เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 32 - เด็กหนุ่มผู้ควบคุมสายฟ้า

บทที่ 32 - เด็กหนุ่มผู้ควบคุมสายฟ้า

บทที่ 32 - เด็กหนุ่มผู้ควบคุมสายฟ้า


บทที่ 32 - เด็กหนุ่มผู้ควบคุมสายฟ้า

เหอไซพยักหน้าหงึกๆ แต่กลับมีสีหน้าลังเล แล้วกระซิบว่า "ถึงของจะส่งมาแล้ว แต่เถ้าแก่จางเหมือนจะโดนซ้อมมา! แถมจากที่เถ้าแก่จางบอก เขาซื้อของพวกนี้ไม่ได้ใช้เงินเยอะขนาดนั้น แต่โดนคนในตลาดมืดฮุบเงินไปหมด..."

ลู่ปู้เอ้อร์ชะงัก "โกงหน้าด้านๆ เลยเหรอ? แล้วเขาไปไหนแล้ว?"

"ประมาณนั้นแหละ"

เหอไซตอบ "เพิ่งกลับไป เขาบอกว่าจะทวงคืนความยุติธรรมให้พวกเราแน่นอน"

ลู่ปู้เอ้อร์ส่ายหน้า "คนคนนี้นี่ ซื่อจริงๆ ไม่เป็นไร พรุ่งนี้ฉันได้สิทธิ์เข้าออกค่ายทหารอย่างอิสระแล้ว เดี๋ยวหาโอกาสไปกับเขาสักรอบ เอาของไปเก็บแล้วกลับเต็นท์ไปก่อน เดี๋ยวฉันจะสอนวิธีใช้สารละลายพลังงานให้นาย"

สองพี่น้องกระซิบกระซาบกันหน้าเต็นท์ครู่หนึ่ง

อาศัยจังหวะมืดค่ำ พวกเขาต่างคนต่างหอบของกลับเต็นท์ตัวเอง

ลู่ปู้เอ้อร์ผลักประตูเข้าไป ไออุ่นปะทะใบหน้า

ลู่ซือเสียนสวมชุดนอนสีขาว กำลังก่อไฟทำกับข้าวหน้าเตาผิง

"วันนี้อารมณ์ดี สองวันนี้เรากินเนื้อกัน"

ลู่ปู้เอ้อร์เห็นว่าในกล่องเสบียงรอบนี้มีเนื้อไก่ ก็ถึงเวลาต้องบำรุงเด็กคนนี้หน่อย ไม่งั้นผอมแห้งแรงน้อย หน้าซีดเหมือนผี ลุกมากลางดึกนึกว่าผีหลอก

"อื้อ"

ลู่ซือเสียนตอบรับเสียงเอื่อยเฉื่อย หันไปละลายน้ำแข็งไก่

ฝีมือทำอาหารของเด็กคนนี้ไม่เท่าไหร่ แค่ทำเมนูง่ายๆ พอได้ อาศัยเครื่องปรุงช่วย รสชาติก็พอถูไถ ต้มซุปไก่หอมฉุยออกมาได้หม้อหนึ่ง

"กินข้าวๆ กินเยอะๆ"

"อื้อ"

"ลู่ซือเสียน ทำไมเธอกินแต่ซุป?"

"หนูไม่ชอบกินเนื้อค่ะ พี่"

"มีคนไม่ชอบกินเนื้อด้วยเหรอ? ต้องกิน!"

"ไม่ หนูไม่อยากกิน"

"นี่เธอเป็นแม่ชีมาจากไหน? ไม่กินเนื้อจะโตได้ไง?"

"หนูไม่โตก็ได้..."

ลู่ปู้เอ้อร์เอามือกุมขมับ ชี้ไปที่น่องไก่ในชามเธอ "ลู่ซือเสียน เธอดูสิว่านี่คืออะไร? เนื้อไก่เหรอ? ผิด นี่คือโปรตีนเกษตร เธอกินได้!"

"โปรตีนเกษตรคืออะไรคะ?"

