- หน้าแรก
- จุดบรรจบแห่งแดนศักดิ์สิทธิ์
- บทที่ 43 - พี่สาวอุ่นไหม?
บทที่ 43 - พี่สาวอุ่นไหม?
บทที่ 43 - พี่สาวอุ่นไหม?
บทที่ 43 - พี่สาวอุ่นไหม?
ลู่ปู้เอ้อร์ปลอบเด็กไม่ค่อยเก่ง โชคดีที่แม่หนูน้อยสงบสติอารมณ์ลงได้เอง สุดท้ายก็ป้อนยานอนหลับที่ติดมากับกล่องพยาบาลให้เธอกินไปเม็ดหนึ่ง ให้เธอได้นอนหลับสบายๆ
"ให้ตายสิ"
เขามองดูเด็กสาวที่หลับสนิทอยู่บนเตียง แล้วถอนหายใจ "ไม่ได้การ ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปไม่ช้าก็เร็วต้องเกิดเรื่อง วันนี้ทำไมจู่ๆ เธอถึงเกิดอาการประสาทหลอน? หรือว่าเป็นเพราะการปรากฏตัวของฝูงอสูรกาย? หรือเพราะสิ่งที่เรียกว่าภูเขาศักดิ์สิทธิ์เกิดการเปลี่ยนแปลง? แล้วมันมาเกี่ยวกับเธอได้ยังไง?"
รังมารกำเนิด, ศรัทธาอมตะ, ลัทธิกินศพ, ฝูงอสูรกาย
เหมือนกับตาข่ายขนาดมหึมา ที่ถักทอแผ่ขยายออกไป
และตอนนี้ดูเหมือนตัวเขาเองก็จะถลำลึกลงไปในตาข่ายนี้เรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นเมล็ดพันธุ์เทพเจ้าที่หลอมรวมอยู่ในฝ่ามือ หรือผู้อยู่เบื้องหลังที่แฝงตัวอยู่ในเมืองนี้ รวมถึงวิกฤตที่มาจากแนวหน้า ไปจนถึงครอบครัวที่เขามีอยู่ในตอนนี้ ล้วนเกี่ยวพันกันอย่างแยกไม่ออก
แต่ยังดีที่ในที่สุดเบาะแสก็เริ่มปะติดปะต่อกันลางๆ
สิ่งที่ต้องรีบทำตอนนี้ คือหาทางแก้ปัญหาวิกฤตที่เกิดจากเรื่องนี้ แล้วพยายามไต่เต้าตำแหน่งของตัวเองให้สูงที่สุด ครอบครองพลังที่แข็งแกร่งกว่าเดิม
ไม่แน่ว่าอาจจะรู้ก็ได้ว่าพ่อแม่ของเขาทำอะไรกันแน่ในปีนั้น
รวมถึงมะเร็งของเขาจะรักษายังไง
เขากลับไปนั่งที่เก้าอี้ เปิดกล่องเสบียงที่แลกมาในวันนี้
ชิปแก่นพลังชีวิตที่บันทึกสภาพอากาศพายุฝนฟ้าคะนองสี่ชิ้น
นี่ต้องขอบคุณพันตรีหยวนฉิงที่ช่วยเขาเปลี่ยนเสบียง
ไม่งั้นในมือเขาคงมีสารละลายพลังงานไร้ประโยชน์เพิ่มมาอีกขวด
แถมครั้งนี้ที่ไม่เหมือนเดิมคือ ในกล่องเสบียงมีคู่มือแนบมาด้วย
คู่มือบันทึกเงื่อนไขในการเลื่อนระดับสู่ขอบเขตที่สอง
ข้อแรก การสะสมพลังงานชีวิตถึงร้อยละร้อย
ข้อสอง พลังงานชีวิตกลายเป็นแก่นพลังชีวิตโดยสมบูรณ์
สำหรับผู้วิวัฒนาการทุกคน พลังงานชีวิตในร่างกายจะก่อตัวเป็นวัฏจักร ไม่เพียงกำหนดความสามารถในการต่อสู้ต่อเนื่อง แต่ยังกำหนดกำลังขับเคลื่อนของตัวเองด้วย
การเลื่อนระดับที่ว่า ก็คือการทำให้พลังงานชีวิตสะสมจนถึงขีดสุดในวัฏจักรปัจจุบัน ต่อจากนั้นก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพจากการเปลี่ยนแปลงเชิงปริมาณ จนนำไปสู่การยกระดับในทุกด้าน
เมื่อถึงเวลานั้น วงแหวนแห่งชีวิตก็จะขยายออก พลังงานที่ปลดปล่อยออกมาก็จะรุนแรงยิ่งขึ้น
