- หน้าแรก
- จุดบรรจบแห่งแดนศักดิ์สิทธิ์
- บทที่ 45 - ภาพวาดของลู่ซือเสียน
บทที่ 45 - ภาพวาดของลู่ซือเสียน
บทที่ 45 - ภาพวาดของลู่ซือเสียน
บทที่ 45 - ภาพวาดของลู่ซือเสียน
เมื่อสัญญาณเตือนภัยของเฮลิคอปเตอร์ดังขึ้น ปริมาณน้ำมันบนหน้าปัดก็ลดฮวบลง ภายในเวลาสั้นๆ เพียงสิบวินาทีก็ลดลงจนถึงศูนย์ เครื่องยนต์สูญเสียกำลังขับเคลื่อน
เฮลิคอปเตอร์ลำนี้ร่วงหล่นลงมาราวกับนกปีกหักที่เสียการควบคุม
คนในห้องโดยสารล้วนเป็นทหาร ต่างตัดสินใจแบกร่มชูชีพ กระโดดออกจากประตูทันที
ขณะที่คนกลุ่มนี้คิดว่าตัวเองจะถูกหนามที่ปูพรมเต็มท้องฟ้ายิงจนพรุน แรงระเบิดมหาศาลก็ซัดพวกเขากระเด็นออกไป เมฆรูปดอกเห็ดที่น่ากลัวพุ่งเสียดฟ้า
หนามนับไม่ถ้วนถูกเปลวไฟกลืนกิน
นั่นคือการโจมตีของพันตรีหยวนฉิง แรงระเบิดที่น่ากลัวในครั้งนี้ซัดพวกเขากระเด็นออกไป ถึงแม้จะมีคนบอบช้ำภายใน แต่ก็ยังดีกว่าถูกหนามยิงตายคาที่
ในที่สุดพวกเขาก็หนีพ้นระยะยิงของหนามเหล่านั้น เมื่อร่มชูชีพแต่ละดอกกางออกกลางอากาศ บนท้องฟ้าก็มีเสียงหัวเราะอย่างสะใจของนายทหารหญิงดังขึ้น
"เร้าใจไหม?"
หยวนฉิงหัวเราะอย่างอวดดี ใบหน้าสวยเฉี่ยวปนดุถูกแสงไฟส่องสว่าง ผมสั้นสีน้ำตาลเกาลัดของเธอปลิวไสวในสายลม งดงามราวกับภูตพรายในกองเพลิง "นี่แหละคือสนามรบ เธอต้องเผชิญหน้ากับความกลัวที่ความตายคืบคลานเข้ามา แต่ก็จะมีความปิติยินดีที่รอดตายมาได้ ดื่มด่ำให้เต็มที่เถอะเหล่าทหาร ยินดีต้อนรับสู่โลกดึกดำบรรพ์ เบิกตาดูให้ดี!"
วินาทีนี้พระอาทิตย์ขึ้นพอดี ดวงอาทิตย์โผล่พ้นขอบฟ้า แสงแดดสาดส่องไปทั่วหล้า
ทุ่งร้างที่มืดมิดสว่างวาบขึ้นในชั่วพริบตา
ตอนที่มาเมืองหลินไห่ ลู่ปู้เอ้อร์กลับมาจากดินแดนแห่งการไปเกิด ตลอดทางเห็นแต่ทางด่วนและหมู่บ้าน แต่ในวินาทีนี้เขากลับต้องตะลึงงัน
เพราะเขาข้ามผ่านรอยแยกธรณีอันลึกล้ำ และมองเห็นชั้นน้ำแข็งที่ถูกแสงอาทิตย์ส่องสว่างอยู่กลางอากาศ
