- หน้าแรก
- จุดบรรจบแห่งแดนศักดิ์สิทธิ์
- บทที่ 46 - ชนเผ่าวั่งเซิง พลังอมตะ
บทที่ 46 - ชนเผ่าวั่งเซิง พลังอมตะ
บทที่ 46 - ชนเผ่าวั่งเซิง พลังอมตะ
บทที่ 46 - ชนเผ่าวั่งเซิง พลังอมตะ
ลู่ปู้เอ้อร์แทบจะเป็นโรคเครียดจากการถูกยิง เขาตอบสนองอย่างรวดเร็วโดยหาต้นไม้ใหญ่กำบัง แล้วตะโกนด่าทอว่า "ทำไมถึงเป็นการยิงธนูอีกแล้ววะ!"
สมาชิกทีมสำรวจเองก็โกรธจนหน้าแดงก่ำ ตะโกนลั่น "ฉันเห็นแล้ว! นั่นมันอสูรกาย! ไม่สิ อสูรกายจะยิงธนูได้ยังไง? พวกมันวิวัฒนาการแล้วเหรอ?"
เหล่านายทหารก็ไม่ใช่พวกไร้ฝีมือ ในวินาทีที่ถูกโจมตี พวกเขาก็พยายามแยกแยะตำแหน่งของศัตรู มีคนตาดีมองเห็นใบหน้าของผู้โจมตีภายใต้การอำพรางของหิมะและน้ำแข็ง ใบหน้าที่เน่าเปื่อยนั้นทำให้ตกใจจนขวัญผวา
ท่ามกลางเสียงแหวกอากาศ ลูกธนูพุ่งมาอย่างต่อเนื่อง
พวกเขาไม่มีเวลามานั่งพินิจพิจารณา
"พันตรีหยวนฉิง ขอกลยุทธ์ตอบโต้ครับ!"
ไป๋มู่พูดเสียงเข้ม
หยวนฉิงก้มมองลูกธนูที่เธอคว้าไว้ นี่เป็นอาวุธที่มนุษย์สร้างขึ้นอย่างชัดเจน ด้วยสติปัญญาของเธอก็มองออก เธอครุ่นคิดวินาทีหนึ่งแล้วออกคำสั่ง "เตรียมยิง กดดันการโจมตีของพวกมันไว้ก่อน แล้วใช้การต่อสู้ระยะประชิดฝ่าเข้าไป พยายามจับเป็น"
เมื่อได้รับคำสั่ง สมาชิกทีมก็ปลดอาวุธปืนจากด้านหลัง แล้วระดมยิงทันที!
ท่านครับ ยุคสมัยมันเปลี่ยนไปแล้ว!
นี่คือความเจริญที่บดขยี้ความล้าหลัง ความแตกต่างระหว่างความก้าวหน้าและความดึกดำบรรพ์
ปากกระบอกปืนพ่นไฟ กระสุนกวาดล้างป่าที่แข็งตัว ยิงพุ่มไม้ที่ล้มระเนระนาดและตอไม้ที่หักโค่นจนระเบิดกระจุย ผู้โจมตีตกใจร้องโหยหวนและถอยร่นไม่หยุด
ปากก็พ่นภาษาถิ่นที่ฟังไม่ได้ศัพท์
"ไม่ใช่อสูรกาย"
หยวนฉิงสั่งการ "ไปจับตัวพวกมันมา!"
ทันใดนั้น ลูกธนูคมกริบก็แหวกอากาศมา พร้อมประกายไฟประปราย
ตูม!
ต้นไม้ใหญ่ตรงหน้าลู่ปู้เอ้อร์ถูกระเบิดหักโค่น แม้แต่ตัวเขาเองก็เกือบถูกระเบิดตาย
ความดันขึ้นเลยทีเดียว
พร้อมกับอะดรีนาลีนที่พุ่งพล่าน เสียงลมหายใจและจังหวะหัวใจราวกับสัตว์ร้ายคำราม นัยน์ตาสีทองเบิกโพลงในฝุ่นควัน ราวกับสัตว์ประหลาดที่หลุดจากกรงขัง
"ฟังคำสั่งผม ทั้งหมด..."
ไป๋มู่ตะโกนลั่น แต่กลับมีคนพุ่งฝ่าวงล้อมออกไปจากด้านหลัง
ใครจะไปฟังแกสั่งวะ!
