- หน้าแรก
- จุดบรรจบแห่งแดนศักดิ์สิทธิ์
- บทที่ 31 - ประโยชน์ของชิปแก่นพลังชีวิต
บทที่ 31 - ประโยชน์ของชิปแก่นพลังชีวิต
บทที่ 31 - ประโยชน์ของชิปแก่นพลังชีวิต
บทที่ 31 - ประโยชน์ของชิปแก่นพลังชีวิต
อันที่จริง ก่อนก้าวเท้าเข้าสู่ห้องประชุม ลู่ปู้เอ้อร์ยังรู้สึกตุ๊มๆ ต่อมๆ กลัวว่าการโกหกต่อหน้าเหล่าบิ๊กบอสของสมาพันธ์และศาสนจักรจะถูกจับได้คาหนังคาเขา
ไม่นึกเลยว่าหลงเชวี่ยจะบอกว่าไม่ต้องห่วง เขาเคลียร์ทางไว้หมดแล้ว
ผลปรากฏว่า เป็นอย่างที่พูดจริงๆ
แต่ลู่ปู้เอ้อร์ก็ยังรู้สึกไม่วางใจเท่าไหร่ เพราะสิ่งที่เขาพูดล้วนเป็นเรื่องแต่งสดๆ ร้อนๆ ยากที่จะรับประกันว่าจะไม่มีช่องโหว่ในตรรกะและรายละเอียด ถ้าถูกจับผิดได้ก็จบเห่
ทว่าหลงเชวี่ยกลับบอกว่า ต้องเชื่อมั่นในสมองของคนตระกูลหยวน
จากนั้น หลงเชวี่ยก็เล่าเรื่องสั้นๆ เรื่องหนึ่งให้ฟัง
ประมาณว่าเมื่อแปดปีก่อน ความฝันของพันตรีหยวนฉิงคือการเป็นตุลาการสังกัดสำนักงานกำกับดูแลความผิดปกติ แต่สอบสัมภาษณ์ไม่ผ่านสักที เลยไม่ได้บรรจุเป็นข้าราชการตัวจริง
ซึ่งเกณฑ์การสอบสัมภาษณ์ในตอนนั้นมีแค่สองข้อ
ข้อแรก เป็นผู้วิวัฒนาการ
ข้อสอง ไอคิวเกินแปดสิบ
ทราบมาว่าหยวนฉิงตื่นรู้พลังเมื่อสิบปีก่อน
คำถามชิงรางวัล พันตรีหยวนฉิงสอบตกข้อไหนกันนะ?
จนกระทั่งสองปีกว่าให้หลัง หลงเชวี่ยที่มีงานล้นมือทนรำคาญยัยผู้หญิงคนนี้ไม่ไหว เลยสั่งแก้เกณฑ์การสอบตุลาการระดับต้น ให้เธอไปนอนกอดศพอสูรกายเน่าเปื่อยหนึ่งคืน ถึงจะไล่เธอไปได้สำเร็จ
ถึงจะพูดอย่างนั้น ตระกูลหยวนก็เป็นตระกูลใหญ่ที่ประมาทไม่ได้
แม้สมองจะขาดๆ เกินๆ ไปบ้าง แต่พลังการต่อสู้นั้นดุดันระดับท็อป โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับอสูรกาย พวกเขาถือคติยอมฆ่าผิดดีกว่าปล่อยหลุดมือ
ที่บ้านบรรพบุรุษของตระกูลฝั่งตะวันออกนี้มีคำขวัญติดอยู่คู่หนึ่ง
กลอนบน: ลุย ลุย ลุย
กลอนล่าง: ฆ่า ฆ่า ฆ่า
พาดหัว: จัด จัด จัด
อืม ดูเป็นผู้ดีมีสกุลรุนชาติจริงๆ!
เมื่อหยวนฉิงได้รับการรับรองจากสำนักงานกำกับดูแลความผิดปกติ ก็รู้สึกถึงความสำเร็จและความพึงพอใจจากการอนุมาน จากนั้นก็แค่นเสียงเย็น "ไอ้พวกเวรนี่ ทำเอาอาชีพทหารอันศักดิ์สิทธิ์ต้องมัวหมอง เป็นพวกไร้จิตวิญญาณทหาร วันๆ ดีแต่เล่นสกปรก!"
เธอกัดฟันกรอด "แถมยังไปพัวพันกับอสูรกายอีก"
สาเหตุที่ลู่ปู้เอ้อร์รู้สึกว่าเข้าทางพันตรีสาวคนนี้ไม่ได้ ก็เพราะด้วยนิสัยของเธอคงไม่ชอบพวกที่เล่นเกมการเมืองในกองทัพ ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดก็คือตัวเขาเอง
ถึงเขาจะถูกบีบบังคับก็เถอะ
ถ้าหยวนฉิงรู้ว่าเขาทำอะไรลงไป เขาคงจบเห่แน่
โดยเฉพาะเขายังครอบครองพลังของอสูรกายอยู่ด้วย
ตูม!
