค่เพื่อนสนิท อย่าเข้าใจผิดสิ เดี๋ยวเธอลำบากใจ”
แต่ปู่ย่ากลับไม่สนใจเขาเลยสักนิด ต่างพากันพาหลานสะใภ้ในดวงใจเข้าไปในบ้านอย่างเอ็นดู
ทิ้งไว้เพียงหลานชายแท้ ๆ ที่ควรเป็นคนโปรด กลายเป็นตัวประกอบไปเสียแล้ว เฉินม่อได้แต่ยิ้มแห้งแล้วส่ายหัวเดินตามเข้าไป
เขารู้ดีว่าปู่ย่าจงใจหยอกเล่น แต่ความรู้สึกอบอุ่นที่ทั้งคู่มอบให้ซู๋อวี่ฉิงนั้นจริงแท้แน่นอน
ซู๋อวี่ฉิงเองก็สัมผัสได้ชัดเจนว่ามีคนเห็นค่าในตัวเธอ มือของย่าที่หยาบกร้านกลับกุมมือเธอแน่น ราวกับไม่อยากปล่อย ทำเอาหัวใจเธอสั่นสะเทือนจนน้ำตาคลอ
เมื่อก่อน ไม่ว่าไปที่ไหนเธอก็มักถูกมองเป็นส่วนเกิน
แต่ตอนนี้ เธอกลับถูกดูแลเหมือนเป็นสมบัติล้ำค่า
ตั้งแต่ตายายแท้ ๆ ของเธอเสียไป เธอก็ไม่เคยได้รับความรู้สึกอบอุ่นแบบนี้อีกเลย
เมื่อมองปู่ย่าของเฉินม่อ น้ำตาก็ร่วงเผลอไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว
ทั้งที่จริงเธอกำลังมีความสุข ทำไมถึงร้องไห้ออกมาได้กัน…
เธออยากให้ปู่ย่าเห็นรอยยิ้มของเธอ แต่สุดท้ายกลับเป็นน้ำตาที่เอ่อล้นแทน
“โถ่เอ๊ย อวี่ฉิง เป็นอะไรไปหรือเปล่า? ย่ากุมมือแรงไปใช่ไหม?”
ย่าตกใจ รีบปล่อยมือแล้วมองด้วยแววตาเต็มไปด้วยความกังวล “โทษทีนะ ย่าทำงานหนักจนมือมันเผลอแรงไปหน่อย”
“ไม่ค่ะ ไม่ใช่เลย” ซู๋อวี่ฉิงส่ายหัว ก่อนจะโผเข้ากอดย่าแน่น น้ำเสียงสั่นเครือ “หนูแค่คิดถึงตายายของตัวเองขึ้นมาเท่านั้น”
ร่างเล็กในอ้อมกอดยังสั่นสะท้านเล็กน้อย ย่าก็เข้าใจทันที จึงกอดตอบพร้อมลูบหลังเบา ๆ เพื่อปลอบใจ
ย่าสัมผัสได้ว่าหลานสะใภ้คนนี้ทั้งอ่อนไหวและเปราะบางเพียงใด
บรรยากาศในห้องตกอยู่ในความเงียบสงบ ทั้งปู่ ย่า และเฉินม่อ ต่างก็เฝ้าปลอบโดยไม่เอ่ยถ้อยคำใด ๆ
นานพอสมควร กว่าอารมณ์ของซู๋อวี่ฉิงจะค่อย ๆ คลายลง เธอเงยหน้าขึ้น เตรียมจะเช็ดน้ำตา แต่ทันใดนั้นกลับมีผ้าเช็ดหน้าผืนสะอาดแนบมาเช็ดให้อย่างอ่อนโยน พร้อมเสียงทุ้มที่เอ่ยเตือนเบา ๆ “มือไม่สะอาด อย่าขยี้ตา”
เฉินม่อยังคงมีนิสัยติดตัวมาตั้งแต่เด็ก คือพกผ้าเช็ดหน้าสะอาดติดตัวเสมอ
ผืนก่อนหน้านี้ยังอยู่กับหลินอวี่อันไม่ทันได้เอาคืน ผืนนี้จึงเป็นอีกผืนหนึ่งที่เขาพกไว้
ซู๋อวี่ฉิงรับผ้าเช็ดหน้าไปซับน้ำตา แล้วหันไปมองย่าด้วยแววตาอ่อนโยน “ขอโทษนะคะคุณย่า หนูไม่ได้ตั้งใจจะร้องไห้เลยจริง ๆ…”
“เด็กโง่เอ๊ย จะมาขอโทษทำไมกันเล่า ที่หนูร้องไห้ก็เพราะคิดถึงตายายของตัวเองใช่ไหม? แค่นี้ก็แสดงว่าหนูรู้สึกใกล้ชิดกับพวกเราแล้ว ย่ายังดีใจเสียอีก ตายายของหนูตอนยังอยู่ก็คงรักหนูมากสินะ” ย่าพูดพร้อมรอยยิ้มอบอุ่น
ซู๋อวี่ฉิงพยักหน้าเบา ๆ น้ำตายังคลอ
“อย่าร้องแล้วนะ ต่อไปนี้ ปู่ย่าก็จะรักและเอ็นดูหนูเหมือนตายายของหนูเลย ถ้าเจ้าเด็กม่อม่อมันกล้าแกล้งเมื่อไร หนูมาฟ้องย่าได้เลย ย่าจะตีตูดมันให้เอง”
คำพูดปลอบโยนง่าย ๆ กลับอบอุ่นจนหัวใจของซู๋อวี่ฉิงที่ขาดความรักมาตลอดถึงกับสั่นสะท้าน น้ำตาที่เพิ่งหยุดก็ไหลพรั่งพรูออกมาอีกครั้ง
“โอ๊ย แบบนี้หลานสะใภ้มีค่ามากกว่าหลานชายแท้ ๆ เสียแล้วสิ สงสัยม่อม่อจะกลายเป็นเด็กเก็บมาเลี้ยงแน่ ๆ” ย่าหัวเราะแซว
เฉินม่อรีบโวยเสียงอ่อย “ย่า! นี่หลานแท้ ๆ นะครับ”
คำโวยวายของเขากลับทำให้ซู๋อวี่ฉิงหัวเราะทั้งน้ำตา และปู่ย่าก็พลอยหัวเราะไปด้วย
“ปกติไม่พอใจที่เราตามใจเอ็งมากหรือไง วันนี้แค่ลดลงวันเดียวก็โวยวายใหญ่” ปู่ย่าพูดพลางหัวเราะเอ็นดู
เสียงหัวเราะดังสะท้อนก้องไปทั่วบ้าน บรรยากาศอบอุ่นเสียจนหัวใจของซู๋อวี่ฉิงเต็มตื้น
(จบตอน)