เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 44 - คุณควรออกของเพิ่มความเร็วโจมตีบ้างนะ!

บทที่ 44 - คุณควรออกของเพิ่มความเร็วโจมตีบ้างนะ!

บทที่ 44 - คุณควรออกของเพิ่มความเร็วโจมตีบ้างนะ!


บทที่ 44 - คุณควรออกของเพิ่มความเร็วโจมตีบ้างนะ!

ในข้อมูลที่หยวนฉิงใช้โดรนแสดงให้ดู ปรากฏภาพสัตว์ประหลาดรูปร่างกำยำราวยักษ์ปักหลั่น บนหัวมีเขาเหมือนปีศาจ ทั่วร่างปกคลุมด้วยเกราะแข็ง ไหล่ทั้งสองข้างสามารถปล่อยหนามแหลมคมสีดำทมิฬออกมาได้ ราวกับปีกของปีศาจ ชุ่มโชกไปด้วยความมืดมิด

"นี่คือห่วงโซ่วิวัฒนาการสายใหม่ อาจจะเกี่ยวข้องกับเทพเจ้าที่ไม่รู้จัก ข้อมูลที่เกี่ยวข้องได้ถูกส่งไปยังศูนย์บัญชาการแล้ว ระดับภัยพิบัติทางชีวิตในปัจจุบันถูกประเมินไว้ที่ระดับเอ แต่ระดับภัยพิบัติในภายหลังมีความเป็นไปได้สูงที่จะเพิ่มขึ้น พวกเรามีความรู้เกี่ยวกับอสูรกายในห่วงโซ่วิวัฒนาการนี้น้อยมาก รู้แค่ว่าร่างดั้งเดิมที่สุดของพวกมันเรียกว่าอสูรกายเน่าเปื่อย"

เธอชูนิ้วเรียวงามดุจต้นหอมขึ้นมาหนึ่งนิ้ว "นี่คือร่างขั้นที่สองของพวกมัน รายงานการพบเห็นเพียงหนึ่งเดียวเมื่อสี่ชั่วโมงก่อน ยืนยันได้แค่ว่าร่างกายของมันมีความสามารถในการแข็งตัว สามารถงอกปีกที่เหมือนหนามออกมาได้ และยังสามารถปล่อยหนามแหลมคมออกมาได้อีกด้วย"

ต่อมาก็คือข้อมูลโดยละเอียดเกี่ยวกับอสูรกายชนิดนี้

ส่วนสูงเกือบสามเมตร น้ำหนักประเมินอยู่ที่สองร้อยห้าสิบกิโลกรัม

รูปแบบการโจมตีไม่ทราบ จุดอ่อนไม่ทราบ ความชอบในการกินไม่ทราบ จำนวนประชากรไม่ทราบ

การกระจายตัวทางนิเวศวิทยาก็ไม่ทราบเช่นกัน

เน้นคอนเซปต์ไม่รู้อะไรเลย

ด้วยเหตุนี้ถึงต้องเข้าไปสำรวจในดินแดนแห่งการไปเกิด

นายทหารและเหล่าทหารต่างยืนฟังเงียบๆ ท่ามกลางลมหนาวที่พัดกระหน่ำ

หยวนฉิงปรายตามองพวกเขา พบว่าพวกนายทหารส่วนใหญ่พอจะทนไหว แต่มีทหารบางคนที่โดนลมเป่าจนเริ่มเบลอ เห็นได้ชัดว่าฝีมือยังไม่ถึงขั้น

แต่ในเมื่อสมาชิกทีมถูกกำหนดไว้แล้ว ตอนนี้จะเตะคนออกไปก็สายเกินแก้

ภารกิจแต้มผลงานสูงแบบนี้ นายทหารมักจะพาลูกน้องที่ไว้ใจได้มาแบ่งเค้กด้วย ไม่เพียงแต่จะได้ส่วนแบ่งรางวัลมากขึ้น ยังได้ผู้ช่วยเพิ่มอีกคน

