- หน้าแรก
- จุดบรรจบแห่งแดนศักดิ์สิทธิ์
- บทที่ 33 - การร่วมมือสืบคดีครั้งแรก
บทที่ 33 - การร่วมมือสืบคดีครั้งแรก
บทที่ 33 - การร่วมมือสืบคดีครั้งแรก
บทที่ 33 - การร่วมมือสืบคดีครั้งแรก
บนชั้นดาดฟ้าของสำนักงานกำกับดูแลความผิดปกติ หลงเชวี่ยโยนแฟ้มเอกสารลงบนโต๊ะ ลมพัดผมสีขาวของเขาปลิวไสว เขาพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉยว่า "จากการตรวจสอบสมุดบันทึกการจับกุมของชิงมู่ เราพบข้อมูลทั้งหมดของ จอห์น มัวร์ บันทึกคดีฆาตกรรมประติมากรรมมนุษย์เขตตะวันออกก็เจอแล้ว แต่ตอนนั้นคนที่ถูกจับกลับไม่ใช่เขา แต่เป็นแพะรับบาป"
"แม้แต่ในโลกอีกห้าร้อยปีข้างหน้า เรื่องแบบนี้ก็มีให้เห็นไม่น้อย ตุลาการจำนวนมากทนแรงกดดันจากเบื้องบนไม่ไหว ในเมื่อปิดคดีไม่ได้ ก็มักจะหาแพะมารับบาปแทน"
เขาเน้นย้ำ "แต่กรณีนี้ชัดเจนว่าไม่เหมือนกัน หลังจากปิดคดีฆาตกรรมประติมากรรมมนุษย์เขตตะวันออกไปแล้ว พวกเขายังคงตามล่าตัวการจริงอยู่ จากจุดนี้เห็นได้ชัดว่ามีบางคนด้วยเหตุผลบางอย่าง ต้องการปกปิดเรื่องบางเรื่อง พยายามจะจัดการกันเองเงียบๆ"
เมืองหลินไห่เพราะอยู่ใกล้อดีตแดนแห่งการไปเกิด ดึงดูดผู้คนจากทั่วโลกมารวมตัวกันที่นี่ ดังนั้นการมีชาวต่างชาติเยอะก็ไม่ใช่เรื่องแปลก
เหมือนกับเขตเฉิงหยางเมืองเฟิงเฉิงเมื่อห้าร้อยปีก่อน ที่แทบจะโดนคนเกาหลียึดครองไปแล้ว
"สรุปคือ เรื่องราวคร่าวๆ ก็ประมาณนี้"
ชายผมขาวคนนี้สามารถรวบรวมข้อมูลได้มากมายขนาดนี้ในเวลาสั้นๆ เห็นได้ชัดว่าไม่ได้นอนทั้งคืน ขอบตาดำคล้ำ สีหน้าเหนื่อยล้าปิดไม่มิด
แน่นอน ลู่ปู้เอ้อร์ก็ไม่ได้ดีไปกว่ากัน
สองคนนี้ต่างก็มีสภาพอิดโรยเหมือนพนักงานออฟฟิศที่ทำงานหนักแบบ 996 หาความสดใสไม่ได้เลยสักนิด
แน่นอน ลู่ปู้เอ้อร์เป็นเพราะการฝึกฝนและอาการป่วย
ส่วนหลงเชวี่ยเป็นเพราะงาน
ดูออกว่าเขาเป็นคนทุ่มเทและพึ่งพาได้มาก การทำงานก็น่าจะไว้ใจได้
คนนิสัยแบบนี้ จริงๆ แล้วน่าจะสร้างความประทับใจที่ดีให้คนอื่น
ไม่รู้ทำไมคนในเมืองนี้ถึงกลัวเขาจนหัวหด
ลู่ปู้เอ้อร์ถอดชุดทหารออก เปลี่ยนเป็นเสื้อโค้ตตัวยาวกันหนาว ถามลอยๆ ว่า "แต่คุณเป็นถึงหัวหน้าสำนักงานกำกับดูแลฯ ไม่รู้เรื่องพวกนี้เลยเหรอ?"