ห้องประชุมสั่นสะเทือนอีกครั้ง ฝุ่นผงร่วงกราว
หยวนเลี่ยเกิดอาการของขึ้นทันทีหลังจากฟังการวิเคราะห์ของหลานสาว ตะโกนลั่น "มีอสูรกาย? อสูรกายอยู่ที่ไหน? ลุยลุยลุย ฆ่าฆ่าฆ่า จัดจัดจัด! อย่าให้เหลือแม้แต่ตัวเดียว!"
ระดับสูงอีกสามคนที่เหลือสีหน้าไม่เปลี่ยน ปัดฝุ่นบนโต๊ะอย่างใจเย็น
ลู่ปู้เอ้อร์หูอื้อไปหมด ตัดสินใจทันทีว่าจะต้องซ่อนพลังของตัวเองให้มิดชิด ถ้าถูกพวกบ้านี่รู้เข้า อาจโดนถลกหนังทั้งเป็น
เทียบกับอสูรกายแล้ว เห็นได้ชัดว่าคนตระกูลหยวนน่ากลัวกว่าเยอะ
"ตอนนี้ยังไม่พบร่องรอยของอสูรกาย แต่จากการอนุมานของพันตรีหยวนฉิง ผมคิดว่าเราคงปิดคดีนี้ได้เร็วๆ นี้ จากการวิเคราะห์ของผม คลื่นอสูรกายที่กำลังประชิดเมืองอูเจิ้น กับอสูรกายที่ปรากฏตัวในเมือง รวมถึงลัทธิที่ชื่อว่าลัทธิกินศพ ล้วนมีความเกี่ยวข้องกัน"
หลงเชวี่ยพูดเสียงเรียบ "แนวหน้าต้องเพิ่มความระมัดระวัง เราไม่ได้เผชิญหน้าแค่กับคลื่นอสูรกาย แต่เป็นลัทธินอกรีต และพวกมัน รู้วิธีควบคุมอสูรกาย"
นี่เป็นเรื่องใหญ่
ปัง!
หยวนเลี่ยตบโต๊ะ "ไอ้พวกสารเลว!"
เลขาธิการวิลเลียมเอ่ยปากเป็นคนแรก "ผมจะรายงานเรื่องนี้ให้ท่านประธานทราบ เมืองหลินไห่จะเข้าสู่สถานะเตรียมพร้อมรบแบบลับๆ และจะเปิดสิทธิ์ให้พวกคุณอย่างเต็มที่"
อาร์ชบิชอปไรเนอร์กลอกตา หาววอดพูดว่า "ก็ได้ ในเมื่อเป็นแบบนี้ องค์กรโนอาห์ก็จะให้ความร่วมมือเต็มที่ พอดีเลยปืนใหญ่ล้างเมืองรุ่นล่าสุดเพิ่งเข้าสู่ระยะทดสอบ เอาพวกอสูรกายนอกเมืองอูเจิ้นมาลองของหน่อยก็แล้วกัน! พ่อจะระเบิดให้ราบ!"