หยวนฉิงในฐานะหัวหน้าทีมไม่สามารถพาคนมาได้

ที่ลู่ปู้เอ้อร์เข้ามาได้ ในนามแล้วนับว่าเป็นโควตาของไป๋มู่

แต่ในความเป็นจริงไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับไป๋มู่เลย

"ภารกิจของพวกเราในครั้งนี้คือพยายามจับตัวอย่างของอสูรกายชนิดนี้ให้ได้มากที่สุด ทางที่ดีที่สุดคือตัวอย่างที่มีชีวิต ถ้าเงื่อนไขไม่เอื้ออำนวย เอาศพกลับไปก็ไม่เป็นไร"

หยวนฉิงออกคำสั่ง "สรุปคือ พวกคุณต้องทุ่มเทอย่างเต็มที่"

"รับทราบ"

"ก็แค่ระดับสอง รับรองภารกิจสำเร็จ"

ลูกทีมต่างขานรับ

ไป๋มู่กลับมองไปที่เด็กหนุ่มท้ายแถว ขมวดคิ้วพูดว่า "ทำไมแกถึงมาร่วมทีม? แกประเมินฝีมือตัวเองสูงเกินไปรึเปล่า? โดยเฉพาะวันนี้เพิ่งจะได้รับบาดเจ็บสาหัสมา แกจะมาเป็นตัวถ่วงทีมเหรอ? คิดจะใช้เส้นสายมาปั๊มแต้มผลงาน ก็อย่ามาทำลายเพื่อนร่วมรบของแก!"

เขาพูดเสียงเข้ม "ออกไปคราวนี้อย่ามาเกะกะ แกไม่รู้อะไรเกี่ยวกับสนามรบเลย!"

ลู่ปู้เอ้อร์ไม่พอใจ ไม่คิดจะไว้หน้าหมอนี่เหมือนกัน สวนกลับไปว่า "ผมไม่รู้อะไรเกี่ยวกับสนามรบจริงๆ นั่นแหละ แต่คุณคงไม่รู้อะไรเกี่ยวกับห่วงโซ่วิวัฒนาการสายนี้เลยใช่ไหมล่ะ? ข้อมูลของอสูรกายเน่าเปื่อยผมก็เป็นคนเอามานะ ทำไมป่านนี้ถึงลืมซะแล้วล่ะ? คุณรู้ไหมว่าจุดสูงสุดของห่วงโซ่วิวัฒนาการนี้เรียกว่าอะไร? คุณรู้วิธีแยกแยะอสูรกายเน่าเปื่อยไหม? คุณเคยสู้ระยะประชิดกับพวกมันหรือเปล่า?"

ไป๋มู่ถูกตอกกลับจนพูดไม่ออก

ลู่ปู้เอ้อร์ยักไหล่ "ทหารใหม่ที่เพิ่งทำลายดักแด้ออกมาไม่เข้าใจสนามรบก็เป็นเรื่องปกติไม่ใช่เหรอ? ถ้าผมรู้อะไรหมดแล้ว จะต้องมีครูฝึกไว้ทำไม? แน่นอน ถึงแม้ผมจะไม่เห็น แต่คุณคงถ่ายทอดประสบการณ์ให้ทหารใต้บังคับบัญชาของคุณแบบจับมือทำแล้วใช่ไหมครับ? เพราะมีแต่พวกไม่มีฝีมือแต่ชอบเห่าเท่านั้นแหละ ที่ชอบเอาประสบการณ์มารังแกเด็กใหม่"

ไป๋มู่รูม่านตาหดเกร็ง นี่มันกำลังหลอกด่าใครกัน!