เหล่าทหารต่างไม่สนใจคำพูดไร้สาระของเขา
เวลานี้แน่นอนว่ามีแค่ตัวเลือกเดียวคือการบุก!
แต่ที่คาดไม่ถึงคือ กลุ่มคนที่ซ่อนตัวอยู่ในป่านั้นฝีมือไม่ธรรมดา ถึงขั้นต่อสู้กับทหารได้อย่างสูสี สถานการณ์การต่อสู้เข้าสู่ภาวะชะงักงันชั่วคราว
แม้แต่คนโหดอย่างโจวอี้ฟานยังตกที่นั่งลำบาก แก่นพลังชีวิตของเขาคือสายพละกำลัง ซึ่งไม่เคยแพ้ใครในการปะทะด้วยแรงในระดับเดียวกัน แต่ครั้งนี้หมัดที่เขาชกออกไปกลับถูกรับไว้ได้!
ลู่ปู้เอ้อร์มีประกายไฟฟ้าแล่นผ่านทั่วร่าง อาศัยแรงระเบิดกระโดดข้ามพุ่มไม้ เอียงคอหลบลูกธนูที่พุ่งมาตรงหน้า และล็อกเป้าผู้ลอบโจมตีที่ซ่อนอยู่ในกอหญ้าได้อย่างแม่นยำ
เจ้านั่นผมเผ้ารุงรัง ใบหน้าเน่าเปื่อย สวมหนังดูหนาเตอะห่อหุ้มร่างกายกำยำ ที่คอมีรอยสักน่ากลัว และห้อยเขี้ยวสัตว์สีเหลืองอ๋อยพวงใหญ่
ดูยังไงก็เหมือนมนุษย์ยุคหิน
ไม่ใช่อสูรกาย เพราะตราประทับบนฝ่ามือของลู่ปู้เอ้อร์ไม่เต้นตุบๆ
"ผู้บุกรุก ไปตายซะ!"
มนุษย์ยุคหินผู้นี้เหวี่ยงกระบองกระดูกฟาดเข้ามา การโจมตีที่หนักหน่วงทำให้เกิดเสียงหวีดหวิวที่น่ากลัว เห็นได้ชัดว่าเป็นผู้วิวัฒนาการขอบเขตที่หนึ่งเช่นกัน
"ระวัง!"
หยวนฉิงเตรียมง้างธนูเพื่อช่วยแล้ว
แต่ไม่นึกว่า ภาพที่น่าตกตะลึงจะเกิดขึ้น
แก่นพลังชีวิตของลู่ปู้เอ้อร์ไม่ได้มีความสามารถในการป้องกัน แต่เขากลับเพียงแค่ยกแขนขวาขึ้นรับการโจมตีง่ายๆ ปล่อยให้กระบองกระดูกที่แข็งแกร่งนั้นฟาดลงมา จนเกิดเสียงแตกหักดังสนั่น!
เพียงแต่สิ่งที่แตกหักไม่ใช่แขนขวาของเขา แต่เป็นกระบองกระดูกของฝ่ายตรงข้าม!
การแข็งตัว!
แขนขวาที่ลู่ปู้เอ้อร์ยกขึ้นแข็งแกร่งดุจเหล็กกล้า กำปั้นที่กำแน่นส่งเสียงดังเปรี๊ยะๆ และชกออกไปหนึ่งหมัดท่ามกลางสายตาตื่นตะลึงของมนุษย์ยุคหิน!
ปัง!
มนุษย์ยุคหินผู้นี้ถูกชกกระเด็น หัวหลุดกระเด็นไปเลย!
ไม่สิ ที่หลุดไม่ใช่หัว แต่เป็นหน้ากากหนังมนุษย์!
ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง คนพวกนี้ถลกหนังหน้าอสูรกายมาอำพรางตัวเอง
หยวนฉิงตกตะลึง เธอรู้ว่าเด็กหนุ่มคนนี้มีแก่นพลังชีวิตธาตุสายฟ้า
แต่ไม่คิดว่า แก่นพลังชีวิตที่เพิ่งก่อตัวจะมีอานุภาพขนาดนี้
นี่พิสูจน์ว่าลู่ปู้เอ้อร์ควบคุมแก่นพลังชีวิตได้อย่างเชี่ยวชาญ
และสามารถควบคุมสายฟ้าที่บ้าคลั่งได้!