ดามอนและโรสมารีเหลือบมองเขา อธิบายว่า "จริงๆ แล้ว... ท่านเพิ่งกลับมาได้สามเดือน มหาตุลาการคนก่อนทำเรื่องงามหน้าไว้เยอะ โดนยิงเป้าไปแล้ว"
ลู่ปู้เอ้อร์อึ้ง โหดจริง
มิน่าล่ะ ด้วยฝีมือระดับหลงเชวี่ย ลูกน้องยังกล้าก่อเรื่องแบบนี้ได้
ดูท่าคนในสำนักงานกำกับดูแลฯ ส่วนใหญ่ จะไม่ใช่คนของเขา
รากฐานอำนาจของเขาในเมืองนี้ยังไม่มั่นคง
ด้วยเหตุนี้ เขาถึงไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับการปรากฏตัวของลัทธิกินศพ
"อีกอย่าง ตอนที่พวกคุณเข้าวิหารที่สาม บาทหลวงผู้ปลุกพลังที่ทำพิธีให้พวกคุณ และตุลาการแซ่เฮยซานคนหนึ่ง หายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย เบาะแสนี้ขาดตอนไปแล้ว ตอนนี้ทำได้แค่หาเบาะแสจากความสัมพันธ์ของเฒ่าจอห์น"
หลงเชวี่ยเปิดเอกสารหน้าหนึ่ง "เฒ่าจอห์นเคยรับเลี้ยงเด็กกำพร้าหกคน สี่คนตายไปแล้ว อีกสองคนหายสาบสูญ ตามข้อมูล สองคนนี้คนหนึ่งชื่อซาช่า อีกคนชื่อบารอน เมื่อวานผมไปค้นบ้านพักของชิงมู่ เจอเบาะแสบางอย่าง ประมาณครึ่งเดือนก่อน ชิงมู่จับตัวซาช่าได้ ขังไว้ และทรมานจนได้เบาะแสที่เกี่ยวข้อง จากนั้น ชิงมู่ก็ออกไปทำภารกิจกู้ภัย"
ส่วนจุดจบของซาช่า ไม่ต้องเดาก็รู้
ตายแหงแก๋
ลู่ปู้เอ้อร์เข้าใจแล้ว "นั่นก็คือครั้งที่ชิงมู่มาเจอพวกเรา ความจริงแล้ว ชิงมู่ไปไล่ล่าเฒ่าจอห์น พวกเราแค่โชคดี บังเอิญไปเจอเข้า"
เขาชี้ไปที่คนคนหนึ่งในเอกสารแล้วพูดว่า "งั้นแสดงว่า ลูกคนสุดท้ายของเฒ่าจอห์น คือเบาะแสเดียวที่เหลืออยู่ บารอนคนนี้ อาจจะรู้อะไรบ้าง สิ่งสำคัญที่สุดตอนนี้มีสองอย่าง พวกสาวกลัทธิกินศพต้องการทำอะไรกันแน่ และคนเบื้องหลังชิงมู่กับไป๋มู่ ทำไมถึงต้องปกปิดการมีอยู่ของสาวกลัทธิกินศพกลุ่มนี้"
ดามอนและโรสมารีในฐานะรองหัวหน้ามองเด็กหนุ่มคนนี้แวบหนึ่ง
ต้องยอมรับว่า หัวไวใช้ได้
"ใช้ระบบ Big Data ค้นหาไหมคะ?"
โรสมารีเงยหน้าถาม "แต่การแจ้งเรื่องต้องใช้เวลา"
ดามอนส่ายหน้า "ท่านไม่มีเวลาขนาดนั้นแล้ว"
หลงเชวี่ยกระแอม ยกมือบอกว่า "ใช่ ผมไม่มีความอดทนรอให้พวกเบื้องบนส่งเรื่องตามขั้นตอนหรอก ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าบารอนคนนี้หนีไปกบดานที่ย่านใต้ดิน ต่อให้ใช้ Big Data ก็หาไม่เจอ... เพราะงั้น ต้องใช้วิธีพิเศษหน่อย"
พอพูดแบบนี้ โรสมารีกับดามอนก็เข้าใจทันที
"พลทหาร เรื่องที่เห็นวันนี้ ทางที่ดีอย่าพูดออกไป ถ้าคุณไปร้องเรียนเบื้องบน คุณก็จะโดนหางเลขไปด้วย เข้าใจไหม?"