ลู่ปู้เอ้อร์ยิ้มบางๆ ไร้พิษสง

อีกอย่าง ทุกคนต่างก็มาเพื่อแต้มผลงาน เพื่อนร่วมรบกะผีอะไรล่ะ

ถ้าไป๋มู่เป็นเจ้านายที่จ่ายเงินเดือนให้เขา บ่นสักสองสามประโยคก็พอทน

ครูฝึกที่ตดสักแอะยังไม่สอนดันมาทำวางกล้าม

เก็บความแก่กะโหลกกะลาไปซะเถอะ

ทุกคนต่างตกใจ ดูท่าสองคนนี้จะไม่ลงรอยกันสุดๆ

แต่ทุกคนกลับสมน้ำหน้า

เพราะไป๋มู่ในกองกำลังพิทักษ์เมืองที่สาม เป็นประเภทคนเกลียดหมาเมิน

เวลาเร่งด่วนภารกิจหนักหน่วง หยวนฉิงไม่ได้ใส่ใจเรื่องพวกนี้ หรือจะบอกว่าด้วยสมองของเธอไม่มีความสามารถในการจัดการเรื่องพรรค์นี้ก็ได้ เธอดีดนิ้วพูดว่า "ขึ้นเครื่อง เตรียมออกเดินทาง ภารกิจครั้งนี้เวลาเร่งด่วน พวกเรามีเวลาแค่ยี่สิบสี่ชั่วโมง ไปเร็วกลับเร็ว"

ลมพายุพัดกระหน่ำ ลูกทีมต่างมุดเข้าห้องโดยสาร

เฮลิคอปเตอร์คำรามก้องทะยานขึ้นฟ้า บินทวนลมออกจากค่ายทหาร มุ่งหน้าสู่ทุ่งร้าง

ตอนอยู่บนพื้นดิน รู้สึกได้แค่แรงกดดันจากฝูงอสูรกาย

แต่เมื่อมองลงมาจากที่สูง ฝูงอสูรกายที่หนาแน่นยั้วเยี้ยกำลังวิ่งลัดเลาะไปตามเทือกเขา ราวกับฝูงปีศาจจากขุมนรก พวกมันทุบตีกำแพงที่สร้างจากแสงศักดิ์สิทธิ์อย่างบ้าคลั่ง ราวกับกำลังบรรเลงเพลงซิมโฟนีแห่งวันสิ้นโลก

นี่คือเหตุผลที่ต้องนั่งเฮลิคอปเตอร์ พวกเขาต้องบินข้ามฝูงอสูรกาย หาที่ที่ปลอดภัยพอสมควร เพื่อไปจับอสูรกายที่หลงฝูง

ขืนบุกเข้าไปในฝูงอสูรกาย ต่อให้สู้แค่ชายขอบ ก็มีแต่ตายสถานเดียว

"เตรียมตัวให้พร้อม"

นักบินบอก "บทเพลงไว้อาลัยจะมาแล้ว!"

วินาทีนี้ ลู่ปู้เอ้อร์ได้ยินเสียงกรีดร้องที่น่าสยดสยองอีกครั้ง

ไม่ใช่แค่เขา ทหารคนอื่นๆ ต่างกุมหัวแสดงสีหน้าเจ็บปวดทรมานสุดขีด บางคนกัดฟันจนเลือดไหลออกทวารทั้งเจ็ด บางคนกุมหัวเริ่มดิ้นพราดๆ

นี่คือความเสียหายที่บทเพลงไว้อาลัยของอสูรกายมีต่อมนุษย์

ตอนนั้นเหอไซในฐานะผู้มีพรสวรรค์ระดับสูง ตอนเผชิญหน้ากับอสูรกายไร้ระดับพวกนั้น เขามีภูมิคุ้มกัน

แต่ในฝูงอสูรกายมีอสูรกายระดับสอง พวกมันรวมตัวกันส่งเสียงบทเพลงไว้อาลัย สำหรับผู้วิวัฒนาการขอบเขตที่หนึ่งแล้ว เพียงพอที่จะสร้างความเสียหายได้

"สถานการณ์ในสนามรบเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ไม่แน่วันไหนอาจจะเจออสูรกายที่มีระดับวิวัฒนาการสูงกว่าคุณ ดังนั้นพวกคุณต้องหัดชิน อย่างน้อยตอนเผชิญหน้ากับอสูรกายที่สูงกว่าคุณแค่หนึ่งระดับ จะต้องไม่สูญเสียความสามารถในการเคลื่อนไหวทันที แต่ต้องทำให้ตัวเองมีความสามารถที่จะหนีได้" หยวนฉิงเองก็จงใจ เพื่อให้ทหารเหล่านี้คุ้นชินกับบทเพลงไว้อาลัยที่อสูรกายส่งออกมา