ลู่ซือเสียนเอาซุปไก่คลุกข้าวโซ้ยแหลก พอเงยหน้ามาก็ทำหน้างง

"..."

ลู่ปู้เอ้อร์หมดหนทาง ล้วงกล่องโลหะออกมาจากกระเป๋า ในกล่องมีชิปความทรงจำสีทองวางอยู่ พอสัมผัสก็รู้สึกชาหนึบเหมือนไฟช็อต

ไม่ผิดแน่ นี่คือชิปความทรงจำที่บันทึกสภาพอากาศพายุฝนฟ้าคะนอง

พลังแห่งแก่นพลังชีวิต อยู่ใกล้แค่เอื้อม

ลู่ปู้เอ้อร์แปะชิปแก่นพลังชีวิตไว้ที่หน้าผาก กลั้นหายใจนึกถึงจังหวะของ 'จังหวะศักดิ์สิทธิ์' ความทรงจำที่ไม่ใช่ของเขาไหลบ่าเข้ามาในสมองราวกับเขื่อนแตก กระแทกเส้นประสาททุกเส้น เสียงฟ้าร้องสนั่นหวั่นไหวดังขึ้นในห้วงลึกของสมอง ราวกับสัตว์ยักษ์คำราม

เขาเหมือนยืนอยู่กลางพายุฝนฟ้าคะนอง ทิศทางไหนก็มีแต่สายฟ้าแลบแปลบปลาบ เสียงฟ้าร้องครืนครั่นดังข้างหู ร่างกายเหมือนจะหลอมรวมไปกับสายฟ้าและพายุฝน

กริ๊ก ชิปแก่นพลังชีวิตแตกละเอียด

วินาทีนี้ เด็กหนุ่มเหม่อลอย นัยน์ตาสาดประกายสายฟ้าร้อนแรง

ตาดำของเขาเหมือนถูกสายฟ้าหลอมละลาย เหลือเพียงตาขาวที่น่ากลัว

แฝงด้วยสายฟ้าและพายุ

พลังงานชีวิตในร่างกายของเขา ก็เปลี่ยนสภาพไปในวินาทีนี้เช่นกัน

ลู่ซือเสียนตกใจ เอียงคอมองเด็กหนุ่มอย่างพินิจพิเคราะห์

เห็นเพียงลู่ปู้เอ้อร์ทั้งตัวมีกระแสไฟฟ้าสีน้ำเงินแล่นผ่านนับพันเส้น ผมเผ้าชี้ฟู สั่นกระตุกเหมือนคนโดนไฟช็อต น่ากลัวมาก

ตอนนั้นเอง ลู่ซือเสียนพบว่าผมของตัวเองลอยขึ้นเพราะไฟฟ้าสถิต ผมชี้โด่เด่บนหัวหนึ่งเส้น แกว่งไปแกว่งมา น่าหมั่นไส้

แล้วเธอก็พบว่า ชายกระโปรงชุดนอนก็เปิดขึ้นเหมือนกัน

เธอเอามือตะปบกระโปรงลงเงียบๆ แล้วนั่งเรียบร้อย

ไม่รู้ผ่านไปนานแค่ไหน สายฟ้าและพายุฝนในหัวของลู่ปู้เอ้อร์ก็สงบลง พลังงานชีวิตที่คำรามก้องในตัวก็ค่อยๆ เชื่องลง กระแสไฟฟ้าที่แล่นพล่านตามผิวหนังจางหายไป

เขาเหมือนเพิ่งตื่นจากฝันร้าย หายใจหอบอย่างหนัก

"เชรดดด โคตรน่ากลัว"

เขามองดูประกายไฟฟ้าที่ยังไม่จางหายไปจากมือ พึมพำว่า "ง่ายขนาดนี้เลยเหรอ? ชิปแก่นพลังชีวิตแพงขนาดนี้ใช้ทีเดียวหมดเลย? ฉันคุมแก่นพลังชีวิตได้แล้วเหรอ?"