ภูเขาน้ำแข็งรูปร่างแปลกตาถูกแสงแดดฉาบเป็นสีทอง ต้นไม้หยกดอกไม้เงินบนสันเขาราวกับหลุดมาจากเทพนิยายหรือแดนสวรรค์ หุบเหวน้ำแข็งลึกสุดหยั่งรากับทอดตัวลงสู่ใจกลางโลก ลมหนาวพัดพาเกล็ดน้ำแข็งลอยละล่องเต็มขอบฟ้า มองเผินๆ เหมือนหิมะที่โปรยปราย ในหิมะมีเงาของหมีขาวปรากฏให้เห็นลางๆ
ผิวน้ำในแม่น้ำจับตัวเป็นน้ำแข็ง ทั่วพื้นเต็มไปด้วยเกล็ดน้ำแข็งรูปดอกไม้
ภาพที่งดงามปนเศร้านี้ราวกับเป็นจุดสิ้นสุดของโลก
ลมหนาวที่พัดกระหน่ำ กลับแฝงกลิ่นอายของอิสรภาพ
ภัยคุกคามจากความตายหายไปแล้ว ฝูงอสูรกายที่น่ากลัวถูกทิ้งห่างไว้ข้างหลัง ตอนนี้หันกลับไปมองเห็นเพียงคลื่นสีดำทะมึน
ลู่ปู้เอ้อร์ที่ตื่นจากดักแด้และครอบครองพลัง ไม่หวาดกลัวต่อโลกใบใหม่อีกต่อไป หลังจากหลุดพ้นจากกฎเกณฑ์ของเมือง นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้โอบกอดโลกใบนี้อย่างแท้จริง
เมื่อห้าร้อยปีก่อนเขาถูกแรงกดดันในการเอาชีวิตรอดกดทับจนไม่มีโอกาสออกไปเปิดหูเปิดตา
แต่ภาพตรงหน้านี้ ราวกับชะล้างความหมองหม่นตลอดสิบแปดปีที่ผ่านมาของเขาไปจนหมดสิ้น
"สวยมากใช่ไหมล่ะ?"
หยวนฉิงอยู่ข้างกายเขา ฝ่าลมแรงพูดว่า "ฉันไม่เคยเห็นว่าโลกเมื่อห้าร้อยปีก่อนเป็นยังไง แต่ภาพแรกที่ฉันลืมตาดูโลกก็เป็นแบบนี้ เพราะฉันโตมาในสนามรบ ในฐานะทหาร พวกเราไม่สามารถเสพสุขกับความสบายในเมืองได้เหมือนคนอื่น แต่คนในเมืองพวกนั้น ทั้งชีวิตก็ไม่มีโอกาสได้สำรวจโลกแบบนี้"
"ต้นไม้โบราณที่ผุดขึ้นเมื่อห้าร้อยปีก่อน ระบบนิเวศที่ถูกบังคับเปลี่ยน อสูรกายที่อาละวาดมาหลายร้อยปี แต่มันก็นำมาซึ่งพลังชีวิตที่เปี่ยมล้นให้กับโลกใบนี้ เพราะงั้นถึงมีคนบอกว่ามนุษย์คือไวรัสของโลก ธรรมชาติที่ไม่มีมนุษย์แทรกแซงควรจะเปี่ยมด้วยพลังชีวิต ป่าเสินหนงเจี้ย สามเหลี่ยมเบอร์มิวดา ป่าฝนอเมซอน ทะเลทรายซาฮารา เทือกเขาหิมาลัย ที่พวกเธอรู้จัก ตอนนี้กลายเป็นอีกแบบไปแล้ว เธอไม่สงสัยบ้างเหรอ?"
เธอพูดเสียงดัง "มรดกของทวยเทพ เทพเจ้าและอสูรกาย ความจริงของการวิวัฒนาการ ขอแค่แข็งแกร่งพอ ก็สามารถเดินทางไปได้ทุกมุมโลก ไปดูทิวทัศน์สวยงามหลากหลาย ไปเจอสิ่งมีชีวิตมหัศจรรย์หลากหลาย ต่อสู้กับสัตว์ประหลาดที่แข็งแกร่งหลากหลาย!"