พูดง่ายๆ ก็คือ มานาเยอะขึ้น ดาเมจแรงขึ้น
และเมื่อพลังงานชีวิตทั่วร่างของผู้วิวัฒนาการกลายเป็นแก่นพลังชีวิต ถึงจะนับว่าเชี่ยวชาญการใช้พลังเหนือธรรมชาติของตัวเองอย่างสมบูรณ์ ผสมผสานจนเป็นหนึ่งเดียว ก่อเกิดเป็นความทรงจำของเซลล์
เมื่อถึงขั้นนี้ ก็จะสามารถก้าวสู่ก้าวที่สองบนเส้นทางการวิวัฒนาการ
ขอบเขตเกียรติยศ
การสะสมพลังงานชีวิตของลู่ปู้เอ้อร์ในตอนนี้น่าจะถึงร้อยละห้าสิบแล้ว สำหรับมือใหม่นี่เป็นเรื่องที่น่ากลัวมาก บ้านรวยแค่ไหนก็ไม่กล้าเล่นแบบนี้
ตามทฤษฎีแล้วการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็งของเขาไม่มีขีดจำกัด
แถมไม่ต้องกังวลเรื่องอายุขัยสั้นลง
ปัญหาเดียวคือทุกครั้งที่อาการปวดมะเร็งกำเริบในแต่ละวัน คือการบังคับฝึกฝน และมันหยุดไม่ได้เลย ขืนเป็นแบบนี้ต่อไปพลังงานชีวิตของเขาจะสะสมถึงร้อยละร้อยในเร็วๆ นี้
ถึงตอนนั้นคงได้ทำให้คนตกใจตาย
"เกิดใหม่ทั้งทีแกล้งทำตัวเป็นลูกเศรษฐี เอาไขกระดูกต้นไม้เทพมาฉี่เล่น?"
ลู่ปู้เอ้อร์ส่ายหน้า หยิบชิปแก่นพลังชีวิตขึ้นมา แล้วเริ่มการบำบัดด้วยไฟฟ้าประจำวัน
จะว่าไปธาตุสายฟ้านี่ก็ใช้ดีจริงๆ แต่กระบวนการฝึกฝนนี่ก็ทรมานสังขารชะมัด
ถ้าคนไม่รู้คงนึกว่าเขามาบำบัดอาการติดเกม
ชิปแก่นพลังชีวิตสี่ชิ้นทำเอาเขาชาไปทั้งตัว พอกลับมารู้สึกตัวทั่วร่างก็เต็มไปด้วยกระแสไฟฟ้า ขยับตัวนิดหน่อยก็ดังเปรี๊ยะๆ ปวดเมื่อไปทั้งตัว
โชคดีที่ผลลัพธ์ชัดเจน
เขาสัมผัสได้ถึงสายฟ้าที่คำรามก้องอยู่ในกาย
ในดวงตามีประกายไฟฟ้าหมุนวน
ตัวเขาในตอนนี้รู้สึกชัดเจนว่าแข็งแกร่งขึ้นแล้ว
อย่างน้อยไม่ต้องใช้สสารมืด ก็สามารถเอาชนะลูเธอร์ในตอนนั้นได้
หลังจากย่อยของรางวัลจากการออกไปทำคดีครั้งนี้แล้ว ต่อไปก็คือการเตรียมตัวขั้นสุดท้ายก่อนออกไปทำภารกิจ เขาค้นอุปกรณ์ที่จำเป็นออกมาจากกล่องเสบียง
แว่นมองกลางคืน เครื่องช่วยหายใจ ชุดกันหนาว ชุดมีดต่อสู้ระยะประชิด แล้วก็ปืนลูกซองที่ผ่านการดัดแปลงมาแล้ว รวมถึงชุดปฐมพยาบาลฉุกเฉิน และเสบียงทหารสำหรับยี่สิบสี่ชั่วโมง
สุดท้ายก็คือกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ เอาไว้ใส่ของ
ที่ลู่ปู้เอ้อร์อยากออกไปร่วมภารกิจครั้งนี้ เหตุผลแรกแน่นอนว่าอยากไปกลืนกินสสารมืดที่แข็งแกร่งกว่าเดิมเพื่อวิวัฒนาการ รองลงมาคืออยากเห็นว่าฝูงอสูรกายข้างนอกนั่นมันเป็นตัวอะไรกันแน่ ไม่แน่ว่าอาจจะเจอเบาะแสเกี่ยวกับห่วงโซ่วิวัฒนาการรังมารกำเนิด
โดยเฉพาะเมล็ดพันธุ์เทพเจ้าที่หลอมรวมอยู่ในร่างกาย
เจ้านี่มันไม่ธรรมดาแน่ๆ ไม่รู้ว่าทำไมถึงไปอยู่ในมือของเฒ่าจอห์นได้
"เรียนสิบตรีลู่ปู้เอ้อร์ กรุณาไปรวมพลที่ลานจอดเฮลิคอปเตอร์หมายเลขหก!"
