- หน้าแรก
- จุดบรรจบแห่งแดนศักดิ์สิทธิ์
- บทที่ 42 - สิ่งที่งดงาม
บทที่ 42 - สิ่งที่งดงาม
บทที่ 42 - สิ่งที่งดงาม
บทที่ 42 - สิ่งที่งดงาม
โดรนส่งเสียงสังเคราะห์แบบเครื่องจักรที่เย็นชาดังขึ้น "เรียนสิบตรีลู่ปู้เอ้อร์ ขณะนี้คุณได้เข้าร่วมลำดับปฏิบัติการสำรวจเรียบร้อยแล้ว คุณมีเวลาเตรียมตัวสี่ชั่วโมง! เสบียงและอุปกรณ์เตรียมพร้อมรบได้ถูกจัดส่งแล้ว โปรดตรวจสอบ! อีกสี่ชั่วโมง ให้ไปรวมพลที่ลานจอดเฮลิคอปเตอร์หมายเลขหก!"
หลังจากลู่ปู้เอ้อร์ได้เลื่อนยศ แม้แต่ระบบยุทโธปกรณ์ก็ยังสุภาพกับเขาขึ้นเยอะ เขาหิ้วเสบียงที่แลกมาจากคลังพลาธิการ เดินเอื่อยเฉื่อยกลับมาที่ค่ายพักแนวหน้า
ภาพที่ปรากฏแก่สายตา คือสนามรบที่น่าสยดสยอง
บนทุ่งร้างอันมืดมิด มองเห็นม่านแสงศักดิ์สิทธิ์ขนาดมหึมา
อสูรกายนับไม่ถ้วนดุจกระแสน้ำถูกสกัดกั้นอยู่นอกม่านแสง ร่างกายที่เน่าเปื่อยแต่ละร่างรวมตัวกัน ทำให้คนนึกถึงแต่ภูตผีปีศาจในขุมนรก
ช่างน่ากลัวจริงๆ
ทหารที่บาดเจ็บจากแนวหน้าส่วนใหญ่ถูกหามไปที่ห้องพยาบาล ดังนั้นก่อนหน้านี้ถึงไม่มีนักบวชมารรักษาเขา สถานการณ์แบบนี้ระบบการแพทย์คงทำงานเกินขีดจำกัด ก็พอจะเข้าใจได้
และบนป้อมปืนสูงตระหง่าน ปืนใหญ่ล้างเมืองที่ตั้งอยู่บนกำแพงสูงยังคงมีควันพวยพุ่ง
ควันดำโขมง แว่วเสียงกรีดร้องด้วยความหวาดกลัวดังมาให้ได้ยิน
มีคนกลิ้งหลุนๆ ออกมาจากฝุ่นควัน
ราวกับมีสัตว์ร้ายไล่ตามหลังมา
ลู่ปู้เอ้อร์ชะงัก รู้สึกว่าหมอนั่นดูคุ้นตานิดหน่อย
แต่พอเห็นใบหน้าดำเมี่ยมเหมือนถ่านที่ถูกฝุ่นเกาะ ก็ไม่ค่อยกล้าทัก
"พี่ลู่ช่วยด้วย!"
หมอนั่นเหมือนเห็นระฆังช่วยชีวิต ร้องไห้โฮอย่างหมดสภาพ
ลู่ปู้เอ้อร์ตกใจ แต่พอเห็นสิ่งที่ไล่ตามหลังเขามา
ระบุไม่ได้เลยว่าอีกฝ่ายเป็นสิ่งมีชีวิตประเภทไหน เห็นแค่ว่ามันสวมชุดสีแดงคลานสี่ขา วิ่งไล่ตามมาบนพื้นด้วยความเร็วสูง ส่งเสียงหัวเราะแปลกๆ ดังเจี๊ยกๆ เป็นระยะ ตะโกนเรียกสุดเสียงว่า "นักเรียนคนเก่งของฉัน อย่าหนีสิ! ฉันคืออาจารย์ของเธอไง! รีบหยุด ให้อาจารย์ดูเธอชัดๆ หน่อย! เธอคือความหวังขององค์กรโนอาห์! ห้ามหนี! กลับมา!"
กลุ่มช่างกลวิ่งไล่ตามมาข้างหลังราวกับซอมบี้ น้ำลายไหลย้อย
"เชี่ย มีอสูรกาย!"
"อสูรกายที่ไหน นั่นมันอาร์ชบิชอปไรเนอร์!"
"อะไรนะ? ท่านผู้เฒ่าเป็นอะไรไปแล้ว?"