ลู่ปู้เอ้อร์งงเป็นไก่ตาแตก ก็ได้ยินเสียงผนังครืดคราด
ชั้นหนังสือด้านหลังหลงเชวี่ยเลื่อนออกอัตโนมัติ เผยให้เห็นช่องลับที่ซ่อนอยู่ข้างหลัง
ทั้งหมดหกช่อง
หลงเชวี่ยหันหลัง เอื้อมมือไปแตะช่องหนึ่ง "ผมส่วนตัวคิดว่า ตราบใดที่ไม่กระทบผลประโยชน์ของผู้บริสุทธิ์ ในยามจำเป็นก็ใช้วิธีการพิเศษได้ แน่นอน วิธีการไม่มีแบ่งดีเลว เหมือนเครื่องมือไม่มีแบ่งดีชั่ว อยู่ที่ใครเป็นคนใช้"
เขาเว้นจังหวะ "และ จุดประสงค์เพื่ออะไร"
ช่องลับเปิดออก ข้างในมีกิ้งก่าตัวหนึ่งถูกเลี้ยงไว้ในขวดแก้ว!
หน้าตาเหมือนกิ้งก่าจระเข้ตาแดงเมื่อห้าร้อยปีก่อน ต่างกันตรงที่มันมีสีแดงทั้งตัว ดูโปร่งใสเหมือนหยก เป็นประกายแวววาว
สสารมืดที่ฝ่ามือลู่ปู้เอ้อร์เริ่มกระสับกระส่ายชัดเจน
ในหัวเขาก็เกิดความรู้สึกหิวโหยขึ้นมาพร้อมกัน
อสูรกาย!
กิ้งก่าตัวนั้นคืออสูรกาย!
แม่เจ้า ถ้าคนตระกูลหยวนมาเจอเข้า มีหวังโดนตระกูลหยวนสามคอมโบแน่
ลุย ฆ่า จัด!
มิน่าถึงต้องปิดเป็นความลับ
มหาตุลาการแห่งสำนักงานกำกับดูแลความผิดปกติ แอบเลี้ยงอสูรกาย
เรื่องนี้ถ้าแดงขึ้นมา มีหวังโดนส่งขึ้นศาลแน่
"กิ้งก่าเลือดตาแดง อสูรกายระดับหนึ่ง สายพันธุ์ใกล้สูญพันธุ์ อย่าเห็นว่าตัวเล็ก แต่พลังการต่อสู้สูงมาก มันมีความสามารถพิเศษอย่างหนึ่ง คือสามารถตามกลิ่นเลือดไปหาเจ้าของเลือดได้ในระยะไกล และระยะการดมกลิ่นของมัน กว้างถึงห้าสิบกว่ากิโลเมตร" ดามอนอธิบายคร่าวๆ แล้วเปิดฝาขวดแก้ว ปล่อยกิ้งก่าเลือดตาแดงออกมา
"โย่ ไม่เจอกันนาน"
โรสมารีแหย่เจ้าอสูรกายตัวน้อย แล้วเปิดขวดเลือดให้มันดม
ลู่ปู้เอ้อร์ลังเล "นี่คือ... เลือดบารอน?"
หลงเชวี่ยตอบรับ "เมืองหลินไห่ทุกคนมีสิทธิ์บริจาคเลือดเดือนละครั้ง บริจาคเลือดหนึ่งครั้ง ได้แต้มผลงานสิบแต้ม ถือเป็นสวัสดิการอย่างหนึ่ง เมื่อวานผมบุกคลังเลือดของฝ่ายการแพทย์กลางดึก โชคดี เจอพอดี"
ลู่ปู้เอ้อร์คิดในใจว่าอย่างนี้นี่เอง ทางลัดสินะ
"จะว่าไป มีเรื่องจะบอกคุณ"
หลงเชวี่ยหันกลับมา พูดเรียบๆ "เรื่องของลัทธิกินศพ ไม่ได้มีแค่พวกเราฝ่ายเดียวที่ตามสืบอยู่ แม้เรื่องนี้ โดยทฤษฎีแล้วจะอยู่ในขอบเขตความรับผิดชอบของสำนักงานกำกับดูแลฯ แต่สำนักงานบังคับคดี หากยืนยันได้ว่ามีการรวมกลุ่มของกองกำลังผิดกฎหมาย ก็มีสิทธิ์เข้าแทรกแซง"
ลู่ปู้เอ้อร์เลิกคิ้ว
"จริงๆ แล้วเมื่อวาน หัวหน้าชาร์ลส์แห่งสำนักงานบังคับคดี ก็ขอเข้าร่วมการประชุม แถมยังจะพาครูฝึกไป๋มู่ไปด้วย คุณลองตรองดูสิ ว่าเพราะอะไร"