ถ้าเปรียบเทียบกับนิยายกำลังภายใน

พลังงานชีวิตก็คือกำลังภายในพื้นฐาน

ส่วนแก่นพลังชีวิต ก็คือวิชาลมปราณที่ฝึกสำเร็จ

กระบวนการควบคุมแก่นพลังชีวิตสำหรับเขานั้นมหัศจรรย์เหมือนฝัน

และการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย ก็เกินความคาดหมายของเขาเช่นกัน

"สำหรับผู้วิวัฒนาการที่มีพรสวรรค์ เรื่องนี้ง่ายมากค่ะ แต่นี่เป็นแค่ก้าวแรก ต่อไปต้องใช้ชิปแก่นพลังชีวิตมากขึ้น เพื่อกระตุ้นแก่นพลังชีวิตให้แข็งแกร่งขึ้น"

ลู่ซือเสียนกะพริบตาขาวโพลน พูดจริงจัง "แก่นพลังชีวิตสายปรากฏการณ์ฟ้าส่วนใหญ่จะเป็นแบบนี้ ไม่เพียงแต่หายาก แต่ยังควบคุมยากด้วย แถมในกระบวนการควบรวมและเปลี่ยนคุณภาพ จะรู้สึกเจ็บปวดมาก"

เธอลังเลนิดหน่อย แล้วอธิบายต่อ "ถ้าพรสวรรค์ของผู้วิวัฒนาการดีมาก แก่นพลังชีวิตก็จะส่งผลกระทบต่อบุคลิกด้วยค่ะ"

ลู่ปู้เอ้อร์คิดในใจว่ามิน่าล่ะ เขาแค่ทำปฏิกิริยาเริ่มต้นระหว่างแก่นพลังชีวิตที่ซ่อนอยู่กับสภาพอากาศพายุฝนฟ้าคะนอง ก็โดนช็อตจนชาไปทั้งตัว คนทั่วไปคงทนไม่ไหว

ถ้าแก่นพลังชีวิตส่งผลต่อบุคลิก มิน่าล่ะหยวนฉิงถึงอารมณ์ร้อนขนาดนั้น

เดี๋ยวนะ!

ลู่ปู้เอ้อร์เองก็ดูเหมือนจะไม่ต่างกันเท่าไหร่

"ลู่ซือเสียน ฉันเป็นโรคคลุ้มคลั่งศักดิ์สิทธิ์อยู่แล้ว แถมยังมาฝึกแก่นพลังชีวิตสายสายฟ้าอีก เวลาสู้กัน ฉันจะยังพอมีสติไหมเนี่ย?"

ลู่ปู้เอ้อร์ถามด้วยความหวังอันริบหรี่

ลู่ซือเสียนเงียบไป

"พี่อยากฟังความจริงหรือคำโกหกคะ?"

"ความจริง"

"มีทางแก้ค่ะ"

"แต่สายตาเธอมันฟ้องว่า ไม่รอด เตรียมจองวัดได้เลย!"

"ขอโทษค่ะ"

ลู่ปู้เอ้อร์กังวลกับอนาคตตัวเอง เป็นไปได้สูงว่าวันหลังเวลาสู้กับใคร เขาคงสติแตกแน่ๆ หวังว่าจะไม่เกิดเรื่องอะไรแปลกๆ ก็พอ

มีคำกล่าวว่ายังไงนะ ถ้าขัดขืนไม่ได้ ก็จงสนุกกับมันซะ

อย่างน้อยสายปรากฏการณ์ฟ้าก็เทพ

ลู่ปู้เอ้อร์สัมผัสได้ว่า พลังงานชีวิตที่ไหลเวียนในร่างกายมีพลังแห่งสายฟ้าแฝงอยู่ นี่คือส่วนประกอบของร่างกายเขา ไม่ต้องให้ใครมาสอนวิธีควบคุม เหมือนกับการออกแรงขยับแขนขาปกติ ควบคุมได้ดั่งใจ