"น่าจะบ้าไปแล้วมั้ง องค์กรโนอาห์ไม่เคยมีคนปกติอยู่แล้ว"
ลู่ปู้เอ้อร์มองภาพนี้อย่างงุนงง ไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่
เหอไซเห็นเขาเป็นเสาหลัก วิ่งวนรอบตัวเขาหนีตาย
อาร์ชบิชอปไรเนอร์ไล่ตามอยู่ข้างหลังอย่างบ้าคลั่ง
"พี่ลู่ รีบช่วยฉันจัดการตาแก่นี่ที! เรายังเป็นพี่น้องกันอยู่ไหม?"
"ไอ้หนู รีบช่วยฉันจับเจ้าเด็กบื้อนี่ที ข้ามีรางวัลให้อย่างงาม!"
เพิ่งไม่เจอกันแค่วันเดียว มันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นเนี่ย?
ขณะที่ลู่ปู้เอ้อร์กำลังสับสน ช่างกลที่ตามมาข้างหลังก็อธิบายต้นสายปลายเหตุ
สิ่งที่เรียกว่าปืนใหญ่ล้างเมือง คืออาวุธรูปแบบใหม่ที่องค์กรโนอาห์สร้างขึ้น พวกเขานำพลังเหนือธรรมชาติมาประยุกต์ใช้กับเทคโนโลยีสมัยใหม่ จนสร้างอาวุธขั้นสุดยอดที่เรียกว่าศาสตราเล่นแร่แปรธาตุขึ้นมาได้ ซึ่งสามารถสร้างความเสียหายวงกว้างให้กับอสูรกาย ลดความถี่ในการต่อสู้ระยะประชิดของเหล่าทหาร
แต่ทว่าการใช้อาวุธชนิดนี้ จำเป็นต้องให้ผู้วิวัฒนาการอัดพลังงานชีวิตเข้าไป
นั่นก็คือต้องใช้พลปืนในการควบคุมด้วยมือ
แต่เนื่องจากเทคโนโลยียังไม่ถึงขั้น จึงทำให้ปืนใหญ่ล้างเมืองระเบิด
สาเหตุหลักก็เพราะเมทริกซ์เล่นแร่แปรธาตุของปืนใหญ่ล้างเมืองไม่มีคุณสมบัติครอบคลุมทั่วไป และคุณสมบัติแฝงของทหารแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน ส่งผลให้เกิดความขัดข้องคล้ายกับวงจรไฟฟ้าลัดวงจรโดยตรง
บึ้ม กลายเป็นโกโก้ครั้นช์
"อาวุธของพวกคุณระเบิด แล้วมันเกี่ยวอะไรกับฉัน!"
"ถ้าเธอเข้าร่วมมันก็จะไม่ระเบิดแล้ว! ถึงฉันจะนับว่าเป็นผู้วิวัฒนาการไร้ธาตุกึ่งหนึ่ง แต่สุดท้ายก็ยังมีธาตุตกค้างอยู่บ้าง ไม่ใช่ไร้ธาตุบริสุทธิ์ แต่เธอไม่เหมือนกัน ดูปุ๊บก็รู้ว่าธาตุของเธอสะอาดมาก รีบมาให้อาจารย์วัดความบริสุทธิ์ของเธอหน่อย!"
"ไม่ ฉันขอปฏิเสธ!"
"เธอคือผู้วิวัฒนาการไร้ธาตุที่หายาก! การเป็นทหารเกณฑ์ไม่ใช่ทางของเธอ การติดตามฉันต่างหากถึงจะแสดงคุณค่าของเธอออกมาได้! เธอถูกกำหนดมาให้เป็นช่างกลผู้ยิ่งใหญ่ เลือดเนื้อของเธอจะถูกจารึกลงบนเครื่องจักร เหมือนกับการมอบวิญญาณให้กับพวกมัน พวกมันคำราม พวกมันกู่ก้อง พวกมันโห่ร้อง! พวกมันเปรียบเสมือนลูกๆ ของเธอ ที่จะเดินทางไปทั่วทุกมุมโลก!"