ตอนนี้ลำบากหน่อย ดีกว่าตายไปแล้วให้ครอบครัวลำบาก

"ถ้าทำไม่ได้ แนะนำให้ลาออกไปซะดีๆ"

เวลานี้ใช้คำพูดกระตุ้น ผลลัพธ์จะดีกว่าหน่อย

เป็นไปตามคาด โจวอี้ฟานและพรรคพวกโดนยุท้า ฝืนดึงสติกลับมาจากอารมณ์เลื่อนลอย กัดฟันแน่นยืนหยัด ปากส่งเสียงคำรามต่ำ

หยวนฉิงมองพวกเขาด้วยความพึงพอใจ ทันใดนั้นก็ชะงักไป

เพราะลู่ปู้เอ้อร์นั่งอยู่ข้างๆ เธอ เท้าคางมองฝูงอสูรกายนอกหน้าต่าง เหมือนเด็กเบียวที่กำลังชื่นชมหุ่นกันดั้มในตู้โชว์ สายตามุ่งมั่นล้ำลึก

ไม่ว่าฝูงอสูรกายจะโหยหวนอย่างไร ก็ไม่ส่งผลกระทบต่อเขาแม้แต่น้อย

คนอื่นเหมือนตกนรก

แต่เขากลับเหมือนกำลัง... มองดูนรกจากเบื้องบน!

• · ความจริงแล้วลู่ปู้เอ้อร์ไม่ได้คิดอะไรเลย เขาแค่อยากรีบหาปีศาจหนามที่หลงฝูง แล้วตามไปลาสคิลแย่งผลงาน ดูดซับสสารมืดมาก่อนค่อยว่ากัน

ตอนจัดการบารอน เขาชอบความสามารถในการแข็งตัวแบบนั้นมาก

ตอนนี้มือขวาของเขาก็มีความสามารถในการแข็งตัวแบบนั้นแล้ว

และในฐานะปีศาจหนามที่วิวัฒนาการแล้ว ชัดเจนว่าเท่กว่าเยอะ

"คุณภาพไม่เลวนี่"

ดวงตาคู่สวยของหยวนฉิงทอประกายแปลกๆ "มานั่งนี่สิ"

"ขอบคุณครับพี่สาว"

ลู่ปู้เอ้อร์ขยับไปนั่งอย่างว่าง่าย

ในห้องโดยสารหนาวมาก มีแค่หยวนฉิงที่เป็นเตาผิงเคลื่อนที่รูปมนุษย์

ต้องอยู่ใกล้เธอ ถึงจะสบายขึ้นหน่อย

แต่แทบไม่มีใครกล้าเข้าใกล้เธอ หลักๆ คือกลัวโดนตบ

มีแค่นายทหารหนุ่มหล่อคนหนึ่งที่ขยันเอาอกเอาใจ ส่งช็อกโกแลตบ้าง ขนมบ้าง ผลลัพธ์คือได้แค่การกลอกตามองบนอย่างรำคาญ และคำด่าไล่ให้ไสหัวไปอย่างเย็นชา

ฟังจากที่พวกนายทหารท้ายห้องโดยสารซุบซิบกัน นายทหารหนุ่มคนนี้เป็นพวกประเภทอยากกินข้าวนิ่ม ได้ข่าวว่าเดือนที่แล้วไปดีดกีตาร์ขอความรักใต้หอพักพันตรีหยวนตั้งเจ็ดวัน น่าเสียดายที่ไม่ได้รับการตอบรับใดๆ สุดท้ายเกือบโดนลมเป่าจนหน้าเบี้ยว

ตอนที่พันตรีหยวนมาที่นี่ใหม่ๆ เธอทำให้ทุกคนตะลึงด้วยความสวยและความรุนแรง ต่อมาพอคนรู้ภูมิหลังของเธอถึงได้ทึ่งในความเทพ ดึงดูดพวกแมงดาปีกทองได้ไม่น้อย

"ยอมทนลมหนาวเพื่อเธอ?"