เดิมทีคิดจะให้เขาเก็บตัวเงียบๆ แต่ตอนนี้คงเป็นไปไม่ได้แล้ว
คนที่มีแก่นพลังชีวิตแบบนี้ ถูกกำหนดมาให้โดดเด่น!
แม้แต่พวกไป๋มู่ยังตกตะลึง สายฟ้าที่สว่างวาบส่องสว่างป่าอันมืดมิด เด็กหนุ่มที่มีประกายไฟฟ้าพันรอบตัวช่างดูโอหัง หมัดที่ชกออกไปดุจสายฟ้าฟาด!
"สายปรากฏการณ์ฟ้า, อัสนีบาต!"
สายตาของไป๋มู่แทบจะระเบิดออกมา ต้องข่มความหวาดกลัวในใจเอาไว้
ลู่ปู้เอ้อร์พลิกตัวข้ามต้นไม้ใหญ่ที่ล้มลงเตรียมจะไล่ล่าต่อ แต่พบว่ามนุษย์ยุคหินที่เขาชกล้มลงไปนั้นลุกไม่ขึ้นแล้ว ตอนนี้กำลังนอนตาเหลือกหอบหายใจอยู่
เด็กหนุ่มตกใจ
อย่างแรกคือตกใจในพละกำลังของตัวเอง
ผู้วิวัฒนาการขอบเขตที่หนึ่ง เขาตั้นหน้าทีเดียวจอดได้แล้ว
อย่างที่สองคือตกใจในหน้าตาของมนุษย์ยุคหินคนนี้
ผมดกดำหนา ผิวขาวซีดราวกับคนป่วย โดยเฉพาะรูม่านตาที่เกือบโปร่งใส แม้จะทาสีแดงสดและมีรอยสักที่น่ากลัว ก็ยังให้ความรู้สึกคุ้นเคยอย่างรุนแรง
เพราะลักษณะนี้เหมือนกับลู่ซือเสียนเหลือเกิน
จังหวะนั้นเอง พวกมนุษย์ยุคหินเห็นเพื่อนถูกจับ ก็หันธนูมาเล็งที่เขา
ในชั่วพริบตา หยวนฉิงก็ยิงธนูออกไปหนึ่งดอก!
ตูม!
เปลวไฟขนาดใหญ่ระเบิดขึ้นในป่าทึบ
มนุษย์ยุคหินถูกตีจนหนีหัวซุกหัวซุน ทำได้แค่หนีเข้าไปในพุ่มไม้อย่างทุลักทุเล
ผู้วิวัฒนาการขอบเขตที่สาม การโจมตีครั้งเดียวก็ทำให้พวกเขาขวัญหนีดีฝ่อได้
หยวนฉิงวิ่งไล่ตามไปไม่กี่ก้าว ก็พบว่าพุ่มไม้เหล่านี้ลึกมาก และใจกลางไม้ใหญ่ล้วนกลวง สามารถให้คนมุดไปมาเหมือนกระต่ายได้
พอพวกมนุษย์ยุคหินมุดเข้าไปก็หายวับไปกับตา
เธอขมวดคิ้วโบกมือห้ามเพื่อนร่วมทีมที่ตามมา นึกถึงคำสอนของพ่อ แล้วเลียนแบบพูดว่า "โบราณว่าโจรจนตรอกอย่าไล่ตาม พวกเราไม่คุ้นเคยกับภูมิประเทศแถวนี้ ขืนไล่ตามไปสุ่มสี่สุ่มห้าอาจเหยียบกับดัก ก่อให้เกิดปัญหาที่ไม่จำเป็น"
พวกไป๋มู่รู้สึกว่ามีเหตุผล
แค่ถูกกลุ่มคนป่าดักโจมตี มันทำให้พวกเขาหงุดหงิดมาก
เวลานี้ ลู่ปู้เอ้อร์หิ้วเชลยเพียงคนเดียวที่จับได้เดินเข้ามา
สายตาที่โจวอี้ฟานและพวกมองเด็กหนุ่มเปลี่ยนไป
เดิมทียังคิดว่าจะช่วยดูแลเขาหน่อย
ไม่นึกว่าไอ้หนูนี่จะโหดขนาดนี้
ไป๋มู่ยังอยากจะวางมาด "แกรู้ไหมว่าพฤติกรรมของแก..."