หลงเชวี่ยจุดบุหรี่สูบ "ในแง่หนึ่ง สำนักงานบังคับคดีกับสำนักงานกำกับดูแลฯ ถือเป็นหน่วยงานคู่แข่งกัน หัวหน้าชาร์ลส์ ก็เป็นเพื่อนเก่าผม"
ลู่ปู้เอ้อร์ครุ่นคิด "หมายความว่า พวกเราต้องรีบแล้ว ถ้าคนของสำนักงานบังคับคดีเจอเบาะแสก่อน เราอาจจะคว้าน้ำเหลว คนเบื้องหลังชิงมู่ อาจจะชักใยสำนักงานบังคับคดี ให้ลบเรื่องนี้ทิ้งไปเลย"
หลงเชวี่ยสายตาฉายแววชื่นชม "ใช่ เป็นแบบนั้นแหละ สำนักงานกำกับดูแลฯ ตอนนี้ถูกผมจัดระเบียบใหม่ ถ้าหมอนั่นกล้าส่งสายลับเข้ามาอีก ผมจับได้แน่ ดังนั้น เขาเลยยื่นมือไปที่หน่วยงานที่ผมก้าวก่ายไม่ได้ เราต้องตรวจสอบลัทธิกินศพให้กระจ่าง ถึงจะรู้ว่าทำไมถึงมีคนอยากฆ่าพวกเขา และยังต้องปิดบังการมีอยู่ของพวกเขา"
ลู่ปู้เอ้อร์เข้าใจแล้ว สรุปคือต้องเร็ว
พอกิ้งก่าเลือดตาแดงได้กลิ่นเลือด ก็เริ่มกระตือรือร้นขึ้นมาทันที
ปีนป่ายไปมา ดูน่ารักดีเหมือนกัน
"งั้นต่อไป แยกย้ายกันทำงาน"
หลงเชวี่ยชูสองนิ้ว "ผมกับดามอนหนึ่งทีม คุณกับโรสมารีหนึ่งทีม พวกเราคอยระวังหลังให้ในที่ลับ แฝงตัวในฐานะอากับหลาน... อืม ผมเป็นหลาน"
ดามอนทำหน้าขรึม "ผมเป็นอา"
ลู่ปู้เอ้อร์ลังเล "แล้วพวกเรา..."
โรสมารีเชิดหน้า "พวกเราเป็นแม่ลูก ฉันเป็นแม่ นายเป็นลูก!"
ลู่ปู้เอ้อร์หางตากระตุก "ทำไมไม่เป็นพ่อลูก? ฉันเป็นพ่อ เธอเป็นลูก"
"ไอ้เด็กบ้า ฉันว่านายอยากโดนดี"
"ฉันก็ทนเธอมานานแล้ว"
"ฉันต่อให้นายหนึ่งระดับ ออกไปวัดกันหน่อยไหม?"
"เอาสิ"
ตอนนั้นเอง หลงเชวี่ยเงยหน้าขึ้น พูดหน้าตาย "บางทีผมก็อยากยิงหัวพวกคุณทิ้งซะให้หมด หุบปาก แล้วออกเดินทางเดี๋ยวนี้"
. .
บรื้นนน
โรสมารีขี่มอเตอร์ไซค์บนถนนสายยาว ทิวทัศน์สองข้างทางผ่านไปอย่างรวดเร็ว กิ้งก่าเลือดตาแดงนอนหลับปุ๋ยอยู่ในกระเป๋าเสื้อหน้าอกเธอ เห็นได้ชัดว่ายังหาเป้าหมายไม่เจอ
"ไม่ต้องมองหรอก รอวันไหนนายโดดเด่นในกองทัพได้จริงๆ นายจะพบว่านายมีอภิสิทธิ์ในเมืองนี้ คนที่แต่งตัวดูดีพวกนี้ จะเทิดทูนนายเหมือนพระเจ้า ถึงแม้... นายจะไปไล่ตบพวกเขาก็ไม่ได้ก็เถอะ"
แม่สาวคนนี้เห็นเด็กหนุ่มในกระจกมองหลังมองซ้ายมองขวาตลอดเวลา ก็ยิ้มพูดว่า "แต่ในสายตาพวกเขา นายคือฮีโร่ที่ปกป้องมนุษยชาติ ผู้หญิงที่อยากเป็นแฟนนาย ต่อคิวได้ยาวเต็มถนนสายนี้เลย แหงล่ะ ใครไม่อยากแต่งงานกับทหารเก่งๆ บ้างล่ะ? ถ้านายได้ดีก็ดีไป ถ้าอยู่ได้อีกไม่กี่ปี ก็ยังทิ้งมรดกไว้ให้ได้"
ลู่ปู้เอ้อร์ยักไหล่ ทันใดนั้นเขาเห็นรูปปั้นยักษ์สามรูปที่จัตุรัสไกลๆ ดูสูงกว่าเทพีเสรีภาพมาก แถมยังดูยิ่งใหญ่น่าเกรงขามกว่า
เพียงแต่ไม่ได้แกะสลักใบหน้าชัดเจน
"นั่นคืออะไร?"
