- หน้าแรก
- จุดบรรจบแห่งแดนศักดิ์สิทธิ์
- บทที่ 47 - ลัทธิกินศพ ผู้คุมกฎผู้ร่วงหล่น
บทที่ 47 - ลัทธิกินศพ ผู้คุมกฎผู้ร่วงหล่น
บทที่ 47 - ลัทธิกินศพ ผู้คุมกฎผู้ร่วงหล่น
บทที่ 47 - ลัทธิกินศพ ผู้คุมกฎผู้ร่วงหล่น
โทเท็มที่หน้าอกของชนเผ่าวั่งเซิงผู้นี้ คือสัญลักษณ์ของรังมารกำเนิดพอดี เพียงแต่ดูหยาบและเรียบง่ายกว่า ไม่ได้มีแรงกดดันที่ศักดิ์สิทธิ์และน่าเกรงขามขนาดนั้น
พอพูดถึงเทพเจ้าที่เขาศรัทธา ความตื่นเต้นและความศรัทธาที่แสดงออกมาก็ดูไม่เหมือนเสแสร้ง นั่นหมายความว่าเขาไม่ได้เพ้อเจ้อ แต่ในเผ่าของเขามีตำนานที่เกี่ยวข้องอยู่จริงๆ เพราะด้วยระดับความรู้ของเขา คงไม่รู้หรอกว่าเซลล์คืออะไร
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการเรียกเซลล์ว่าซีปา
เพียงแต่ในใจของลู่ปู้เอ้อร์กลับเริ่มสงสัย
เซลล์ที่เพิ่มจำนวนได้อย่างไร้ขีดจำกัด นี่มันเซลล์มะเร็งชัดๆ!
และเมื่อนึกถึงโลกใหม่ที่ไม่มีโรคมะเร็ง เขาก็ยิ่งมั่นใจในการคาดเดาของตัวเอง
โดยเฉพาะ คำที่ชนเผ่าวั่งเซิงคนนี้ใช้
ทำหาย!
รังมารกำเนิดทำแก่นแท้ของท่านหายไป
แก่นแท้ของเทพเจ้าคือมะเร็งเหรอ?
จากความเข้าใจของลู่ปู้เอ้อร์ที่มีต่อโลกนี้ พลังเหนือธรรมชาติมีอยู่แล้วเมื่อห้าร้อยปีก่อน เพียงแต่ถูกกระตุ้นเพราะกิจกรรมของมนุษย์เท่านั้น
งั้นโรคของเขา เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้หรือไม่
และมันเกี่ยวข้องกับการวิจัยของพ่อแม่เขาในตอนนั้นหรือไม่?
"ตอนนี้บอกทุกเรื่องที่แกรู้มาให้หมด"
ลู่ปู้เอ้อร์พูดเสียงดุ "ไม่งั้นฉันจะจับแกแขวนบนต้นไม้แล้วกรีดเลือด!"
ชนเผ่าวั่งเซิงหันหน้าหนี พูดเสียงแข็ง "ไม่ได้ นี่เป็นความลับของเผ่าเรา ขืนแพร่งพรายออกไปมีแต่จะนำหายนะมาสู่โลก! ต่อให้ฉันตาย ก็ไม่มีวันบอก!"
พูดจบเขาก็จะกัดลิ้นฆ่าตัวตาย
ใครจะคิดว่าหยวนฉิงจะเตะเข้าที่กระพุ้งแก้มเขาจนคว่ำลงกับพื้น
"ครั้งหน้าฉันจะเตะให้ฟันร่วงหมดปาก"
นายทหารหญิงพูดเสียงเย็น "ทำตัวดีๆ หน่อย"
เจ้าทึ่มนี่กลับไม่ยอมจำนน ดิ้นรนจะเอาหัวโขกต้นไม้ตายให้ได้ ถูกกลุ่มนายทหารกดลงกับพื้นแล้วสั่งสอนไปชุดใหญ่ แต่ก็ยังดิ้นรนขัดขืนไม่เลิก
ทุกคนงงไปหมด คนป่านี่ดื้อด้านยังกับลา
ลู่ปู้เอ้อร์เงียบไปครู่หนึ่ง จู่ๆ ก็พูดขึ้นว่า "ปากบอกว่าไม่บอกเรา ความจริงคือแต่งเรื่องต่อไม่ถูกแล้วใช่ไหมล่ะ? ความศรัทธาของแกมันเรื่องโกหกทั้งเพใช่ไหม?"