"ทำได้ดีมาก!"
หยวนฉิงกลับแสดงความชื่นชม ริมฝีปากยกยิ้ม "ทหารก็ควรจะเป็นแบบนี้ กล้าหาญไม่เกรงกลัว บุกตะลุยฝ่าฟัน! ต่อหน้าพลังที่แท้จริง แผนการทุกอย่างก็ไร้ประโยชน์"
ไป๋มู่ถึงกับพูดไม่ออก
ลู่ปู้เอ้อร์พอจะเข้าใจแล้ว ในสายตาของคนตระกูลหยวน ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าวินัยทหารหรือยุทธวิธีอะไรหรอก เน้นใช้แรงเข้าว่า บ้าพลังจนฟ้าถล่ม
"พี่สาว ดูหมอนี่สิครับ"
เขาหิ้วเชลยขึ้นมา "คุ้นๆ ไหม?"
หยวนฉิงเพิ่งมาเมืองหลินไห่ได้ไม่นาน ส่ายหน้าแล้วพูดว่า "ดูเหมือนจะเป็นชนเผ่าดั้งเดิมในดินแดนแห่งการไปเกิด แต่ไม่รู้ว่าเป็นกลุ่มไหน"
ในทีมสำรวจมีนายทหารอาวุโส พิจารณาดูอย่างละเอียดแล้วขมวดคิ้วพูดว่า "นี่คือชนเผ่าดั้งเดิมของชนเผ่าวั่งเซิง คนกลุ่มนี้จะลักลอบเข้าไปในดินแดนแห่งการไปเกิดทุกรุ่น เพื่อรับการชำระล้างจากต้นไม้เทพ หลักๆ คือเพื่อปกป้องตัวเอง พวกเขาดำรงชีพด้วยการเลี้ยงสัตว์ รู้วิธีปกป้องตัวเองในสภาพแวดล้อมที่เลวร้ายเป็นอย่างดี ก่อนหน้านี้มักจะใช้ทรัพยากรเหนือธรรมชาติบางอย่างมาแลกเปลี่ยนปัจจัยยังชีพกับโลกภายนอก ชนเผ่าวั่งเซิงเชี่ยวชาญการต่อสู้มาก รู้จักใช้หนังหน้าอสูรกายมาปลอมตัว เข้าใจพฤติกรรมของสิ่งมีชีวิตกลายพันธุ์เป็นอย่างดี แต่ก็เป็นชนเผ่าที่เป็นมิตรมาก"
"ในเมืองหลินไห่ก็มีคนเคยติดต่อกับพวกเขาหลายครั้ง นอกจากแลกเปลี่ยนปัจจัยยังชีพประจำวันแล้ว ยังเคยถามว่าพวกเขาอยากจะย้ายออกมาไหม แต่ก็ถูกปฏิเสธ"
เขาพูดอย่างสงสัย "ทำไมคนกลุ่มนี้ถึงโจมตีพวกเรา?"
ไป๋มู่พูดเสียงเย็น "ในเมื่อคนพวกนี้ลงมือหมายเอาชีวิตก่อน งั้นก็หักขาเขาสักสองข้าง แล้วแขวนไว้บนต้นไม้ ดูซิว่าคนในเผ่าของมันจะมาช่วยไหม"
พูดจบ เขาก็ชักปืนลูกโม่ที่เอวออกมา
กำลังจะลั่นไก ปลายกระบอกปืนกลับถูกคว้าไว้
ลู่ปู้เอ้อร์เงยหน้าขึ้น มองเขาด้วยใบหน้าไร้อารมณ์
"พลทหาร แกจะทำอะไร?"
ไป๋มู่พูดเสียงเข้ม
"ผมบอกให้คุณขยับเหรอ?"
ลู่ปู้เอ้อร์ยังคงไร้อารมณ์
"ฉันจะทำอะไรต้องขออนุญาตแกด้วยเหรอ?"
ไป๋มู่พูดเสียงเย็น "ฉันเป็นผู้บังคับบัญชาของแก!"