ตาแก่เสียสตินี่ พอพรรณนาถึงงานของช่างกล ก็ดูโรแมนติกขึ้นมาเฉยเลย
ดูท่าจะเป็นคนที่รักในอาชีพนี้จริงๆ
แต่เหอไซไม่ซาบซึ้งด้วยเลยสักนิด ร้องห่มร้องไห้หนีหัวซุกหัวซุน
ลู่ปู้เอ้อร์พอจะเข้าใจแล้ว
เหอไซไม่รู้ทำไมถึงถูกจับไปเป็นพลปืน
โชคดีที่ไม่บาดเจ็บและไม่โดนระเบิดตาย แค่ขวัญเสียเฉยๆ
ส่วนอาร์ชบิชอปไรเนอร์ดันมาเจออัจฉริยะทางด้านช่างกลเข้า ก็เลยเสียสติไปเลย
"เชิญเล่นกันตามสบาย ผมขอตัวไปทำงานก่อน"
ลู่ปู้เอ้อร์ขำ
ยังไงซะสถานการณ์แนวหน้าก็ตึงเครียด แม้แต่ผู้มีพรสวรรค์ระดับสูงก็มีโอกาสตายได้ตลอดเวลา บวกกับภัยคุกคามที่น่ากลัวจากห่วงโซ่วิวัฒนาการรังมารกำเนิด ไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น
รวมถึงตัวเขาเองด้วย ก็ทำได้แค่หาทางแข็งแกร่งขึ้น แล้วเอาชีวิตรอดให้ได้
เวลานี้ถ้าเหอไซออกจากแนวหน้าได้ ก็นับว่าเป็นเรื่องดี
องค์กรโนอาห์แม้จะดูไม่ค่อยน่าเชื่อถือ แต่สถานะและตำแหน่งของพวกเขาก็สูงมาก ขอแค่เหอไซเกาะขานี้ไว้แน่น ครึ่งชีวิตหลังก็ไม่ต้องกังวลแล้ว
ยังไงซะก็เป็นอัจฉริยะในปากขององค์กรโนอาห์นี่นา
ที่หน้าประตูเต็นท์ แอนนียืนมองภาพนี้ด้วยความกระอักกระอ่วน ทำตัวไม่ถูก
"ไม่ต้องไปสนใจหรอก วิ่งจนเหนื่อยเดี๋ยวก็มีคนยอมถอยเองแหละ"
ลู่ปู้เอ้อร์เห็นผู้หญิงคนนี้ ก็สั่งกำชับไปประโยคหนึ่ง "ฝากบอกเขาด้วย ให้เขาศึกษาให้ดีก่อนค่อยตัดสินใจอย่างรอบคอบ แต่ไม่ว่าเขาจะเลือกยังไง ผมก็เคารพการตัดสินใจของเขา"
แอนนีชะงัก รับคำเสียงเบา แล้วลดเสียงลงต่ำ "รบกวนคุณกลับไปดูแม่หนูน้อยซือเสียนหน่อยเถอะค่ะ วันนี้เธอ... ดูเหมือนจะผิดปกติหน่อยๆ"
ลู่ปู้เอ้อร์ตกใจ วันนี้อุตส่าห์สืบจนเจอเบาะแสของลัทธิกินศพแล้ว แต่ก็ยังไม่รู้แน่ชัดว่าเด็กสาวคนนั้นมีที่มาที่ไปอย่างไรกันแน่
ไม่นึกว่าเธอจะมีปัญหาขึ้นมาอีกเร็วขนาดนี้
• · ในเต็นท์ที่มืดสลัวไม่มีการจุดไฟ แว่วเสียงกุกกักดังขึ้นลางๆ
ลู่ปู้เอ้อร์อาศัยแสงสลัวจากนอกหน้าต่าง มองเห็นเด็กสาวร่างบอบบางขดตัวอยู่ที่มุมเตียง ดูเหมือนกำลังใช้ถ่านไม้ในมือ ขีดเขียนอะไรบางอย่างลงบนกระดานเตียงอย่างสุดชีวิต
เธอจดจ่อมากเสียจนไม่รู้ตัวว่ามีคนเข้ามา
ลู่ปู้เอ้อร์เลือกที่จะไม่รบกวนเธอ แต่จุดไฟแช็กขึ้นมาแทน
แสงสว่างส่องกระทบกระดานเตียง เขาถึงกับตะลึงงัน
เพราะบนกระดานเตียงเต็มไปด้วยภาพวาดจากถ่านไม้ ภูเขาศักดิ์สิทธิ์อันมืดมิดและชุ่มโชก ยื่นงอกออกไปสู่ท้องฟ้าราวกับเขาปีศาจ สสารสีดำนับหมื่นนับพันเส้นแผ่ขยายลงมาราวกับเส้นเลือด สุดท้ายก็ร่างเป็นรูปทรงโทเท็มที่น่าสยดสยอง ดูเหมือนดอกบัวรูปร่างพิกลพิการ
ใต้ภูเขาศักดิ์สิทธิ์คือเหล่าภูตผีปีศาจที่น่ากลัว เส้นสายที่เธอใช้นั้นเรียบง่ายมาก เพียงไม่กี่ขีดก็สามารถวาดความสยองขวัญที่เป็นนามธรรมออกมาได้ สีดำที่ระบายลงไปดูเหมือนปีศาจกำลังกรีดร้อง
ร่องรอยของปีศาจเหล่านี้ แท้จริงแล้วก็คือเถาวัลย์ของดอกบัว!