นายทหารหญิงคนนี้พอมาอยู่ท่ามกลางธรรมชาติก็เหมือนเปลี่ยนไปเป็นคนละคน เหมือนเด็กสาวจอมแก่นที่โห่ร้องวิ่งเล่นอย่างสนุกสนาน ดื่มด่ำกับความงดงามของธรรมชาติจนถอนตัวไม่ขึ้น
ลู่ปู้เอ้อร์ก็พอเข้าใจ ดูท่าทางเธอจะเป็นผู้หญิงที่มีความป่าเถื่อนอยู่ในกระดูกดำ
เธอไม่ถูกจองจำอยู่ในเมือง โดยกำเนิดแล้วเธอคือภูตพรายที่วิ่งเล่นบนทุ่งน้ำแข็ง
บางทีคนเราอาจจะไม่ควรถูกผูกมัดด้วยกิจวัตรที่วุ่นวายและงานที่หนักหน่วง หากวันหนึ่งคุณสามารถโยนภาระค่านิยมที่คนอื่นยัดเยียดให้ทิ้งไป แล้วออกไปสัมผัสความงามของโลกอย่างกล้าหาญสักครั้ง อาจจะเข้าใจความหมายของการมีชีวิตอยู่อย่างแท้จริงก็ได้
วินาทีนั้นแหละ คืออิสรภาพ
"ด้วยเหตุนี้ คนจำนวนมากในโลกนี้ถึงชอบใช้ชีวิตอยู่ตามธรรมชาติ ห่างไกลอารยธรรม คนของสมาพันธ์เรียกพวกเขาว่าผู้พเนจรหรือนักเก็บกวาด แต่ฉันกลับอิจฉาพวกเขา"
หยวนฉิงพูดเสียงเบา "เพราะพวกเขามีอิสระ"
เธอชี้ไปที่ซากปรักหักพังบนทุ่งน้ำแข็ง อธิบายว่า "นั่นคือร่องรอยการใช้ชีวิตของผู้พเนจร พวกเขาจะสร้างเผ่าบนทุ่งร้าง ใช้ชีวิตแบบดึกดำบรรพ์ด้วยการล่าสัตว์และเลี้ยงสัตว์"
ลู่ปู้เอ้อร์ได้ยินประโยคนี้ จู่ๆ ก็ชะงักไป
เพราะภาพนี้ ดูเหมือนจะคุ้นตาอยู่บ้าง
ใช่แล้ว ภาพวาดของลู่ซือเสียน!
ดวงอาทิตย์ ทุ่งราบ เทือกเขา
แม่น้ำที่เป็นน้ำแข็ง ซากกระท่อมไม้ รั้วที่ผุพัง
ถ้าบอกว่าลู่ซือเสียนเดิมทีอาศัยอยู่นอกเมือง งั้นก็อธิบายได้แล้ว
เพียงแต่ตอนนี้ไม่มีเวลามาคิดละเอียด
เมื่อพวกเขาลงสู่พื้นอย่างปลอดภัย ร่มชูชีพก็หุบลงและร่วงหล่น
หยวนฉิงย่ำหิมะเล่นไปมาเหมือนเด็กซน ไม่เหมือนคนที่เพิ่งรอดตายมาได้เลยสักนิด
ส่วนพวกไป๋มู่สภาพจิตใจไม่ดีขนาดนั้น แต่ละคนมีสภาพเหมือนเพิ่งรอดตาย เกาะต้นไม้แห้งหอบหายใจแฮ่กๆ บางคนก็กำลังพันแผล
"ที่นี่ที่ไหน?"
"ทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเทือกเขาจวี้เฟิง!"
"เอ๊ะ ที่นี่ไม่ใช่ถิ่นของพวกชนเผ่าดั้งเดิมเหรอ?"
เหล่านายทหารวิพากษ์วิจารณ์กันเซ็งแซ่
หยวนฉิงเงยหน้าขึ้น พิจารณาทุ่งร้างแห่งนี้ ส่ายหน้า "ดูเหมือนพวกเขาจะไม่อยู่ที่นี่แล้ว ไม่รู้ว่าเป็นเพราะหลบหนีฝูงอสูรกายรึเปล่า ถึงจะไม่ใช่ ก็เป็นไปได้ว่ากำลังหลบพวกเรา ยังไงซะผู้บริหารระดับสูงของเมืองหลินไห่ก็ปวดหัวกับปัญหาของชนเผ่าพวกนี้มาตลอด สรุปว่าจะรวบรวมหรือขับไล่ หรือจะปล่อยไปตามยถากรรม จนป่านนี้ยังหาข้อสรุปไม่ได้"
ลู่ปู้เอ้อร์ถามอย่างสงสัย "ชนเผ่าดั้งเดิมคืออะไร?"