ลู่ปู้เอ้อร์แต่งองค์ทรงเครื่องครบชุด แบกกระเป๋าเดินทางเตรียมออกจากบ้าน ก่อนไปเขาเหมือนนึกอะไรขึ้นได้ หันกลับไปห่มผ้าให้เด็กสาวที่หลับใหล แล้วเติมฟืนใส่เตาผิงอีกกำ
สุดท้ายถึงค่อยผลักประตูออกไป
ขณะที่ประตูปิดลงเบาๆ ลู่ซือเสียนกลับลืมตาสีซีดเผือดขึ้นมา
คราบเลือดบนข้อมือของลู่ปู้เอ้อร์ ยังหยดอยู่บนหัวเตียง
แม่หนูน้อยจ้องมองหยดเลือดนั้น บนใบหน้าไร้อารมณ์ฉายแววรู้สึกผิด ในอดีตเธอเคยมักจะเผลอทำร้ายคนอื่นโดยไม่ได้ตั้งใจเพราะสมองได้รับความเสียหาย ด้วยเหตุนี้จึงถูกครอบครัวอุปถัมภ์หลายครอบครัวทุบตีและด่าทอ และมีคนเอาเธอไปทิ้งดื้อๆ
นี่เป็นครั้งแรก ที่ลู่ซือเสียนทำร้ายคนอื่น
แต่อีกฝ่ายกลับไม่ถือโทษโกรธเธอ
• · ในค่ายเงียบสงัดราวกับป่าช้า เหอไซชะโงกหน้าออกมาจากกองไฟ ย่องเบาๆ ไปที่หน้าประตูเต็นท์ หันไปถามว่า "แอนนี ไอ้ตัวประหลาดนั่นไปรึยัง?"
แอนนีเพิ่งจะตักน้ำกลับมาถังหนึ่ง "อาร์ชบิชอปไรเนอร์เหรอคะ? ท่านจากไปแล้ว ก่อนไปทิ้งจดหมายไว้ฉบับหนึ่ง ขอแค่คุณคิดได้ ก็ไปหาท่านได้ทุกเมื่อ ความจริงถ้าไม่ใช่เพราะมหาปุโรหิตเรียกตัว คืนนี้ท่านตั้งใจจะนอนเฝ้าหน้าประตูด้วยซ้ำ"
เหอไซตกใจ "ไอ้ตัวประหลาดนั่นทำตัวติดดินชะมัด"
แอนนีพูดอ้อมๆ ว่า "ทำไมถึงต่อต้านท่านผู้เฒ่าขนาดนั้นล่ะคะ?"
"เวรเอ๊ย ไอ้ตัวประหลาดนั่นเกือบจะระเบิดฉันตายนะเว้ย!"
เหอไซบ่นอุบ "แถมไอ้ตัวประหลาดนั่นสติปัญญามีปัญหา"
"หือ?"
แอนนีถามอย่างสงสัย
"ไอ้ตัวประหลาดบอกว่าองค์กรโนอาห์ต้องการฉัน ขอแค่ฉันเป็นนักเรียนของเขา เขากับฉันจะแสดงคุณค่าสูงสุดออกมาได้ ถึงตอนนั้นจะไม่ใช่ผลลัพธ์แบบหนึ่งบวกหนึ่ง แต่เป็นหนึ่งคูณหนึ่ง!"