เขาต้องสร้างบารมี จะให้ทหารใหม่คิดว่าปลุกแก่นพลังชีวิตได้แล้วจะมาทำกร่าง หรือกล้าขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชาไม่ได้เด็ดขาด
ลู่ปู้เอ้อร์ไม่สะทกสะท้าน มือขวาที่กำปากกระบอกปืนมีเส้นเลือดปูนโปน ออกแรงบีบทีละนิ้ว จนได้ยินเสียงดังกริ๊ก
ปากกระบอกปืนลูกโม่แตกเป็นรอยร้าว
ไป๋มู่ตกใจในพละกำลังของเขา รูม่านตาหดเกร็ง
"นี่เป็นเชลยที่ผมจับมา จะจัดการยังไงไม่ใช่เรื่องของคุณ ยิ่งไปกว่านั้น พันตรีหยวนฉิงเคยบอกว่า ชนเผ่าดั้งเดิมกลุ่มนี้มีความเป็นไปได้สูงที่จะรู้อะไรบางอย่าง ถ้าไปล่วงเกินพวกเขาจนถึงที่สุด ก็มีแต่จะเสียประโยชน์เปล่าๆ รวมไปถึงการปะทะเมื่อกี้ พันตรีหยวนฉิงก็ยั้งมือไว้"
ลู่ปู้เอ้อร์ปรายตามองเขา "พวกเขาต่อต้านเรา ไม่อยากติดต่อกับเรา ต้องมีเหตุผลแน่ สู้ลองสอบสวนดูก่อนดีกว่า อย่าไปเพิ่มความขัดแย้งเลย"
นี่เป็นเรื่องที่หลงเชวี่ยกำชับเขาไว้ก่อนหน้านี้ด้วย
ในเมื่อไป๋มู่สงสัยเขาแล้ว ก็ทำให้เรื่องมันใหญ่ขึ้นไปเลย
ท้าทายขีดจำกัดของไป๋มู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกว่าหมอนั่นจะทนไม่ไหว
แล้วก็จะเผยพิรุธออกมา
"อืม ดีมาก"
หยวนฉิงเอ่ยชมอีกครั้ง "พวกเราเป็นทหาร ไม่ใช่อันธพาล การหาเบาะแสคือเรื่องเร่งด่วนที่สุด"
สีหน้าของไป๋มู่ดูแย่มาก ส่งเสียงฮึดฮัดในลำคอ
ภายนอกเขาไม่ได้พูดอะไร แต่ในใจกลับดูแคลนอย่างยิ่ง คิดว่าก็แค่ทหารใหม่ที่เพิ่งมากับคุณหนูที่ถูกเลี้ยงมาอย่างดี ไม่เคยเห็นด้านที่โหดร้ายที่สุดของโลกใบนี้
ถึงได้คัดค้านวิธีการของเขา
ความเป็นคนน่ะ มันไร้ค่าในโลกปัจจุบันนี้
แต่ทำไงได้ ยศสูงกว่าขั้นเดียวก็กดหัวคนตายได้ เขาเลยจำต้องยอมจำนน
"ระวังภัยในระยะห้าสิบเมตร"
หยวนฉิงออกคำสั่ง
เหล่าทหารกระชับปืนกระจายกำลังออกไป เฝ้าระวังศัตรูในเงามืด
คนขับเฮลิคอปเตอร์ถือกระเป๋าพยาบาลเดินเข้ามา พยายามปฐมพยาบาลให้ชนเผ่าวั่งเซิงคนนั้น
"เชี่ยเอ้ย โชคดีที่เป็นผู้วิวัฒนาการ นี่กะโหลกยุบไปเลยนะเนี่ย"
คนขับที่เป็นทหารเสนารักษ์ด้วยเงยหน้ามองเด็กหนุ่มข้างๆ พูดอย่างตกตะลึงว่า "น้องชาย แรงมือนายจะเยอะไปไหนเนี่ย? นี่น่าจะเกือบถึงขอบเขตที่สองแล้วมั้ง?"
นายทหารรวมถึงไป๋มู่ต่างหันมามองด้วยสายตาแปลกๆ
จริงด้วย ลู่ปู้เอ้อร์ยังเป็นทหารใหม่อยู่เลย
ทำไมถึงโหดขนาดนี้?
"ไม่ๆๆ อย่าอวยผมจนลอย"
ลู่ปู้เอ้อร์พูดเสียงจริงจัง "ผมมันมือใหม่ มือใหม่!"