หยวนฉิงปรายตามองเขา อธิบายเรียบๆ ว่า "นี่ต้องปูพื้นฐานให้เธอหน่อยนะทหารใหม่ ผู้พเนจรตามชื่อเลยคือกลุ่มคนที่ร่อนเร่อยู่นอกระเบียบสังคมเพียงลำพัง มักจะไปไหนมาไหนคนเดียวหรือจับกลุ่มเล็กๆ จำนวนไม่เยอะ ส่วนฝีมือก็แบ่งแยกยาก พวกเขาไม่มีสถานะทางกฎหมาย ปกติจะค่อนข้างดุร้าย เป็นภัยคุกคามสูง"
"ส่วนนักเก็บกวาด ส่วนใหญ่จะรวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อน พวกเขามักจะซ่อนตัวอยู่ในดินแดนแห่งการไปเกิด ขนาดกลุ่มค่อนข้างใหญ่ เธอมองว่าพวกเขาเป็นแก๊งอันธพาลปลายแถวในนิยายก็ได้ ที่พวกเขามีตัวตนอยู่ บางครั้งก็อิงแอบกับ... องค์กรต่อต้าน อย่างเช่น ลัทธิกินศพ พวกเขาก็จัดเป็นองค์กรต่อต้านชนิดหนึ่ง แต่ดูจากตอนนี้ภัยคุกคามยังไม่ถือว่ามาก"
เธอเว้นจังหวะ "ส่วนชนเผ่าดั้งเดิมนั้นต่างออกไป เมื่อห้าร้อยปีก่อนพวกเขาเลือกที่จะออกจากเมืองไปใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติ ต่อสู้กับภัยธรรมชาติและหายนะทางชีวิตอย่างยากลำบาก หาทางรอดในช่องว่าง"
ลู่ปู้เอ้อร์ชะงัก ที่แท้ก็เป็นแบบนี้
"หลายปีต่อมา คนพวกนี้มีความเชื่อ พวกเขานับถือพลังของธรรมชาติ พวกเขาไม่พึ่งพาเทคโนโลยีอีกต่อไป แต่กลับไปใช้ชีวิตแบบดึกดำบรรพ์ ในกระบวนการนี้ พวกเขายังสำรวจความลับของต้นไม้แห่งชีวิตคาบาล่า ลึกเข้าไปในเขตหวงห้ามที่ไม่เคยมีใครย่างกรายเข้าไปในโลก"
หยวนฉิงพูดต่อ "อาจกล่าวได้ว่า ระบบอารยธรรมที่วิวัฒนาการสูงของพวกเราในปัจจุบัน ในยุคแรกเริ่มก็ขาดความช่วยเหลือจากพวกเขาไม่ได้ แม้แต่จอมราชันย์ศักดิ์สิทธิ์รุ่นแรก ก็ยังวิวัฒนาการสำเร็จภายใต้การนำทางของพวกเขา การก่อตั้งลัทธิศักดิ์สิทธิ์อาคาชาในตอนแรก ก็ต้องขอบคุณความรู้เหนือธรรมชาติที่พวกเขามอบให้"
ลู่ปู้เอ้อร์พอจะเข้าใจแล้ว "เพียงแต่คนกลุ่มนี้ปรับตัวเข้ากับชีวิตในเมืองไม่ได้ เลยไม่เลือกที่จะเข้าร่วมสมาพันธ์ แต่แยกตัวออกไปใช้ชีวิตในธรรมชาติ?"