เป็นไปตามคาด เจ้าทึ่มนี่ของขึ้นทันที เถียงกลับว่า "จะเป็นไปได้ยังไง? เผ่าเราศรัทธาในเทพเจ้าโบราณมาหลายชั่วอายุคน นั่นคือตัวตนอันยิ่งใหญ่ที่หลับใหลอยู่ในภูเขาศักดิ์สิทธิ์ ท่านครอบครองพลังที่เป็นอมตะ เล่าลือกันว่าคนที่ได้รับของขวัญจากท่าน จะมีชีวิตที่ไม่แก่ไม่ตาย เมื่อร้อยกว่าปีก่อน เคยมีคนได้รับความช่วยเหลือจากเผ่าเรา เดินทางไปที่ภูเขาศักดิ์สิทธิ์และได้รับพลังอันยิ่งใหญ่ไร้ที่เปรียบ ผู้เฒ่าในเผ่าเราบอกว่า ผู้ชายคนนั้นใช้พลังนั้นพิชิตโลก!"
เหล่านายทหารแค่นเสียงเยาะเยาะ
พิชิตโลกกะผีอะไร
นั่นเป็นสิ่งที่จอมราชันย์ศักดิ์สิทธิ์เท่านั้นที่ทำได้
เดี๋ยวนะ!
รวมถึงไป๋มู่ด้วย พวกเขานึกอะไรขึ้นมาได้
"แกกำลังพล่ามบ้าอะไร?"
พวกเขาตะคอกถามด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
เจ้าทึ่มพูดด้วยความอัดอั้นว่า "ฉันไม่ได้พล่าม นั่นคือเรื่องจริง! ตามคำบอกเล่าของท่านผู้พยากรณ์ในเผ่าเรา ผู้ชายคนนั้นเป็นคนเดียวในรอบหลายร้อยปีที่ได้รับการยอมรับจากภูเขาศักดิ์สิทธิ์ เขาถูกกำหนดให้เป็นผู้นำทางของโลก เป็นผู้บุกเบิกเส้นทางการวิวัฒนาการ เป็นตัวตนที่สามารถบรรลุเป็นเทพได้! ในเผ่าเรายังมีภาพวาดของเขาเก็บไว้ จนถึงตอนนี้ก็ยังมีของศักดิ์สิทธิ์ที่เขามอบให้อยู่เลย!"
"เผ่าเราก็อาศัยของศักดิ์สิทธิ์ของผู้ชายคนนั้นแหละ ถึงสืบทอดมาได้จนถึงทุกวันนี้ แต่ตอนนี้ของศักดิ์สิทธิ์นั้นเสื่อมสภาพแล้ว ในที่สุดก็มีคนเริ่มหมายปองความลับของเผ่าเรา..."
พอพูดถึงตรงนี้ แววตาของเขาก็เศร้าลง
นั่นเป็นความเศร้าที่บริสุทธิ์ที่สุดที่เด็กหนุ่มตัวโตคนหนึ่งจะแสดงออกมาได้
หยวนฉิงตกอยู่ในความเงียบ เธอเป็นคุณหนูจากตระกูลศักดิ์สิทธิ์ ย่อมรู้ดีว่าสิ่งที่เจ้าทึ่มนี่พูดเป็นเรื่องจริง เกี่ยวกับราชันย์ผู้นั้นที่ไม่อาจเอ่ยนามได้ในตอนนี้
ลู่ปู้เอ้อร์พอจะเดาได้ลางๆ ว่าผู้ชายที่ได้รับการยอมรับจากภูเขาศักดิ์สิทธิ์คนนั้นคือใคร จึงรีบขยี้ต่อ "แต่นั่นก็ยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าที่แกพูดเป็นเรื่องจริง!"