เหอไซผายมือ "นี่มันถ้าไม่ใช่สมองมีปัญหาแล้วจะเรียกว่าอะไร?"
แถมคนปกติ ใครเขาเดินแบบนั้นกัน
แอนนีก็ไม่ได้พูดอะไร
ถึงแม้หลังจากเหอไซเป็นช่างกลแล้ว สวัสดิการของเธอก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย
แต่เธอก็ยังเคารพความคิดของเด็กหนุ่มคนนี้
แม้ในนามจะเป็นสามีภรรยา แต่เธอก็ดูแลเขาเหมือนเป็นน้องชาย
"อ้าว นี่มันแอนนีไม่ใช่เหรอ? หลังจากผัวตาย ดันมาหาไอ้เด็กเมื่อวานซืนแบบนี้เนี่ยนะ? เสียดายจัง ทำไมก่อนหน้านี้เธอไม่เลือกฉันล่ะ?" ทหารในค่ายเดินผ่านมา ตัวเหม็นหึ่งไปด้วยกลิ่นเหล้า แถมยังมีกลิ่นบุหรี่อีก
ทุกครั้งหลังสงครามใหญ่จบลง ทหารเลวบางคนจะปล่อยเนื้อปล่อยตัวบ้าง
สูบบุหรี่กินเหล้า ปากก็พล่อยไปเรื่อย
แอนนีไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่เม้มปากก้มหน้า ถอยไปข้างทาง
เหอไซได้ยินแล้วของขึ้น พุ่งเข้าไปจ้องหน้าพวกเขาอย่างเย็นชา
เมียโดนแซว ใครจะไปทนได้
ทหารพวกนั้นเห็นหน้าเขาชัดๆ ก็ชะงักไปเหมือนกัน "เชี่ย นี่มันไอ้ตัวภาระที่ไอ้บ้านั่นพามาไม่ใช่เหรอ? ซวยชะมัด ไปๆๆ!"
เหอไซยืนอึ้ง
ไอ้บ้าที่พวกนี้พูดถึง ชัดเจนว่าหมายถึงลู่ปู้เอ้อร์
ส่วนเขา กลายเป็นตัวภาระ
หลังจากเงียบไปนาน จู่ๆ เหอไซก็ถามขึ้นว่า "พี่ลู่ล่ะ?"
แอนนีพูดเสียงเบาว่า "ออกไปทำภารกิจแล้ว ก่อนไปเขาฝากฉันดูแลน้องสาวเขา แล้วก็ฝากบอกคุณว่า... ไม่ว่าจะไปเป็นช่างกลที่องค์กรโนอาห์หรือไม่ เขาเคารพการตัดสินใจของคุณ ขอแค่คุณมีความสุขก็พอแล้ว"
เหอไซได้ยินดังนั้น ก็ทรุดลงไปนั่งกุมหัวเงียบๆ
ดูท่าเขาจะไร้ประโยชน์เกินไปแล้วจริงๆ
พี่ลู่ที่เป็นคนป่วย กลับต้องเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายทั้งวัน
กลางวันออกไปช่วยทำคดี กลางคืนยังต้องออกไปทำภารกิจอีก
ทั้งที่เป็นคนรุ่นราวคราวเดียวกัน สิ่งที่พี่ลู่ต้องแบกรับกลับมากกว่าเขาเยอะมาก
หลังจากมาที่โลกใหม่ เหอไซตั้งใจจะดูแลเขาแท้ๆ
ไม่นึกว่าจะกลายเป็นแบบนี้
เจ็บใจไหม?
แน่นอนว่าเจ็บใจ
"แม่มันเอ๊ย จดหมายอยู่ไหน?"
เหอไซกัดฟัน พูดอย่างดุดันว่า "โดนระเบิดตายก็ให้มันตายไปสิวะ ฉันจะไปหาไอ้ตัวประหลาดเพื่อเป็นช่างกล! ฉันจะตีบวกอุปกรณ์ให้พี่ลู่! จะออกของให้ครบหกชิ้นเลย!"
พูดยังไม่ทันขาดคำ กองขยะก็ถูกเปิดออกกะทันหัน
เหอไซสะดุ้งโหยง เชี่ยเอ้ย มีพวกชอบซุ่ม!
อาร์ชบิชอปไรเนอร์หน้าตาเปรอะเปื้อน ตัวเหม็นเหมือนอสูรกาย หัวเราะร่า "ฮ่าๆ นักเรียนที่น่ารักของฉัน อาจารย์อยู่นี่ไง! รอประโยคนี้อยู่นานแล้ว!"