หยวนฉิงส่งเสียงอืมในลำคอ
"มิน่าถึงเรียกว่าชนเผ่าดั้งเดิม"
ลู่ปู้เอ้อร์มองไปรอบๆ เห็นแต่ซากปรักหักพังอันรกร้าง
"ดวงพวกเราไม่เลว ลงจอดในถิ่นของพวกเขาพอดี"
หยวนฉิงกอดอก "ชนเผ่าดั้งเดิมพวกนี้ใส่ใจระบบนิเวศทางธรรมชาติมาก ไม่แน่อาจจะรู้อะไรดีๆ สำหรับการจับกุมอสูรกายของพวกเรา อาจจะช่วยได้เยอะ แต่พวกเขาอาจจะไม่เป็นมิตรกับเราเท่าไหร่ หลายครั้งก่อนเมืองหลินไห่ส่งคนมาเจรจากับพวกเขา ผลตอบรับไม่ค่อยดี"
"พันตรีหยวน"
ไป๋มู่ตีหน้าขรึมพูดว่า "ตอนนี้เราจะเอายังไงกันดี?"
เหล่านายทหารมองหน้ากันเลิ่กลั่ก แถวนี้รกร้างว่างเปล่า มีแต่แท่งน้ำแข็งขาวโพลน
นานๆ ทีจะเห็นสัตว์บ้าง แต่ชัดเจนว่าไม่มีอสูรกาย
เว้นแต่จะไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วกลับไปหาฝูงอสูรกาย
"ไหนๆ ก็มาแล้ว ก็ลองหาพวกชนเผ่าดูสิ"
หยวนฉิงชัดเจนว่าไม่มีเบาะแส มั่วซั่วสั่งการ
แต่ทุกคนก็ไม่มีทางเลือก ใครใช้ให้ยศเธอใหญ่สุดล่ะ
เกร็ดความรู้ แหล่งรวมตัวของชนเผ่ามักจะอยู่ใกล้แม่น้ำ
ดังนั้นริมแม่น้ำถึงมีร่องรอยการใช้ชีวิตเยอะขนาดนี้
ความจริงในสภาพแวดล้อมที่โหดร้ายก็ใช่ว่าจะอยู่ไม่ได้ ขอแค่ขุดหลุมลึกใต้ดิน สร้างบ้านไม้ ปูผ้ากันน้ำและมอสกันความร้อน แล้วทำเตาผิงที่ระบายควันออกไปข้างนอกได้ อุณหภูมิภายในห้องก็สามารถสูงถึงสามสิบองศาขึ้นไปได้สบายๆ
ลู่ปู้เอ้อร์เคยดูคลิปเอาชีวิตรอดในป่าแบบนี้มาเยอะ ซากปรักหักพังริมแม่น้ำมีที่หลบภัยใต้ดินแบบนี้อยู่จริงๆ เพียงแต่ไม่มีคนอยู่มานานแล้ว
ในบ้านก็ไม่มีของมีค่าอะไร เต็มไปด้วยขยะจากการใช้ชีวิต
เห็นได้ชัดว่า ชนเผ่าที่อาศัยอยู่ที่นี่ได้อพยพไปแล้ว
"ตรงนี้มีร่องรอย!"
มีคนพูดว่า "เชี่ย ศพ!"
ทุกคนหันไปมอง เห็นโครงกระดูกขาวโพลนแขวนอยู่บนต้นไม้ในป่าทึบ
บนร่างของพวกเขาสวมเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง ส่งกลิ่นเหม็นอับ
"บูชายัญเหรอ?"
ทุกคนพร้อมใจกันมองไปที่นายทหารหญิง
หยวนฉิงเงียบไปครู่หนึ่ง ท่าทางเหมือนอยากพูดแต่ก็หยุดไว้
เห็นเพียงเธอแอบไปที่มุมหนึ่งคนเดียว ล้วงสมุดบันทึกเล่มหนึ่งออกมาจากกระเป๋า เปิดหาอยู่นาน ดูเหมือนจะเจออะไรบางอย่าง พอกลับมาก็ทำท่ามั่นอกมั่นใจ
"นี่ไม่ใช่การบูชายัญ นี่เป็นวิธีการทำศพที่เป็นเอกลักษณ์ของชนเผ่าดั้งเดิม ผีถึงจะรู้ว่าพวกเขานับถือตัวอะไร ขอแค่เป็นเพื่อนร่วมเผ่าที่ถูกฆ่า ก็จะถูกแขวนไว้บนต้นไม้ ให้พวกเขากลับสู่ธรรมชาติ ถ้าเป็นการตายตามธรรมชาติ ถึงจะฝังตามปกติ"
หยวนฉิงพูดอย่างมั่นใจ "ดังนั้นพวกเขาถูกฆ่า"
"อสูรกายฆ่าเหรอ?"