เจ้าทึ่มโกรธจัด "ถุย! ขนาดนี้แกยังไม่เชื่อ แกฆ่าฉันให้ตายซะยังดีกว่า เดี๋ยวพอแกเจอพวกอสูรกายที่มีการแข็งตัวแกก็จะรู้เอง พวกมันได้รับพลังแห่งการแข็งตัว ตียังไงก็ไม่เข้า! อสูรกายเน่าเปื่อยพวกนั้นดูภายนอกเหมือนไม่มีอะไรพิเศษ แต่ร่างกายกลับแข็งตัวไปแล้ว ยังมีปีศาจหนามที่น่ากลัวกว่านั้นอีก ยิงทีเดียวพวกแกก็พรุนเป็นรังผึ้ง"
"พวกสาวกลัทธิกินศพที่น่ากลัวพวกนั้นสังหารคนในเผ่าของเรา ได้ความลับที่เผ่าเราปกป้องมาหลายร้อยปีไป ตอนนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว ตอนนี้พวกมันยังก่อมลพิษไปทั่วผืนดิน ไม่เพียงแต่ทำให้ดักแด้กาลเวลาปนเปื้อน แม้แต่ผู้พเนจรและนักเก็บกวาดแถวนี้ก็ถูกทำร้าย"
เขากดด่าด้วยความโกรธ "คอยดูเถอะ รายต่อไปที่จะซวยก็คือพวกแก!"
แต่ยังด่าไม่ทันสะใจ เขาก็พบว่าพวกทหารเงียบกันไปหมด
ลู่ปู้เอ้อร์ผายมือ "ดูสิ นี่ก็รีดข้อมูลออกมาได้แล้วไม่ใช่เหรอ?"
แถมยังรู้ชื่ออสูรกายที่พวกเขาต้องจับด้วย
ปีศาจหนาม!
เหล่านายทหารพูดไม่ออก ได้แต่ยกนิ้วโป้งให้
เยี่ยม
เยี่ยมจริงๆ
"แค่นี้ก็หลอกถามออกมาได้แล้วเหรอ?"
หยวนฉิงรู้สึกเหลือเชื่อ "นี่มันใช้หลักการอะไร?"
ลู่ปู้เอ้อร์ยักไหล่ "จะรับมือพวกทึ่มแบบนี้ คุณจะใช้ไม้แข็งไม่ได้ ต้องยั่วโมโหเขา เมื่อห้าร้อยปีก่อนมีหนังเรื่องหนึ่ง เขาชัดเจนว่ากินก๋วยเตี๋ยวไปแค่ชามเดียว จ่ายเงินค่าก๋วยเตี๋ยวไปหนึ่งชาม แต่คุณต้องใส่ร้ายเขา บอกว่าเขากินไปสองชาม จ่ายเงินแค่ชามเดียว พอเขาร้อนรน เดี๋ยวเขาก็ผ่าท้องให้คุณดูเอง"
หยวนฉิงพยักหน้าเบาๆ ทำหน้าครุ่นคิด "ได้ความรู้ใหม่"
ลู่ปู้เอ้อร์มองเธอด้วยความสงสาร
พี่สาว เป็นไปได้ไหมว่า พี่เองก็เป็นคนประเภทนี้เหมือนกัน
"แต่ว่า ในเมื่อชนเผ่านี้รู้ความลับมากมายขนาดนี้ ทำไมสมาพันธ์ถึงไม่เคยส่งคนมาตรวจสอบเลย? ถ้าผู้ชายที่เจ้าทึ่มนี่พูดถึงเป็นคนผู้นั้นจริงๆ เบื้องบนน่าจะให้ความสำคัญมากนะ"
ลู่ปู้เอ้อร์ถามอย่างสงสัย
หยวนฉิงส่ายหน้า "นี่อาจจะเป็นผลจากของศักดิ์สิทธิ์ที่เขาพูดถึง สิ่งที่เรียกว่าของศักดิ์สิทธิ์ หรือจะเรียกว่าวัตถุต้องห้ามก็ได้ คือวัตถุบางอย่างที่มีคุณสมบัติพิเศษและผ่านการวิวัฒนาการมาแล้ว เช่น คุณสมบัติการอำพราง ถึงขั้นทำให้คนมองข้ามการมีอยู่ของพวกเขาไปได้"
อย่างนี้นี่เอง!