เขาถามด้วยความสงสัย
"อ้อ รูปปั้นจอมราชันย์ศักดิ์สิทธิ์แต่ละรุ่น"
"ทำไมไม่มีหน้า?"
"เพราะไม่มีสิทธิ์เห็นใบหน้าจริงของท่าน"
"พวกเขายิ่งใหญ่มากเหรอ?"
"จอมราชันย์ศักดิ์สิทธิ์รุ่นแรกเป็นคนตะวันออก ห้าร้อยปีก่อนนำพามนุษยชาติบุกเบิกยุคใหม่ นั่นคือรากฐานระเบียบของมนุษยชาติ ท่านเป็นคนแรกที่ค้นพบวิธีใช้แก่นพลังชีวิต มอบอาวุธปกป้องตัวเองให้มนุษยชาติ กระดูกสันหลังของนาย ท่านเป็นคนมอบให้ ไม่อย่างนั้น ทุกคนก็ยังเป็นอาหารของอสูรกาย"
"ท่านไม่อยู่แล้วเหรอ?"
"สละชีพก่อนสมาพันธ์สูงสุดจะก่อตั้ง"
"รุ่นที่สองล่ะ?"
"จอมราชันย์ศักดิ์สิทธิ์รุ่นที่สองก็เป็นคนตะวันออก เป็นทรราชตัวจริงเสียงจริง ตอนนั้นโลกมนุษย์อยู่ในช่วงโกลาหลสุดขีด ท่านคิดค้นวิธีใช้วิชาจากแก่นพลังชีวิต ด้วยวิธีการที่เด็ดขาดและพลังไร้เทียมทาน กวาดล้างทั่วโลก ก่อตั้งสมาพันธ์สูงสุด วางรากฐานความมั่นคง"
"รุ่นที่สามล่ะ?"
"ฉันรู้แค่ชื่อ คอนสแตนติน"
ลู่ปู้เอ้อร์อึ้ง "เธอว่าไงนะ?"
โรสมารีตอบ "ฉันบอกว่า นอกจากชื่อ อย่างอื่นฉันไม่รู้เลย การมีอยู่ของจอมราชันย์ศักดิ์สิทธิ์ท่านนี้ดูเหมือนจะเป็นเรื่องต้องห้าม คนทั่วไปเข้าไม่ถึง"
ลู่ปู้เอ้อร์ตกใจ เด็กผู้หญิงที่บ้านเขารู้เรื่องนี้
ตอนนี้เขาเริ่มตระหนักแล้วว่ามีอะไรแปลกๆ
พฤติกรรมต่างๆ ของลู่ซือเสียนก่อนหน้านี้ พิสูจน์ว่าเธอไม่ใช่คนธรรมดาแน่นอน
"แล้วจอมราชันย์ศักดิ์สิทธิ์คนปัจจุบันคือใคร?"
ลู่ปู้เอ้อร์ถามต่อ
"ไม่มี จอมราชันย์ศักดิ์สิทธิ์ไม่ได้มีทุกยุค"
โรสมารีกลอกตา "ขาดแคลนดีกว่ามีขยะ เข้าใจไหม?"
"แล้วทำยังไงถึงจะเป็นจอมราชันย์ศักดิ์สิทธิ์ได้?"
"ง่ายมาก ขอแค่นายมีพลังอำนาจเหนือศาสนจักรและทางโลกอย่างเด็ดขาดก็พอ ในอดีต นักพัฒนารุ่นแรกของโอโรราเทคโนโลยีได้ก่อตั้งลัทธิศักดิ์สิทธิ์อาคาชาขึ้นจากพลังที่สืบทอดมาจากยุคเทพเจ้า ส่วนตระกูลมหาเศรษฐีต่างๆ ร่วมกันก่อตั้งสมาพันธ์สูงสุด เกี่ยวกับทิศทางการพัฒนาในอนาคตของมนุษยชาติ ขอแค่นายกดหัวพวกเขาได้ นายก็เป็นลูกพี่ใหญ่"
พวกเขาคุยกันไปตลอดทาง จนถึงชานเมือง
ตั้งแต่ต้นจนจบ กิ้งก่าเลือดตาแดงไม่มีปฏิกิริยาอะไรเลย
ก็ถูกแล้ว ที่ซ่อนตัวที่ดีที่สุดย่อมต้องกันดารที่สุด
จนกระทั่งเกือบบ่าย โรสมารีจอดมอเตอร์ไซค์หน้าตลาดสดชานเมืองแห่งหนึ่ง กิ้งก่าเลือดตาแดงที่หน้าอกเธอเริ่มกระสับกระส่ายชัดเจน
"เจอแล้ว?"