ลู่ปู้เอ้อร์รู้สึกว่าไม่น่าใช่
ถ้าถูกอสูรกายฆ่า โครงกระดูกคงไม่สมบูรณ์ขนาดนี้
"ตรงนี้มีแผ่นหินด้วย"
ไป๋มู่พูดเสียงขรึม "ดูเหมือนจะเป็นป้ายหลุมศพ"
ลู่ปู้เอ้อร์เดินเข้าไปดู ตัวอักษรบนแผ่นหินเขาอ่านไม่ออกสักตัว
แต่โทเท็มบนแผ่นหิน กลับดูคุ้นตา
นั่นคือโทเท็มที่ร่างขึ้นจากเส้นเลือดนับไม่ถ้วน
มันคือส่วนที่สำคัญที่สุดของรังมารกำเนิด!
"นี่เป็นตัวอักษรเฉพาะที่ชนเผ่าดั้งเดิมใช้ ตัวอักษรของแต่ละเผ่าอาจจะไม่เหมือนกัน แต่ความจริงแล้วก็มีที่มาจากแหล่งเดียวกัน คือสร้างขึ้นจากลายไม้ของต้นไม้เทพ"
หยวนฉิงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง "เลขาเซี่ยเหยียนเคยสอนฉัน เหมือนจะเรียกว่า ซา..."
"ซาทา อาบาลูยา?"
ลู่ปู้เอ้อร์เดาสุ่ม
ทุกคนหันมามองเขา ไม่นึกว่าทหารใหม่คนหนึ่งจะรู้เรื่องพวกนี้
หยวนฉิงชะงัก "เหมือนจะใช่นะ"
"สาวกลัทธิกินศพที่จับได้เมื่อวานก็ท่องคำนี้"
ไป๋มู่ส่ายหน้า "ไม่เห็นแปลกตรงไหน"
ลู่ปู้เอ้อร์ยิ้ม "งั้นคุณลองแปลหน่อยสิครับว่ามันแปลว่าอะไร?"
สีหน้าของไป๋มู่แข็งค้าง
"ประโยคนี้แปลว่า ศรัทธาอมตะ"
ลู่ปู้เอ้อร์ยักไหล่ "ครูฝึกครับ ตอนนี้ใครกันแน่ที่ไร้ประโยชน์?"
เบาะแสในปัจจุบันทำให้เขาคิดว่า ชนเผ่าดั้งเดิมกลุ่มนี้น่าจะเกี่ยวข้องกับแม่หนูน้อยที่บ้าน เพราะโทเท็มธรรมชาติที่พวกเขานับถือ คือรังมารกำเนิด
ไม่รู้ว่าเกี่ยวกับภูเขาศักดิ์สิทธิ์หรือเปล่า
และที่เขาหาที่นี่เจอ ก็เพราะภาพวาดภาพนั้น!
สีหน้าของครูฝึกไป๋มู่ดูแย่ลง
ทหารใหม่คนนี้ท้าทายเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้เขาโมโหมาก
"ตอนนี้จะเอายังไง?"
เขาพูดเสียงเย็น "พวกเรามีเวลาแค่ยี่สิบสี่ชั่วโมง จะไปหาปีศาจหนามที่ไหน? ตอนนี้ไม่มีเบาะแสเลยสักนิด รู้ความหมายของประโยคนี้แล้วจะทำอะไรได้?"
ทันใดนั้นเอง ลูกธนูดอกหนึ่งก็พุ่งออกมาจากป่าทึบ
หมับ
หยวนฉิงคว้าลูกธนูดอกนั้นด้วยมือเปล่า ยิ้มเย็น "เอา... เอาอะไรมาโชว์หน้าศาลเจ้านะ?"
ลู่ปู้เอ้อร์แก้ให้ "เอามะพร้าวห้าวไปขายสวน"
วินาทีถัดมา ลูกธนูนับสิบดอกก็พุ่งออกมาจากป่าทึบ
(จบแล้ว)