ลู่ปู้เอ้อร์ได้เปิดหูเปิดตาแล้ว
เจ้าทึ่มเพิ่งจะรู้ตัวว่าโดนหลอก พูดด้วยความโกรธว่า "พวกคนเมืองเจ้าเล่ห์! อีกอย่าง ฉันไม่ใช่เจ้าทึ่ม ฉันมีชื่อ ฉันชื่อกู่ฉา!"
"โอเค แกไม่ใช่เจ้าทึ่ม แกเป็นเจ้าห่านเป็ด"
ลู่ปู้เอ้อร์หิ้วคอเสื้อเขาขึ้นมา "แกยังมีอะไรจะสารภาพอีกไหม?"
กู่ฉาหน้าแดงก่ำ "ต่อให้แกจะหลอกฉันยังไงฉันก็ไม่บอกแกแล้ว! เพราะฉันรู้แค่นี้! กฎของเผ่าเราเข้มงวดมาก มีแค่หัวหน้าเผ่าและผู้อาวุโสเท่านั้นที่มีสิทธิ์ได้รับการสืบทอดความศรัทธา ส่วนที่ฉันได้ยินมา ก็แค่ตำนานที่เกี่ยวข้องเท่านั้น"
ลู่ปู้เอ้อร์ส่งเสียงอืม "ที่แท้แกก็แค่ลิ่วล้อ งั้นก็พาฉันไปหาหัวหน้าเผ่าของพวกแกซะ นี่ไม่ใช่การหารือ พวกแกไม่มีทางเลือก"
กู่ฉาดิ้นรนอย่างสุดแรง พูดด้วยความโกรธ "เสือสิ้นลายถูกหมาดูแคลน! ในยุครุ่งเรืองของเผ่าเรา พวกแกไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเราเลยสักนิด! ท่านผู้พยากรณ์ของเผ่าเรา นั่นคือยอดฝีมือขอบเขตที่ห้า และผู้อาวุโสในเผ่าเรา ก็ไม่ใช่คนที่พวกแกจะเอาชนะได้"
ดูสิ เจ้าห่านเป็ดนี่หลุดปากออกมาอีกแล้ว
ลู่ปู้เอ้อร์ขำ
เหล่านายทหารกลับตกใจ ไม่นึกว่าชนเผ่าวั่งเซิงที่ว่านี้จะแข็งแกร่งขนาดนี้
ดูท่าพวกเขาจะมีคุณสมบัติการอำพรางบางอย่างจริงๆ
ไม่งั้นเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่ถูกค้นพบ
"แล้วไงล่ะ ผู้พยากรณ์และผู้อาวุโสของพวกแกตายยังไง?"
ลู่ปู้เอ้อร์เลิกคิ้วถาม
"แก่ตายตามธรรมชาติ!"
"สิริอายุเท่าไหร่?"