การเติบโตอย่างเงียบๆ คือคติประจำใจของเขา ถ้าอีกสองวันเขาถึงขอบเขตที่สองจริงๆ พวกนี้คงได้อกแตกตาย
เฮ้อ การฝึกฝนเร็วเกินไปนี่ก็น่ากลุ้มใจเหมือนกัน
จะไปบ่นกับใครได้ล่ะเนี่ย?
ผ่านไปครู่ใหญ่ ชนเผ่าวั่งเซิงคนนั้นก็ฟื้นขึ้นมา วินาทีที่ลืมตาเขาก็ลุกขึ้นจะวิ่งหนี ผลคือโดนเท้าที่สวนมาถีบหงายท้องไปกับพื้น
ลู่ปู้เอ้อร์ก้าวไปข้างหน้าครึ่งก้าว เหยียบหน้าอกเขาไว้ไม่ให้หนี แล้วก้มตัวลงพิจารณาเขาช้าๆ พูดด้วยใบหน้าไร้อารมณ์ว่า "ซาทา อาบาลูยา!"
ชนเผ่าวั่งเซิงคนนั้นสมองยังเบลอๆ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองอยู่ที่ไหน ตอบกลับไปแทบจะโดยสัญชาตญาณว่า "คูเฮ ซาราลูฮา!"
เหล่านายทหารอึ้งกิมกี่
พวกนายเล่นต่อรหัสลับกันอยู่เรอะ?
ลู่ปู้เอ้อร์ปวดหัวตึ้บ ทำไมถึงมีบทสนทนาเข้ารหัสมาอีกประโยคแล้วเนี่ย
เขาชักปืนลูกโม่มาจ่อหน้าผากอีกฝ่าย ทำหน้าตาถมึงทึง พูดขู่อย่างดุเดือดว่า "บอกมา ประโยคที่แกพูดเมื่อกี้หมายความว่าอะไร?"
ชนเผ่าวั่งเซิงคนนั้นก็อึ้ง แกไม่รู้แล้วแกพูดกับฉันทำไมวะ!
แม้จะเป็นชนเผ่าดึกดำบรรพ์ แต่ก็ไม่ได้โง่เง่าไร้สมอง เขาเข้าใจสถานการณ์ตรงหน้าอย่างรวดเร็ว แล้วพูดด้วยภาษาที่กระท่อนกระแท่นว่า "พวกแกไม่รู้? เดี๋ยว พวกแกไม่ใช่สาวกลัทธิกินศพ? อืม ไม่ได้กลิ่นเหม็นเน่าของศพจริงๆ ด้วย"
จมูกของเขาขยับฟุดฟิด เหมือนสัตว์ป่า
"สาวกลัทธิกินศพ?"
หยวนฉิงตาโต "แกด่าใครฮะ?"
ทุกคนสบตากัน เข้าใจแล้ว
ที่แท้คนพวกนี้คิดว่าพวกเขาเป็นสาวกลัทธิกินศพ
มิน่าถึงได้โจมตีพวกเขาโดยไม่ลังเล
หยวนฉิงหยิบบัตรประจำตัวนายทหารออกมา โบกไปมาตรงหน้าเขา "พวกเรามาจากเขตทหารหลินไห่ กองกำลังพิทักษ์เมืองที่สาม อ่านออกไหม? พวกเรามาสืบข้อมูลเกี่ยวกับฝูงอสูรกาย ตอนนี้บอกเรื่องที่แกรู้มาให้หมด ฉันรับรองความปลอดภัยของแก"
นึกว่าบารมีของกองทัพจะข่มขวัญได้เพียงพอ
แต่คาดไม่ถึงว่า ชนเผ่าวั่งเซิงคนนี้กลับตื่นเต้นขึ้นมา "พวกแกคือกองทัพ? พวกแกเป็นกองทัพจริงๆ เหรอ? ทำไมพวกแกเพิ่งจะมาตอนนี้? ทำไมพวกแกถึงปล่อยให้ไอ้คนบ้าพวกนั้นก่อมลพิษไปทั่ว? พวกแกรู้ไหมว่าพวกมันทำอะไรลงไป? ทำไมพวกแกถึงนิ่งดูดาย!"
"ไอ้คนบ้าพวกนั้นก่อมลพิษสิ่งแวดล้อมที่เราใช้ดำรงชีวิต ทำลายบ้านเกิดของเรา พรากครอบครัวของเรา ทำให้เราต้องเร่ร่อนไปทั่ว!"