น่าสนใจ

นี่คือพลังแห่งแก่นพลังชีวิต

พลังเหนือธรรมชาติที่ชิงมู่กับลูเธอร์ใช้ ตอนนี้เขาใช้เป็นแล้ว

แม้กระแสไฟฟ้าที่ปล่อยออกมาจะเบาบาง แต่เขาไม่รีบ

เขามีโอกาสอีกเยอะที่จะค่อยๆ เพิ่มพลังแก่นพลังชีวิต

เห็นเพียงเขาสั่นตัว กระแสไฟฟ้าสีน้ำเงินนับพันเส้นก็พุ่งออกมาจากตัว

ในสถานะนี้ เขารู้สึกว่าพละกำลังและความเร็วเพิ่มขึ้นอย่างระเบิดระเบ้อ

กระแสไฟฟ้าสีน้ำเงินส่งเสียงเปรี๊ยะๆ

ผมและชายกระโปรงของลู่ซือเสียนลอยขึ้น

ลู่ปู้เอ้อร์รู้สึกว่าสนุกชะมัด อย่างกับได้เป็นเดอะแฟลช

เขาหยุดสั่น กระแสไฟฟ้าหายวับ

ผมและชายกระโปรงของลู่ซือเสียนตกลงมา

สั่นอีก ไฟฟ้ามาอีก

ผมและชายกระโปรงของลู่ซือเสียนลอยขึ้นอีก

"พี่คะ"

"หือ?"

"ไม่เป็นไรค่ะ พี่มีความสุขหนูก็ดีใจ..."

. .

เช้าวันต่อมา ลู่ปู้เอ้อร์ลากสังขารอันเหนื่อยล้าตื่นขึ้นมา เมื่อคืนเล่นไฟฟ้าเพลินจนสว่าง เกือบจะรีดพลังงานชีวิตจนเกลี้ยง ลืมเรื่องอาการปวดจากมะเร็งไปซะสนิท ผลคือต้องฝืนสังขารฝึกฝนจนสว่างคาตา

แม้สภาพร่างกายจะดีอยู่ แต่สภาพจิตใจเหนื่อยล้าสุดๆ

"เหอไซ! เหอไซ!"

ลู่ปู้เอ้อร์เข้าห้องน้ำกลับมาล้างหน้าแปรงฟัน แวะเคาะประตูห้องข้างๆ

ไม่มีเสียงตอบรับ ในห้องมีเสียงกรนดังสนั่น

พอๆ กับเสียงฟ้าร้องที่เขาได้ยินเมื่อคืนเลย

แอนนี่น่าสงสารจริงๆ

"วันนี้ฉันจะออกไปข้างนอก ฝากดูแลลู่ซือเสียนด้วยนะ!"

ลู่ปู้เอ้อร์ตะโกนบอก แล้วเดินออกจากค่ายทหาร

ทว่าหลังจากลู่ปู้เอ้อร์จากไป ในเต็นท์ก็มีเสียงตุ๊บ

เหอไซพิงประตูรูดลงไปกองกับพื้น ปาดน้ำตา

"ทำไมไม่บอกเขาไปล่ะ?"

แอนนี่นั่งยองๆ ข้างเขา ช่วยเช็ดน้ำตาให้

เหอไซเงียบไปนาน แล้วพูดเสียงเบา "นั่นเป็นสิ่งที่พี่ลู่เอาชีวิตเข้าแลก จริงๆ ฉันรู้หมดแหละว่าช่วงนี้พี่เขาทำอะไรไปบ้าง แต่เขาไม่บอกฉัน และไม่ให้ฉันยุ่ง เขาคงคิดว่าตัวเองอยู่ได้อีกไม่นาน เลยอยากทำอะไรให้มากที่สุดก่อนตาย"

เขาพูดอย่างท้อแท้ "แต่ฉันไม่อยากให้เขารู้ว่าฉันเป็นไอ้ขี้แพ้"

แอนนี่หันไปมองขวดสารละลายพลังงานบนโต๊ะ

เมื่อวานเหอไซหยดเลือดลงไป สารละลายนั้นนิ่งสนิท

หมายความว่า แก่นพลังชีวิตของเขา ไม่มีคุณสมบัติ

"จะปิดได้นานแค่ไหน?"