"ที่อายุยืนที่สุด... สี่สิบเจ็ดปีมั้ง"
"อืม พวกแกศรัทธาในความเป็นอมตะและชีวิตนิรันดร์ อายุยืนที่สุดสี่สิบเจ็ดปี ฉันไม่รู้จะวิจารณ์ยังไงดี... ขอโทษนะครับ นี่พวกแกเป็นชนเผ่าวั่งเซิง (ผู้ล่วงลับ) หรือชนเผ่าหย่างเซิง (รักษาสุขภาพ) กันแน่วะเนี่ย?" ลู่ปู้เอ้อร์กลั้นขำไม่ไหวแล้ว เขาไม่ใช่คนชอบหัวเราะเยาะคนอื่น แต่นี่มันฮาเกินไป
หยวนฉิงหลุดขำพรืด "ฉันเคยได้ยินมาว่า ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพเมื่อห้าร้อยปีก่อน ดูเหมือนจะไม่ค่อยน่าเชื่อถือเท่าไหร่ ความจริงในอีกห้าร้อยปีให้หลัง ก็พอๆ กัน"
เหล่านายทหารสบตากัน บรรยากาศในป่าครื้นเครงขึ้นมาทันที
มีแต่กู่ฉาที่ค่าความโกรธพุ่งปรี๊ดจนปรอทแตก
ลู่ปู้เอ้อร์หุบยิ้ม
เอาเถอะ นึกถึงแม่หนูน้อยที่บ้าน เขาต้องจริงจังหน่อย
"ฟังนะ ในเมื่อสาวกลัทธิกินศพอัตรายขนาดนี้ ลำพังพวกแกคงหยุดพวกมันไม่ได้ เรื่องที่แกพูดมา ฉันเชื่อแกหมด แต่แกต้องพาฉันไปหาคนในเผ่าของแก"
ลู่ปู้เอ้อร์พูดด้วยใบหน้าไร้อารมณ์ "เดี๋ยวนี้ ทันที"
มันเกี่ยวกับอาการป่วยของเขา เขาต้องใส่ใจหน่อย
ถือโอกาสสืบชาติกำเนิดของลู่ซือเสียนด้วย
ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว
ทันใดนั้น ส่วนลึกของป่าก็มีแสงไฟสว่างวาบ เสียงระเบิดดังเสียดฟ้า
เสียงลูกธนูแหวกอากาศ เสียงฉีกกระชากเนื้อ และเสียงกรีดร้องโหยหวน ผสมปนเปกัน
"ศัตรูบุก!"
ไป๋มู่เงยหน้าขึ้นขวับ "ไม่สิ ดูเหมือนจะเป็น..."
คนของชนเผ่าวั่งเซิงถูกโจมตี!
ไม่เพียงแค่นั้น ในป่ายังส่งกลิ่นเหม็นเน่าของศพที่ชวนอ้วกออกมาด้วย
กู่ฉาหน้าเปลี่ยนสีทันที พึมพำว่า "มาแล้ว! ไอ้พวกบ้าลัทธิกินศพมาแล้ว! กลิ่นศพแรงขนาดนี้ คนที่มาต้องไม่ใช่แค่สาวกธรรมดา อย่างน้อยก็ต้องระดับผู้คุมกฎผู้ร่วงหล่น! รีบปล่อยฉัน! ฉันจะไปช่วยคนในเผ่า!"
ลู่ปู้เอ้อร์ปรายตามองเขา ยิ้มว่า "นี่คือจุดจบของการโจมตีพวกเราแบบไม่รู้อีโหน่อีเหน่ ทีนี้โดนตุ๋ยหลังแล้วสิ? ครั้งหน้ายังจะกล้าอีกไหม?"
พูดจบ เขาก็ปล่อยมือทันที
กู่ฉาวิ่งถลาไปข้างหน้าอย่างทุลักทุเล ไม่สนใจอะไรอีกแล้ว
เหล่านายทหารเมื่อกี้ยังสงสัยอยู่เลย
ตามบททั่วไปแล้ว ลู่ปู้เอ้อร์ควรจะพูดว่า "แกอ่อนแอขนาดนี้ ไปก็ไม่มีประโยชน์หรอก พวกเราไปด้วยกัน ไปช่วยคนในเผ่าของแก!"
แต่ความจริงคือ ลู่ปู้เอ้อร์ปล่อยเขาไปเป็นทัพหน้าซะงั้น
"ต่อจากนี้ก็ง่ายแล้ว ตามเขาไปก็พอ"
ลู่ปู้เอ้อร์ผายมือ "ไปเถอะ อย่าให้เขาตายซะล่ะ"
ถึงจะเป็นสาวกลัทธิกินศพ แต่เขาก็ไม่กลัว
หยวนฉิงคือปืนใหญ่เคลื่อนที่ เดินไปไหนระเบิดนั่น
จะกลัวบ้าอะไร
ไม่รู้ตัวเลยว่า อำนาจการสั่งการของหยวนฉิงเหมือนจะถูกกัดเซาะไปทีละนิด
แต่ด้วยสมองของเธอคงตามไม่ทันหรอก
"ไป ไปดูกัน!"