ตอนที่ลู่ซือเสียนวาดรูป เธอจดจ่อและจริงจังมาก
ไม่สิ จะเรียกว่าจริงจังก็ไม่ถูก ต้องเรียกว่าบ้าคลั่งมากกว่า
ปากของเธอยังคงพึมพำอะไรบางอย่าง ราวกับถูกผีเข้า
"ซาทา อาบาลูยา... ซาทา อาบาลูยา..."
ลู่ปู้เอ้อร์หนังหัวลุกซู่ เรื่องที่แม่หนูน้อยคนนี้ละเมอเดินไปที่โกดังตอนนั้นก็สยองพอแล้ว สภาพแบบนั้นเห็นได้ชัดว่าควบคุมไม่ได้ ไม่รู้เลยว่าจะกำเริบเมื่อไหร่ และจะทำพฤติกรรมประหลาดๆ อะไรออกมาอีก
จนกระทั่งวินาทีนี้ เธอกล้าตะโกนสโลแกนของสาวกลัทธิกินศพออกมา!
จริงด้วย การคาดเดาของลู่ปู้เอ้อร์ไม่ผิด
ลู่ซือเสียนมีความเกี่ยวข้องกับลัทธิกินศพจริงๆ
ถ้าไม่ใช่เพราะความแตกต่างทางเพศ ลู่ปู้เอ้อร์คงอยากจะดูว่าร่างกายของเธอเน่าเปื่อยหรือเปล่า
แน่นอน สสารมืดบนมือของเขาไม่เต้นตุบๆ
ความเป็นไปได้สูงที่จะพิสูจน์ว่า เด็กสาวคนนี้สะอาด
"ลู่ซือเสียน? ลู่ซือเสียน?"
ลู่ปู้เอ้อร์จำต้องขัดจังหวะเธอ
ลู่ซือเสียนหันหน้ากลับมา แววตาว่างเปล่าจ้องมองเขาเขม็ง
"ทำไมเธอถึงวาดของพวกนี้?"
"ฝันร้าย"
"ทำไมถึงต้องจดบันทึกสิ่งที่อยู่ในฝันร้ายด้วย?"
"เพราะกลัว"
"วาดออกมาแล้วจะไม่กลัวเหรอ?"
"แม่เคยสอนวาดรูป วาดรูปช่วยให้ใจสงบ"
"สโลแกนที่เธอตะโกนหมายความว่ายังไง?"
"ไม่ใช่สโลแกน"
"แล้วมันคืออะไร?"
"ศรัทธาอมตะ"
ลู่ซือเสียนยกนิ้วเรียวยาวขึ้น ชี้ไปที่ภาพวาดบนกระดานเตียง
ลู่ปู้เอ้อร์หันไปมอง สิ่งที่เห็นคือโทเท็มของรังมารกำเนิด
วินาทีนี้ เขาถึงได้เข้าใจว่าสิ่งที่พวกสาวกลัทธิกินศพตะโกนนั้นคืออะไร
ศรัทธาอมตะ!
หมายถึงรังมารกำเนิดงั้นเหรอ?
เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ลุกขึ้นจดบันทึกภาพวาดบนกระดานเตียงลงในสมุดเล่มเล็ก แล้วใช้ผ้าขี้ริ้วเปียกเช็ดร่องรอยทั้งหมดบนเตียงออก ห้ามให้ใครข้างนอกเห็นเด็ดขาด
ไม่นึกเลยว่าพอลู่ซือเสียนไม่ได้วาดรูปแล้ว ก็เริ่มตัวสั่นงันงก ราวกับเห็นสิ่งที่น่ากลัวบางอย่าง ใช้ทั้งมือทั้งเท้าถดตัวถอยหลังไปบนเตียงอย่างบ้าคลั่ง
ลู่ปู้เอ้อร์ตกใจ รีบคว้ามือเธอไว้
แต่ใครจะนึกว่าเธอจะเหมือนแมวที่ตื่นตระหนก ข่วนข้อมือเขาจนเป็นแผล
ลู่ปู้เอ้อร์มองเลือดที่ไหลซึมออกมาจากข้อมือ รูม่านตาหดเกร็งเล็กน้อย
แรงที่แม่หนูน้อยคนนี้ระเบิดออกมา แข็งแกร่งมากจริงๆ
มิน่าล่ะตอนนั้นถึงฆ่าคนงานในโกดังได้ในทีเดียว
ลู่ซือเสียนขดตัวอยู่ที่มุมกำแพงด้วยความหวาดกลัว ซุกใบหน้าลงในวงแขน
ลู่ปู้เอ้อร์มองภาพนี้ ก็เหมือนเห็นตัวเองในสมัยก่อน
เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ท้ายที่สุดก็ส่งกระดาษกับปากกาให้เธอ พูดเสียงเบาว่า "ก็ได้ ให้เธอวาด แต่อย่าวาดของที่น่ากลัวแบบนี้อีกได้ไหม? ของในฝันร้ายก็ปล่อยให้มันตายไปซะ เธอวาดสิ่งที่งดงามหน่อยได้ไหม"
ลู่ซือเสียนรับกระดาษปากกาไป สองมือยังคงสั่นเทา ริมฝีปากขยับเบาๆ
"ไม่มีสิ่งที่งดงาม ไม่มีสิ่งที่งดงาม..."
ลู่ปู้เอ้อร์ส่ายหน้า ยื่นแขนออกไปกอดเธอ ถอนหายใจ "จะไม่มีสิ่งที่งดงามได้ยังไง? ความจริงเมื่อก่อนพี่ก็เป็นคนป่วย เป็นโรคร้ายแรงที่รักษาไม่หาย แต่สิ่งที่ค้ำจุนให้พี่มีชีวิตอยู่ต่อ ก็คือสิ่งที่งดงามเหล่านั้นนั่นแหละ อย่างเช่นบ้านของเธอในตอนเด็ก พ่อแม่ของเธอ เสียงจักจั่นและแสงดาวในฤดูร้อน แสงแดดและหิมะในฤดูหนาว ไอติมแท่งละห้าสิบสตางค์หน้าบ้านพี่ตอนเด็กๆ แล้วก็เพื่อนๆ ที่เตะฟุตบอลด้วยกันในลานบ้าน"
"ถึงแม้ของพวกนั้นจะไม่อยู่แล้ว แต่เพราะเธอสูญเสียมันไป มันถึงได้ดูงดงามเป็นพิเศษใช่ไหมล่ะ? แถมสักวันหนึ่ง เธอจะตามหาพวกมันกลับมาได้"
ความจริงลู่ปู้เอ้อร์ปลอบเด็กไม่ค่อยเป็น ที่พูดออกมาก็เป็นคำโกหกที่ตัวเองยังไม่เชื่อเลย
แต่ทว่าลู่ซือเสียนกลับสงบลงจริงๆ ไม่แสดงท่าทีตื่นตระหนกขนาดนั้นอีกแล้ว แต่เงยหน้าขึ้นเงียบๆ วาดเส้นสายไม่กี่ขีดลงบนกระดาษ
ดวงอาทิตย์ ทุ่งราบ เทือกเขา
แม่น้ำและกระท่อมไม้ แปลงหญ้าและรั้ว ฝูงแกะและสุนัขต้อนแกะ
และตุ๊กตาตัวน้อยสามตัวที่จูงมือกัน
ลู่ปู้เอ้อร์เห็นภาพนี้ ก็รู้สึกปลื้มปริ่มใจขึ้นมา
ในใจของแม่หนูน้อยก็ยังมีสิ่งที่งดงามอยู่จริงๆ ด้วย
แต่ทว่าวินาทีถัดมา จู่ๆ เขาก็ตระหนักได้ถึงอะไรบางอย่าง
นี่ชัดเจนว่าไม่ใช่สิ่งที่จะปรากฏในตัวเมือง
ด้วยสถานะและตำแหน่งของลู่ซือเสียน ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะออกจากเมืองหลินไห่
แล้วเธอไปเห็นของพวกนี้มาจากที่ไหน?
คงไม่ใช่ฝันร้ายอีกหรอกนะ
"ที่นี่ที่ไหน?"
ลู่ปู้เอ้อร์ลูบหัวเด็กสาว ถามเสียงเบา
ลู่ซือเสียนขดตัวอยู่ในอ้อมอกของเขาเงียบๆ น้ำเสียงทุ้มต่ำ
"บ้าน"
(จบแล้ว)