"เชี่ย ไหนบอกว่ามหาปุโรหิตเรียกตัวไง?"
"เรียกบ้าอะไรล่ะ ถ้าไม่พาเธอไปด้วยใครก็อย่าหวังว่าจะไล่ฉันไปได้!"
"งั้นคุณก็ซุ่มอยู่ในกองขยะเนี่ยนะ?"
"ไม่งั้นจะทำให้เธอตายใจได้ยังไงล่ะ เจี๊ยกๆๆ!"
อาร์ชบิชอปไรเนอร์เต้นแร้งเต้นกา เหล่าช่างกลกรูออกมาจากมุมมืด พวกเขาร้องรำทำเพลงเต้นกันตรงนั้น เหมือนคนบ้าที่หลุดออกมาจากโรงพยาบาลจิตเวชกลุ่มหนึ่ง
แต่คนบ้ากลุ่มนี้ดันมีสถานะสูงส่งซะด้วย
ความแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว ทำให้คนรับไม่ได้ไปชั่วขณะ
เหอไซมองรอยยิ้มเจ้าเล่ห์เหมือนหนูของเจ้านี่ รู้สึกว่าชีวิตมันช่างพังทลาย
เมื่อก่อนเขาเคยเห็นแต่รูปพังพอนในเน็ต
แต่ในชีวิตจริงไม่เคยเห็นว่าหน้าตามันเป็นยังไงกันแน่
และวันนี้ เขาได้เห็นแล้ว
• · เฮลิคอปเตอร์คำรามก้องอยู่บนลานจอด ใบพัดหมุนวนพัดพาลมหนาว
หนาวฉิบหาย!
ลู่ปู้เอ้อร์เดินฝ่าลมแรง รู้สึกเหมือนหัวจะปลิวไปตามลม โชคดีที่ใส่แว่นมองกลางคืนเลยยังลืมตาได้ ตรงหน้ามองเห็นนายทหารหญิงรูปร่างสูงโปร่งเย้ายวน
"มานี่"
หยวนฉิงเห็นเขาตัวสั่นงันงก ก็กระดิกนิ้วเรียก
พันตรีสาวผู้นี้ท่ามกลางอากาศหนาวเหน็บขนาดนี้ กลับสวมแค่ชุดทหารสีเขียวเข้มรัดรูป คอเสื้อที่เปิดกว้างเผยให้เห็นสายเสื้อกล้ามและผิวขาวเนียนละเอียด เข็มขัดที่เหน็บกริชรัดเอวคอดกิ่ว ขาเรียวยาวคู่หนึ่งถูกกางเกงห่อหุ้มไว้ก็ยังดูโดดเด่นสะดุดตา
เธอไม่ได้พกอะไรมาเลย นอกจากแบกคันธนูเหล็กขนาดมหึมาไว้บนหลัง
พอลู่ปู้เอ้อร์เข้าไปใกล้เธอ ก็สัมผัสได้ถึงไออุ่น
ราวกับได้พิงเตาผิงคลายหนาว สบายตัวชะมัด
นอกจากนี้ยังได้กลิ่นหอมอุ่นๆ
"อุ่นไหม?"
หยวนฉิงยกยิ้มมุมปาก
"นี่คือข้อดีของธาตุไฟเหรอครับ?"
ลู่ปู้เอ้อร์ทอดถอนใจ "น่าอิจฉาจริงๆ"
"ธาตุไฟก็นับเป็นสายปรากฏการณ์ฟ้า ถือว่าหายากพอสมควร"
หยวนฉิงกอดอก หรี่ตาลง "แถมธาตุไฟยังประยุกต์ใช้ได้หลากหลาย ไม่เพียงแต่ต่อสู้ได้ ยังสามารถเอาชนะเงื่อนไขเลวร้ายต่างๆ ได้ แน่นอนว่าสิ่งที่ต้องแลกของธาตุไฟก็คืออารมณ์ร้อนง่าย อาจทำให้ระบบต่อมไร้ท่อผิดปกติอะไรเทือกนั้น... ถึงขั้นมีคนใส่ร้ายว่าพวกเราผู้วิวัฒนาการแก่นพลังชีวิตธาตุไฟไอคิวต่ำ พูดจาเหลวไหลสิ้นดี"
ลู่ปู้เอ้อร์ชะงัก "ผู้การหลงเชวี่ยก็ธาตุไฟ ทำไมไม่มีใครว่าเขาไอคิวต่ำล่ะ?"