แอนนี่ถามเสียงเบา

"ไม่นานหรอก ฉันจะหาทางพิสูจน์ตัวเอง ฉันไม่อยากเป็นตัวถ่วง ฉันจะใช้วิธีของฉันช่วยพี่ลู่ ไม่ว่าจะต้องจ่ายค่าตอบแทนอะไรก็ตาม"

เสียงของเหอไซเบาลงเรื่อยๆ แต่แววตากลับมุ่งมั่นขึ้นเรื่อยๆ

เขาลุกขึ้นเปิดประตูเต็นท์ เสียงแตรสัญญาณในค่ายดังขึ้นอีกครั้ง

วันนี้เป็นวันรวมพลสี่กองทัพใหญ่ของเขตทหารหลินไห่ ในค่ายมีเพิงและเต็นท์เพิ่มขึ้นมากมาย มีทหารแปลกหน้าเดินขวักไขว่ เฮลิคอปเตอร์บินวนอยู่เหนือค่าย บนป้อมปืนมีวิศวกรเครื่องกลเต็มไปหมด เริ่มวางแนวป้องกัน

เพียงแต่ครั้งนี้ อาวุธที่นำมาวางแนวป้องกันกลับน่าตกตะลึง

เพราะมันคือปืนใหญ่ยักษ์ที่ดูเหมือนหัวมังกรดูดุร้าย!

"เร็วๆๆ รีบหนี!"

"คนขององค์กรโนอาห์มาจับคนอีกแล้ว ไม่อยากโดนระเบิดตาย!"

"แย่แล้ว อาร์ชบิชอปไรเนอร์มาแล้ว ค่ายจะระเบิดแล้ว!"

เหอไซอยากจะถามว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ทหารต่างวิ่งหนีกันจ้าละหวั่น

ไม่มีใครสนใจเขา

เขาเดินงงๆ ในค่าย ได้ยินเสียงเครื่องจักรกลดังก้องบนท้องฟ้า

"ปืนใหญ่ล้างเมืองรุ่นที่สี่ กิเลนเพลิงล้างโลก เริ่มการทดสอบ!"

เหอไซขมวดคิ้ว "อะไรวะ ชื่อโคตรเบียว?"

เมื่อสิ่งที่เรียกว่าปืนใหญ่ล้างเมืองถูกแขวนขึ้นบนป้อมปืน เหล่าวิศวกรเครื่องกลแทนที่จะยืนประจำที่ทดสอบ กลับพากันวิ่งหนีหัวซุกหัวซุน

ฉากนี้ให้ความรู้สึกเดจาวูอย่างรุนแรง

เหมือนตอนตรุษจีนที่คุณจุดประทัดยักษ์แล้ววิ่งหนีนั่นแหละ

"ขาดคนทดสอบ ขาดคนทดสอบ!"

เห็นเพียงตาแก่คนหนึ่งบนเฮลิคอปเตอร์ถือโทรโข่งตะโกนลั่น "คนทดสอบหายไปไหนหมด? รีบไปจับกลับมาให้หมด! ห้ามหนี! ข้าไรเนอร์ขอสาบานด้วยเกียรติ ครั้งนี้ไม่ระเบิดแน่นอน! ไม่มีอาวุธของข้า พวกทหารราบอย่างพวกแกจะเอาอะไรไปสู้กับไวท์วอล์กเกอร์? ถ้ายังไม่เข้าประจำที่ ข้าจะไปฟ้องผู้บัญชาการพวกแกนะ!"

เหอไซมองฉากนี้ จู่ๆ ก็เกิดความคิดบ้าบิ่นขึ้นมา

. .