ลู่ปู้เอ้อร์ส่ายหน้า วิธีจีบสาวของคนรุ่นใหม่ในโลกใหม่นี่ช่างดึกดำบรรพ์จริงๆ

ดูท่าจะหมดหวังแล้ว

เขาเก็บความรู้สึก หันไปมองฝูงอสูรกายบนทุ่งร้างอีกครั้ง

วินาทีนี้ เขาพลันชะงักไป

เพราะฝูงอสูรกายไม่ได้รวมกลุ่มกันมั่วซั่ว แต่มีเส้นทางการกระจายตัวที่ชัดเจน พอมองจากที่สูงลงมา ดูเหมือนโทเท็มเปี๊ยบ!

โทเท็มของรังมารกำเนิด!

เหมือนกับภาพวาดของลู่ซือเสียนไม่มีผิด!

เพียงแต่เนื่องจากเป็นเวลากลางคืน ทัศนวิสัยจึงต่ำมาก

มองเห็นได้แค่ส่วนเดียว ไกลกว่านั้นก็มองไม่เห็นแล้ว

ทันใดนั้นเอง สัตว์ประหลาดร่างยักษ์ในฝูงอสูรกายต่างพากันเงยหน้าขึ้น เบ้าตาดำมืดสะท้อนภาพเฮลิคอปเตอร์ที่แหวกผ่านม่านราตรี เผยรอยยิ้มที่น่าสยดสยอง

"พี่สาว"

ลู่ปู้เอ้อร์พึมพำเสียงเบา "พี่ดูสิ พวกมันกำลังมองเราอยู่หรือเปล่า?"

ไม่ใช่แค่หยวนฉิง รวมถึงนายทหารทุกคนต่างหันไปมอง

"โอ้"

มีคนหน้าถอดสี "ดูเหมือนจะใช่นะ"

สัตว์ประหลาดร่างยักษ์ในฝูงอสูรกายยิ้มพร้อมกับยกปีกหนามบนไหล่ขึ้น หนามแหลมคมขนาดใหญ่จำนวนนับไม่ถ้วนพุ่งทะลักออกมาท่ามกลางแรงสั่นสะเทือนที่น่ากลัว ราวกับน้ำหมึกที่พุพองบดบังสายตา ฉีกกระชากอากาศส่งเสียงหวีดหวิวโหยหวน!

ลู่ปู้เอ้อร์ตื่นตะลึง ความสามารถแบบนี้แม่งโคตรเท่

ถ้าไม่ใช่เพราะสู้ไม่ได้ เขาอยากจะกระโดดลงไปในฝูงอสูรกายตอนนี้เลย

นี่มันบุฟเฟต์ชัดๆ

"เร็วๆๆ! เลี้ยว!"

ทุกคนตะโกนลั่น

นักบินตกใจจนฉี่เล็ด บังคับเฮลิคอปเตอร์เลี้ยว

ภายในห้องโดยสารสั่นสะเทือนรุนแรง โลกหมุนคว้าง

"ฉันเอง"

หยวนฉิงปลดเข็มขัดนิรภัย กระชากประตูห้องโดยสารเปิดออก ตั้งท่าเล็งธนูเหล็ก

ง้างธนูพาดลูกศร ลมหายใจร้อนระอุ

ดวงตาของนายทหารหญิงคนนี้ลุกโชน สายธนูบนคันธนูเหล็กขนาดมหึมาลุกเป็นไฟ ลูกศรดอกเล็กที่พาดอยู่ก็ติดไฟ ยิงออกไปหนึ่งดอก!

บึ้ม!

ลูกศรราวกับดอกบัวแดงระเบิดออก คลื่นความร้อนม้วนตลบ!

เปลวไฟอันร้อนแรงส่องสว่างห้องโดยสาร และกลืนกินหนามที่พุ่งขึ้นมา

"พันตรี ระวัง!"