หยวนฉิงออกคำสั่ง
"ชนเผ่าวั่งเซิง พาตัวกลับไปให้หมด สาวกลัทธิกินศพ ฆ่าไม่ให้เหลือ"
• · แสงแดดถูกกิ่งไม้ตัดขาดจนกระจัดกระจาย ชายหนุ่มก้าวเดินด้วยจังหวะที่นุ่มนวลแช่มช้า ลัดเลาะไปในพุ่มไม้หนาทึบ ในมือถือเคียวที่ห้อยโซ่เหล็ก
บนคมมีด ยังมีเลือดหยดลงมา
โซ่เหล็กพันรอบคอของชายวัยกลางคนชนเผ่าวั่งเซิง ลากเขาเดินไปข้างหน้า
"ทุกคนล้วนกำเนิดมาจากรากเหง้าเดียวกัน ไยต้องร้อนรนเข่นฆ่ากันเอง? พวกเรามีความศรัทธาเดียวกัน นับถือรังมารกำเนิดผู้ยิ่งใหญ่เหมือนกัน ไม่ควรจะร่วมมือกันหรอกหรือ? ลัทธิศักดิ์สิทธิ์อาคาชามองพวกแกเป็นคนป่าเหมือนลิง มองพวกเราเป็นเดรัจฉานกลายพันธุ์ แกกับฉันต่างก็หัวอกเดียวกัน"
เขาเงยหน้าขึ้น เผยให้เห็นใบหน้าที่เน่าเปื่อยไปครึ่งแถบ "ความลับไม่ได้มีไว้ปกป้อง แต่มีไว้ใช้ประโยชน์ ดูสิว่าแกอ่อนแอขนาดไหน แกปกป้องคนในเผ่าไม่ได้หรอก สู้แกบอกฉันมาดีกว่า ว่าแม่ของแกซ่อนอยู่ที่ไหน? วางใจเถอะ ถ้าฉันเจอหล่อน ฉันจะไม่ฆ่าหล่อนหรอก ฉันแค่อยากรู้ว่า หลานสาวที่มีพรสวรรค์ของหล่อนคนนั้น หายไปไหน!"
ฟุ่บ ลูกธนูดอกหนึ่งพุ่งมา เขาใช้เคียวปัดออก
ชนเผ่าวั่งเซิงที่ยิงธนูคนนั้นกำลังจะโจมตีต่อ จู่ๆ ก็ถูกสาวกลัทธิกินศพคนหนึ่งลอบโจมตีจากด้านหลัง กริชคมกริบแทงทะลุหัวใจ เขาดิ้นรนสองสามทีแล้วแน่นิ่งไป
"อาซื่อ!"
ชายวัยกลางคนแทบกระอักเลือด พยายามดิ้นรนสุดชีวิต
ฉากนี้เกิดขึ้นเป็นระยะในป่าทึบ ชนเผ่าวั่งเซิงถูกล้อมกรอบโดยกลุ่มสาวกลัทธิกินศพที่เน่าเปื่อย แทบจะถูกสังหารฝ่ายเดียว
ในส่วนลึกสุดของพุ่มไม้ หญิงชราที่มีรอยสักเต็มหน้าตาแดงก่ำ กำไม้เท้าเตรียมจะพุ่งออกไป แต่ถูกคนในเผ่าข้างกายดึงไว้อย่างแน่นหนา และปิดปากเอาไว้
ทันใดนั้น ชายหนุ่มเลือดร้อนคนหนึ่งก็พุ่งออกมา แกว่งกระบองกระดูกที่หักไปครึ่งหนึ่ง ตะโกนลั่น "ผู้คุมกฎผู้ร่วงหล่น! ไปตายซะ!"
ผู้คุมกฎผู้ร่วงหล่นมองเขาด้วยสายตาดูแคลน สะบัดเคียวหนึ่งที
แสงเย็นเยียบวาบผ่าน ร่างครึ่งซีกของกู่ฉาถูกฉีกกระชาก เลือดไหลนอง
ในจังหวะนั้นเอง เขาได้ยินเสียงปืน
(จบแล้ว)