ขณะนี้ลู่ปู้เอ้อร์นั่งรถทหารออกจากแนวหน้าเมืองอูเจิ้น มาถึงฐานทัพกองกำลังพิทักษ์เมืองที่สาม ทำเรื่องผ่านด่านเตรียมออกจากกองทัพ

นี่เป็นประสบการณ์ที่แปลกใหม่ อุดอู้อยู่ในค่ายมาตั้งนาน ในที่สุดก็ได้มีโอกาสออกไปข้างนอก ความรู้สึกนี้เหมือนตอนเลิกเรียน เพื่อนๆ ยังนั่งทำการบ้านอยู่ในห้อง แต่คุณลาป่วยสะพายกระเป๋า เดินอาดๆ ออกจากโรงเรียน

รู้สึกเหมือนนกน้อยในกรงทองได้บินสู่ท้องฟ้ากว้าง

ปัจจุบันโลกของคนธรรมดากับผู้วิวัฒนาการแยกจากกันชัดเจนแต่ก็อยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืน

ชีวิตของผู้วิวัฒนาการนั้นตื่นเต้นและอันตราย ทุกวันต้องใช้ชีวิตท่ามกลางเลือดและไฟ แต่ก็ได้เสพสุขจากพลังเหนือธรรมชาติ และได้เห็นทิวทัศน์ที่แตกต่าง

ส่วนชีวิตของคนธรรมดานั้นเรียบง่ายและปลอดภัย ตั้งแต่เรียนจนถึงทำงาน แต่งงานมีลูก นานๆ ทีสังสรรค์กับครอบครัวเพื่อนฝูง บางครั้งก็เก็บเงินไปเที่ยวต่างจังหวัด นอกจากเทคโนโลยีที่ล้ำหน้ากว่า ก็น่าจะไม่ต่างจากห้าร้อยปีก่อนเท่าไหร่

ขอแค่ไม่หาเรื่องใส่ตัวไปยุ่งกับเรื่องเหนือธรรมชาติ

พวกเทพเจ้าหรืออสูรกาย ก็ไม่ค่อยเกี่ยวกับคนธรรมดาเท่าไหร่

ความสงบสุขทั้งหลาย ล้วนมีคนแบกรับภาระแทน

ผ่อนคลายไปในตัว ลู่ปู้เอ้อร์ก็ไม่ลืมจุดประสงค์ของตัวเอง ลัทธิกินศพอาจเกี่ยวข้องกับที่มาของเมล็ดพันธุ์เทพเจ้าของเขา และเป็นโอกาสดีที่จะได้แสดงฝีมือ

แน่นอน ต้องสืบให้รู้ด้วยว่าลู่ซือเสียนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ยังไง

ถ้าลู่ซือเสียนสติดี ถามตรงๆ ก็น่าจะได้ความ แต่ผีจะรู้ว่าเธอจะเข้าสู่สภาวะละเมอตอนไหน ปกติก็ทำตัวเอ๋อๆ

น่ารำคาญจริง

ลู่ปู้เอ้อร์เดินออกจากฐานทัพ ห่างออกไปร้อยเมตรคือสถานีรถ

สองข้างทางเต็มไปด้วยร้านอาหาร เลี้ยวหัวมุมเห็นหมู่บ้านจัดสรรที่ร่มรื่น รถเมล์ที่วิ่งผ่านแน่นไปด้วยพนักงานออฟฟิศ และคนแก่กับเด็กที่ออกมาเดินเล่น

คนพวกนี้เห็นทหารเดินออกมาจากกองทัพก็ไม่แปลกใจ ห้าร้อยปีมานี้ผู้วิวัฒนาการมีเกลื่อนเมือง แม้ว่ากว่าร้อยละเก้าสิบจะเป็นมือใหม่ขอบเขตกำเนิดก็ตาม

ที่ตั้งฐานทัพค่อนข้างห่างไกลความเจริญ แถวนี้เห็นตึกเก่าๆ อายุหลายศตวรรษ กำแพงเก่าคร่ำคร่าให้กลิ่นอายของเมื่อห้าร้อยปีก่อน ตึกคอนกรีตเสริมเหล็กพวกนี้แข็งแรงมาก แค่ซ่อมแซมทุกไม่กี่สิบปีก็อยู่ได้ยาว