เขายิ่งพูดยิ่งตื่นเต้น หน้าแดงก่ำ "คนพวกนั้นถึงขั้นย่ำยีความศรัทธาของเรา ลบหลู่เทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่! ซาทา อาบาลูยา! ซาทา อาบาลูยา!"
เห็นเขากอดอกไขว้กันที่หัวไหล่ คุกเข่าโขกศีรษะกราบไหว้
"คูเฮ ซาราลูฮา! คูเฮ ซาราลูฮา!"
ลู่ปู้เอ้อร์ทำท่าเลียนแบบ แต่ไม่ได้คุกเข่าตาม
ทีนี้ ชนเผ่าวั่งเซิงคนนั้นไม่พอใจ ตวาดว่า "แกไม่รู้ความหมายของมันด้วยซ้ำ ทำไมต้องเลียนแบบฉัน? ห้ามแกลบหลู่ความศรัทธาของเรานะ!"
ลู่ปู้เอ้อร์ยักไหล่ "ฉันรู้นะ ก็แปลว่า ศรัทธาอมตะ ไม่ใช่เหรอ? แต่ฉันไม่รู้จริงๆ ว่าประโยคต่อไปแปลว่าอะไร ถ้าแกไม่บอกฉัน ฉันจะจับแกแขวนบนต้นไม้ แล้วกรีดเลือดแก ให้คนในเผ่าแกมาช่วย"
ชนเผ่าวั่งเซิงคนนี้ยังซื่อๆ อยู่บ้าง ถูกความโหดของเขาขู่จนกลัวจริงๆ บวกกับเห็นว่าเขาดูเหมือนจะรู้อะไรบ้าง ก็เลยยอมจำนน
"ความหมายของประโยคต่อไปคือ บรรลุซึ่งชีวิตนิรันดร์"
เขาพูดเสียงเบา "พวกเราคือทายาทของชนเผ่าวั่งเซิง ศรัทธาในเทพเจ้าโบราณที่บันทึกไว้ในจารึกดินเหนียวมาหลายชั่วอายุคน ถึงแม้คนส่วนใหญ่จะคิดว่าท่านไม่มีตัวตน แต่พวกเราเชื่อมั่นว่าท่านสถิตอยู่บนผืนแผ่นดินนี้ การปรากฏตัวของฝูงอสูรกายในตอนนี้ ได้พิสูจน์จุดนี้แล้ว"
"อสูรกายที่น่ากลัวพวกนั้นเกิดการกลายพันธุ์ ได้รับพลังของเทพเจ้า"
"พวกมันมี พลังอมตะ!"
"พลังแห่งชีวิตนิรันดร์!"
เหล่านายทหารฟังแล้วงงเป็นไก่ตาแตก
"อะไรคือพลังอมตะ แล้วอะไรคือพลังแห่งชีวิตนิรันดร์?"
ลู่ปู้เอ้อร์ถามด้วยความอยากรู้ "เทพเจ้าของแกคือตัวอะไรกันแน่?"
ชนเผ่าวั่งเซิงไม่พอใจน้ำเสียงของเขา ฉีกเสื้อตัวเองออกเผยให้เห็นโทเท็มประหลาดที่หน้าอก พูดอย่างภาคภูมิใจว่า "นี่คือเทพเจ้าของเรา! ท่านคือชีวิตแรกเริ่มที่สุดของโลก มีชีวิตนิรันดร์และร่างกายที่เป็นอมตะ! ที่ท่านไม่ปรากฏตัว ก็เพราะท่านทำแก่นแท้ที่สำคัญที่สุดหายไป ซีปาที่ทำให้ท่านเพิ่มจำนวนได้อย่างไร้ขีดจำกัด!"
ลู่ปู้เอ้อร์ตกใจ "ซีปา? นี่แกเป็นคนเกาหลีเหรอ?"
นายทหารช่วยอธิบาย "คนป่าไม่มีการศึกษา ที่เขาพูดไม่ใช่ซีปา"
คนนั้นเว้นจังหวะ "ที่เขาอยากจะพูดน่าจะเป็น เซลล์"
ลู่ปู้เอ้อร์ชะงักไปทันที
(จบแล้ว)