ลู่ปู้เอ้อร์โล่งอก "ฉันยังกลัวว่าเขาจะตายไปแล้วซะอีก"
โรสมารีกลอกตา "ใครจะไม่กลัวล่ะ?"
"ไปกันเถอะ ไปย่านใต้ดิน"
เธอยิ้ม "พาไปเปิดหูเปิดตาดูตลาดมืด"
สิ่งที่เรียกว่าย่านใต้ดิน เดิมทีสร้างไว้เพื่อหลบภัยพิบัติ เพราะเมืองหลินไห่อยู่ใกล้ว ดินแดนแห่งการไปเกิด ไม่รู้จะเกิดภัยธรรมชาติหรือภัยจากมนุษย์เมื่อไหร่ เลยสร้างหลุมหลบภัยขนาดใหญ่ไว้ใต้ดินลึกประมาณห้าสิบเมตร
ในประเทศไม่ได้มีแค่เมืองหลินไห่ พวกเมืองที่อยู่ใกล้เฉินหนงเจี้ย หรือภูเขาคุนหลุน หรือเทือกเขาต้าซิงอันหลิ่ง และยอดเขาเอเวอเรสต์ แทบจะสร้างหลุมหลบภัยใต้ดินไว้หมด
เพียงแต่จนถึงตอนนี้ยังไม่ได้ใช้เท่านั้นเอง
ต่อมาเพื่อไม่ให้พื้นที่ใต้ดินว่างเปล่า เบื้องบนก็เริ่มสร้างที่พักอาศัยและสิ่งอำนวยความสะดวกใต้ดิน เนื่องจากราคาบ้านถูกเลยดึงดูดผู้คนได้ไม่น้อย
นานวันเข้า ขนาดก็ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ
โรสมารีลงจากมอเตอร์ไซค์ ดึงกุญแจรถออก
ชายฉกรรจ์สี่คนพุ่งออกมาจากตรอกทันที
ชัดเจนว่าจะมาปล้น
โรสมารีไม่หลบ ถอดหมวกกันน็อกเฉย
ปัง ปัง ปัง ปัง!
ลู่ปู้เอ้อร์ทั้งเตะทั้งต่อย ชายฉกรรจ์สี่คนร่วงลงไปกองกับพื้นทันที
"ปล้นกลางวันแสกๆ จนตรอกขนาดนั้นเลย?"
พ่อค้าแม่ค้าข้างทางตกใจหน้าซีด ไทยมุงรีบสลายตัวไปซ่อนตัวดูสถานการณ์ แต่สายตายังจ้องเขม็งไปที่มอเตอร์ไซค์คันนั้น
"ช่วยไม่ได้ บางคนอาศัยว่าตัวเองมีศักยภาพในการวิวัฒนาการ ร่างกายแข็งแรงกว่าคนทั่วไป ก็คิดจะหาเงินทางลัด อัตราการเกิดอาชญากรรมสมัยนี้ ผู้วิวัฒนาการมีส่วนร่วมกว่าเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ ยิ่งพลังส่วนบุคคลมากเท่าไหร่ก็ยิ่งควบคุมยาก โดยเฉพาะชานเมืองแบบนี้"
โรสมารียิ้มกริ่ม "แต่จะว่าไป ฝีมือและปฏิกิริยานายไม่เลวเลยนี่ ตอนแรกนึกว่านายจะไม่ไหวซะอีก"
เธอเน้นเสียงตรงคำว่า ไม่ไหว
เพราะลู่ปู้เอ้อร์ดูขี้โรค
"ฉันไหวไม่ไหว เธอมาลองก็รู้"
ลู่ปู้เอ้อร์กลอกตา "แค่โจรขโมยรถ กระจอก คิดว่าฉันตอบสนองไม่ทันเหรอ? สมัยฉันแบกปูนที่ไซต์งานก่อสร้าง พวกนั้นขโมยแม้กระทั่งรองเท้าฉัน ชินไปนานแล้ว"
(จบแล้ว)