หยวนฉิงก็ชะงัก แล้วมองเขาด้วยสายตาเย็นชา
ลู่ปู้เอ้อร์หนังหัวลุกซู่ รีบแก้ต่าง "เพราะเขาใจดำ อำมหิต ลึกล้ำ!"
หยวนฉิงพยักหน้าเบาๆ "อืม ยังไงพวกเราก็จิตใจดีงาม"
พูดจบ เธอก็อ้อมไปข้างหลังเด็กหนุ่ม เปิดกระเป๋าเดินทางของเขาออก
"ทำอะไรน่ะครับ?"
"อยู่นิ่งๆ"
หยวนฉิงยัดเสบียงทหารและพวกเครื่องประทินโฉมที่อยู่ในห้องโดยสารใส่เข้าไปรวดเดียว "เวลาออกนอกบ้านฉันไม่ชอบสะพายเป้ ของพวกนี้เธอรับผิดชอบ ถือซะว่าเป็นค่าตอบแทนที่ฉันพาเธอเข้ามา"
ลู่ปู้เอ้อร์รู้สึกชัดเจนว่ากระเป๋าหนักขึ้นเยอะ
"คุณออกไปทำภารกิจยังต้องพกเครื่องประทินโฉมด้วยเหรอครับ?"
เขาตาค้าง
"แน่นอน ฉันเป็นผู้หญิงนะ ถึงจะเป็นทหารก็ต้องดูแลตัวเอง!"
หยวนฉิงทำเสียงฮึดฮัด "ระวังหน่อยนะ เครื่องประทินโฉมของฉันแพงมาก!"
ลู่ปู้เอ้อร์เคยอ่านบทความหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว
ประมาณว่า ผู้หญิงยอมฝากของติดตัวไว้ที่คุณมีอยู่สองความเป็นไปได้
ถ้าไม่ใช่เพราะสนิทใจและไว้ใจคุณ
ก็คือเห็นคุณเป็นไอ้หน้าโง่ไว้ใช้งาน
สมัยก่อนตอนเหอไซจีบสาวก็แบบนี้แหละ ทุกครั้งที่ไปงานคอสเพลย์ฝ่ายหญิงก็นัดเขาไปด้วย เอาพวกของจุกจิกหนักๆ ฝากเขาถือ เสร็จงานไปกินข้าวกันก็ไม่ชวนเขา
รอจนฝ่ายหญิงเปิดตัวแฟน เหอไซถึงได้รู้ตัวว่าโดนหลอกใช้
ผู้หญิงที่เติบโตมาในโลกใหม่นี้ คงไม่เป็นแบบนั้นหรอกมั้ง?
ทันใดนั้น นายทหารชั้นสัญญาบัตรคนอื่นๆ รวมถึงไป๋มู่ก็ทยอยมาถึง รวมถึงสิบตรีที่พวกเขาพามาด้วย ทุกคนยืนตัวสั่นงันงกอยู่ท่ามกลางลมหนาว
ลู่ปู้เอ้อร์รู้จักแค่ไม่กี่คนในกลุ่มนี้
อย่างเช่นไอ้หน้าบากที่มุ่งมั่นจะกำจัดอสูรกายให้หมดไปจากโลก หรือชายแขนเดียวที่จะแก้แค้นให้น้องสาว และฝรั่งที่เมียถูกมังกรดินกิน สรุปคือล้วนเป็นพวกโหดๆ ในหมู่ทหารธรรมดา จุดร่วมคือต่างก็เหม็นขี้หน้าไป๋มู่กับลูเธอร์
ต้องบอกเลยว่า หยวนฉิงเลือกคนเก่งมาก
"ในเมื่อคนมาครบแล้ว งั้นจะขอประกาศภารกิจอย่างเป็นทางการ"
หยวนฉิงดีดนิ้ว โดรนฉายภาพอสูรกายขึ้นมาท่ามกลางความมืด
วินาทีที่ลู่ปู้เอ้อร์เห็นเจ้านั่น แววตาก็ลุกโชนขึ้นมา
อสูรกายเท่ระเบิด!
(จบแล้ว)