เฮลิคอปเตอร์เกือบพลิกคว่ำ เพราะฝนหนามที่น่ากลัวเหล่านั้นพุ่งมาจากอีกด้านหนึ่ง

เนื่องจากเฮลิคอปเตอร์หมุนตัวอย่างรุนแรง หยวนฉิงจึงถูกเหวี่ยงกระเด็นออกไป!

"ระวัง!"

ทุกคนอุทาน หยวนฉิงมือหนึ่งคว้าประตูห้องโดยสารไว้ แต่จับไม่มั่น

จังหวะนั้นเอง ลู่ปู้เอ้อร์พุ่งออกไปคว้าข้อมือเธอไว้ ห้อยโหนเธอไว้กลางอากาศ ลมหนาวปะทะคลื่นความร้อน เย็นร้อนสลับขั้ว

โจวอี้ฟานและหลี่หัวตาไวรีบคว้าขาขวาของเด็กหนุ่มไว้

"จับไว้แน่นๆ!"

โจวอี้ฟานใช้เข็มขัดนิรภัยมัดขาขวาของเขาไว้อย่างแน่นหนา

ถึงช่วยไม่ให้เขาถูกเหวี่ยงออกไปได้

"ขอบใจ!"

ลู่ปู้เอ้อร์ตะโกนลั่น

ผมสั้นสีน้ำตาลเกาลัดของหยวนฉิงปลิวไสวในสายลม ปรายตามองฝูงอสูรกายที่น่ากลัวบนทุ่งร้าง สัมผัสได้ว่าฝ่ามือของเด็กหนุ่มเริ่มไม่มั่นคงในแรงสั่นสะเทือนที่รุนแรง พูดเสียงดังว่า "ปล่อยมือ ไม่ต้องห่วงฉัน ฉันไม่ตายหรอก ไม่ตกลงไปในฝูงอสูรกายแน่"

ในฐานะผู้วิวัฒนาการขอบเขตที่สาม เธอมีวิธีใช้แรงระเบิดดีดตัวเองออกไป

คงบาดเจ็บ แต่ไม่ตายแน่นอน

"ไม่เป็นไร ผมจับอยู่"

ลู่ปู้เอ้อร์ตะโกน "พี่สาว พี่ยิงธนูมือเดียวได้ไหม?"

มีเสียงกระแสไฟฟ้าดังขึ้นลางๆ ปล่อยไฟฟ้า!

มือของหยวนฉิงหดเกร็งหลังจากโดนไฟฟ้าดูด จับมือเขาไว้แน่น

ดวงตาคู่สวยของนายทหารหญิงเป็นประกาย ธาตุสายฟ้าเล่นแบบนี้ได้ด้วยเหรอ!

"ไม่ได้ เธอช่วยฉันหยิบลูกศรหน่อย"

หยวนฉิงตะโกน "อยู่ในกระเป๋าคาดเอว ดอกเล็กๆ"

ลู่ปู้เอ้อร์คลำไปที่เอวบางของเธอ ช่วยหยิบหัวลูกศรโลหะพวกนั้นออกมา

หยวนฉิงใช้ปากคาบรับมา พาดลงบนสายธนูที่ลุกโชน

ความร้อนระอุ ไม่ได้ทำร้ายเธอ

บึ้ม!

ยิงออกไปอีกหนึ่งดอก เผาผลาญหนามที่น่ากลัวเหล่านั้นจนหมดสิ้นอีกครั้ง

ทุกคนหน้าซีดเผือด ถ้าไม่มีผู้หญิงคนนี้ เกรงว่าพวกเขาคงตายกันหมด

แต่ทว่าในตอนนั้นเอง ในเปลวไฟที่ร้อนระอุกลับมีหนามที่เล็ดลอดพุ่งออกมา!

เคร้ง!

ห้องโดยสารถูกเจาะทะลุ แขนขวาของไป๋มู่ถูกเฉี่ยวเป็นแผลเลือดซิบ

หนามจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ พุ่งขึ้นมาจากด้านล่าง เกือบจะเจาะถังน้ำมัน!

"รีบหาที่ลงจอด!"