ข้างล่างมีเด็กๆ กระโดดเหยียบน้ำขัง คุยเรื่องเกมออนไลน์ใหม่ล่าสุด

ลู่ปู้เอ้อร์ที่เพิ่งออกจากดักแด้ ฟังไม่รู้เรื่องเลย

โรสมารีขี่มอเตอร์ไซค์รออยู่หน้าฐานทัพมานานแล้ว เธอสวมหมวกกันน็อกสีดำ ชุดนักบิดหนังสีดำรัดรูป อวดส่วนเว้าส่วนโค้งสุดเร้าใจ

"พลทหาร"

เธอพูดเสียงห้วน "ขึ้นรถ"

ลู่ปู้เอ้อร์เดินไปหา ถามว่า "พูดจาดีๆ หน่อยได้ไหม?"

โรสมารีกลอกตา "วันนี้เจ๊หยุดงาน นัดเพื่อนสาวไปช็อปปิ้งกินกาแฟ เป็นท่านหลงเชวี่ยที่บังคับให้เจ๊มารับนาย กลัวนายโดนสอยกลางทาง"

ลู่ปู้เอ้อร์เข้าใจ "โอเค"

"ขึ้นรถ กอดเอวเจ๊แน่นๆ"

"ได้ครับ"

นี่เป็นครั้งแรกที่ลู่ปู้เอ้อร์มีสาวสวยขี่รถมารับ เขานั่งซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ วางมือบนเอวหญิงสาว สัมผัสนุ่มนิ่มอย่างน่าตกใจ

"ถ้ากล้าจับมั่วซั่ว นายตายแน่"

โรสมารีบิดคันเร่ง พุ่งทะยานลงสู่ถนนด้วยความเร็วสูง

เชรดดด!

ลู่ปู้เอ้อร์โดนลมตีหน้าจนผมกระเจิง

นี่มันแว้นชัดๆ

"เฮ้ เธอเป็นผู้ทำลายดักแด้เหรอ?"

เขาตะโกนแข่งกับเสียงลม

"ใช่"

โรสมารีตะโกนตอบ

"งั้นห้าร้อยปีก่อนเธอต้องเป็นเด็กแว้นแน่ๆ"

"ฮ่าฮ่า ขอบใจที่ชม"

"เมื่อก่อนฉันก็มีเพื่อนขี่มอไซค์เร็วแบบเธอ"

"แล้วไงต่อ?"

"ก่อนฉันจะหลับ หญ้าบนหลุมศพมันสูงครึ่งเมตรแล้ว"

"..."

มอเตอร์ไซค์ซอกแซกไปตามตรอกซอกซอย ผ่านตลาดที่จอแจ ผ่านสี่แยกที่โล่งกว้าง สองข้างทางเปลี่ยนจากตึกแถวเตี้ยๆ เป็นตึกระฟ้า ผ่านสวนสาธารณะและลานกว้างเห็นคนแก่พาลูกหลานมาวิ่งเล่น

เมื่อมอเตอร์ไซค์ผ่านย่านการค้าที่คึกคัก เห็นห้างสรรพสินค้าทรงกลมขนาดใหญ่ ป้ายโรงหนังและคาราโอเกะ ข้างๆ เป็นฟิตเนสที่คุ้นตา ผู้คนเดินขวักไขว่

จนกระทั่งมอเตอร์ไซค์มาจอดหน้าประตูสำนักงานกำกับดูแลความผิดปกติ

ลู่ปู้เอ้อร์หัวยุ่งหน้าดำปิ๊ดปี๋

"เป็นไง เร้าใจไหม?"

โรสมารียิ้ม ยื่นถุงใบหนึ่งให้

"นี่อะไร?"

"เปลี่ยนชุด นายใส่ชุดทหารนี่เด่นเกินไป"

"อ้อ"

หน้าประตูสำนักงานกำกับดูแลความผิดปกติ หลงเชวี่ยนั่งรถเข็นรออยู่นานแล้ว

ดามอนเข็นรถเข็นยืนอยู่ข้างหลัง

"อรุณสวัสดิ์ พลทหาร"

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 32 - เด็กหนุ่มผู้ควบคุมสายฟ้า

คัดลอกลิงก์แล้ว