ไป๋มู่คำรามลั่น มือขวาของเขาแตะผนังห้องโดยสาร เถาวัลย์นับไม่ถ้วนแผ่ขยายออกมา พันธนาการทุกคนในที่นั้นไว้ รับประกันว่าจะไม่ถูกเหวี่ยงออกไป

มีคนใช้วิชาห่อหุ้มนอกห้องโดยสารด้วยชั้นหิน

เพิ่มพลังป้องกัน แต่ก็ไม่ได้มีประโยชน์อะไร

เฮลิคอปเตอร์บินผ่านไปที่ไหน หนามบนพื้นดินก็จะพุ่งกระจายออกมา

ข้างหลังยังมีหนามปูพรมเต็มท้องฟ้า

แม้กระทั่งด้านหน้าเฮลิคอปเตอร์ ก็ยังมีหนามจำนวนมากพุ่งมา

พวกเขาบินไปไหน อสูรกายก็ยิงไปนั่น

ทำเอาพวกเขาต้องบินหลบซ้ายป่ายขวา ขึ้นๆ ลงๆ

"ผมหาที่ลงจอดไม่ได้เลย!"

นักบินสติแตกแล้ว ตะโกนลั่น

ในสถานการณ์แบบนี้ ลูกศรของหยวนฉิงที่รุนแรงราวกับปืนใหญ่เริ่มจะเอาไม่อยู่

เพราะความเร็วในการโจมตีของเธอช้าเกินไป!

"นี่มันยังกับเกมยิงเครื่องบิน ต้องหาช่องโหว่ฝ่าวงล้อมออกไป!"

ลู่ปู้เอ้อร์พลันนึกถึงภาพวาดของแม่หนูน้อย เส้นทางการเดินทัพของอสูรกายพวกนี้เรียงตัวตามโทเท็มของรังมารกำเนิด งั้นก็ต้องมีช่องโหว่

เขาพยายามนึกถึงภาพวาดนั้น ทันใดนั้นก็เกิดไอเดีย

"นักบิน ทิศสองนาฬิกาของคุณ!"

เขาตะโกน "อย่าบินมั่วซั่ว ให้มุ่งไปทิศสองนาฬิกาตลอด!"

นักบินได้แต่ยอมเสี่ยงตาย

เฮลิคอปเตอร์เหมือนนกที่เสียการควบคุม พุ่งดิ่งไปยังทิศสองนาฬิกาของนักบิน

ระหว่างนั้น ลูกศรดอกบัวแดงระเบิดต่อเนื่อง พยายามต้านทานการโจมตีของหนามให้ได้มากที่สุด

จังหวะนั้นเอง เฮลิคอปเตอร์ก็เริ่มทรงตัวได้ สลัดหนามจากด้านหลังหลุด

เพราะหนามที่พุ่งมาจากด้านหน้าลดลงอย่างมาก การโจมตีของหยวนฉิงเพียงแค่จัดการหนามทางซ้ายขวา ไม่ต้องพะวงทิศทางอื่น

"พันตรีหยวน ผมหวังว่าวันหลังคุณจะออกของเพิ่มความเร็วโจมตีมาบ้างนะ"

ลู่ปู้เอ้อร์นอนหอบแฮ่กๆ อยู่ในห้องโดยสาร เหงื่อท่วมหัว

หยวนฉิงเองก็เหงื่อกาฬไหลพราก หอบหายใจแรงพูดว่า "ของเพิ่มความเร็วโจมตีคืออะไร?"

ทันใดนั้นเอง ดังแกร๊ก

เฮลิคอปเตอร์ส่งสัญญาณเตือนภัยแสบแก้วหู

ถังน้ำมันรั่ว

"เตรียมโดดร่ม!"

นักบินตะโกนลั่น!

บ้าเอ๊ย แค่ออกมาจับอสูรกายเฉยๆ ทำไมเรื่องมากจังวะ

ทุกคนอดสบถด่าไม่ได้ ตัดสินใจโดดร่มหนีตายทันที

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 44 - คุณควรออกของเพิ่มความเร็วโจมตีบ้างนะ!

คัดลอกลิงก์แล้ว