พอพูดถึงอาวุธ ตาของตาแก่นี่ก็ลุกวาว
ทั้งที่เป็นถึงอาร์ชบิชอป แต่ปากคอเราะร้าย
ดูไม่มีความเป็นผู้ดีเลย
สุดท้ายคือมหาปุโรหิตเหลียนฮวา พยักหน้าเบาๆ อย่างเฉยเมย
ขั้นตอนดำเนินไปอย่างราบรื่น
หลงเชวี่ยเอ่ยปากอีกครั้ง น้ำเสียงราบเรียบ "สุดท้าย ผมอยากขอสิทธิ์ในการเข้าออกค่ายทหารอย่างอิสระให้กับพยาน เขาเป็นคนที่กลับมาจากดินแดนแห่งการไปเกิด เคยเห็นพิธีกรรมของพวกนอกรีตกับตา ในกระบวนการสืบสวน หลายเรื่องจำเป็นต้องให้เขาช่วย"
พูดจบ เขาก็เคาะรถเข็นเบาๆ
ลู่ปู้เอ้อร์รับรู้สัญญาณทันที แสร้งทำท่าไม่เต็มใจ "ผมไม่อยากไป ถ้าผมตายจะทำยังไง? พวกนอกรีตน่ากลัวเกินไป ผมว่าสู้กับอสูรกายยังปลอดภัยกว่า"
พันตรีหยวนฉิงกอดอก มองเขาอย่างลึกซึ้ง "ทำไม ตอนนี้รู้จักกลัวแล้วเหรอ? ความบ้าระห่ำตอนจะเอาอิฐฟาดหน้าฉันหายไปไหนหมด? มีแต่คนอ่อนแอเท่านั้นที่ลังเล ผู้แข็งแกร่งย่อมกล้าหาญมุ่งไปข้างหน้า นายต้องรู้นะว่า พรสวรรค์ระดับสูงก็มีดีมีแย่ ถ้ามุดหัวอยู่แต่แนวหน้าชีวิตนี้ก็คงได้แต่ต๊อกต๋อย แต่โอกาสที่อยู่ตรงหน้านาย มีไม่มากหรอกนะ"
"ไม่ว่าจะเป็นการเลื่อนยศ การยกระดับสิทธิพลเมือง หรือการเลื่อนขั้นในเส้นทางวิวัฒนาการ รวมถึงการได้รับศาสตราวิญญาณหายากเหมือนฉัน ท่านทั้งหลายที่อยู่ตรงหน้าช่วยนายได้ทั้งนั้น"
เธอเว้นจังหวะ "ขอแค่นายสร้างผลงาน รางวัลไม่หนีไปไหนหรอก"
มาแล้ว ขายฝันมาแล้ว
แต่จะให้ฉันไขคดีจับตัวเองรึไง?
ลู่ปู้เอ้อร์รู้ว่าพอได้ที่แล้ว ก็พูดว่า "พันตรีหยวนฉิงจะปกป้องผมไหมครับ?"
หยวนฉิงพยักหน้าเล็กน้อย ดวงตาคู่สวยฉายแววเฉียบคม "แน่นอน คนตระกูลหยวนคำไหนคำนั้น ถ้าใครคิดจะฆ่านาย ฉันจะยิงหัวมันให้ระเบิดก่อน"
ในตอนนี้ ลู่ปู้เอ้อร์ดูเป็นแค่เด็กหนุ่มที่สับสนและไร้ที่พึ่ง ดูไม่มีพิษมีภัย ความกังวลและความไม่มั่นใจแบบเด็กวัยรุ่นเป็นเรื่องปกติ แตกต่างจากพวกทหารเกเรหน้ามันเยิ้มพวกนั้นอย่างสิ้นเชิง เวลาแบบนี้สิ่งที่ต้องทำคือการชักจูงและปลอบโยนให้มากที่สุด
"ก็ได้ครับ มีคำพูดของพันตรีหยวนฉิง ผมก็วางใจ"
สุดท้าย ลู่ปู้เอ้อร์ก็ยอมตกลงอย่างไม่เต็มใจ
จากนั้นภายใต้การอนุมัติของสี่ผู้ยิ่งใหญ่ กองทัพก็ออกหนังสืออนุญาตให้เขาเข้าออกค่ายทหารได้อย่างอิสระ เพื่อให้เขาสามารถร่วมมือกับสำนักงานกำกับดูแลความผิดปกติในการสืบคดีพวกนอกรีต
หลงเชวี่ยมองฉากนี้อย่างพึงพอใจ ทุกอย่างเป็นไปตามแผน
ทันใดนั้น ข้างหูเขาก็มีเสียงแค่นหัวเราะดังขึ้น
"คำโกหก ฉันช่วยแก้ต่างให้แล้ว คนที่ไม่ถูกกับเธอ ฉันก็กันไว้ข้างนอกให้แล้ว สามเรื่องที่รับปากเธอไว้เมื่อปีนั้น เหลือเรื่องสุดท้าย ดูแลตัวเองด้วย" นั่นเป็นเสียงของมหาปุโรหิต
มหาปุโรหิตเหลือบมองเด็กหนุ่มในห้องโถงแวบหนึ่ง พูดเสียงเรียบ "ผู้บงการเบื้องหลังชิงมู่ซ่อนตัวลึกมาก วันหน้าอาจจะยังจ้องเล่นงานพวกเธอที่กลับมาจากดินแดนแห่งการไปเกิด ในเขตทหารอาจจะปลอดภัย แต่เวลาออกไปข้างนอกต้องระวัง"
สาเหตุที่เตือนเช่นนี้ เพราะเมื่อครู่มหาปุโรหิตพิจารณาเด็กหนุ่มคนนี้ แล้วสัมผัสได้ถึงความทุกข์ระทมมหาศาล ก่อนจะทำลายดักแด้ออกมาคงผ่านความลำบากมามาก
ยืนหยัดมาได้ถึงวันนี้ ถือว่าไม่ง่าย
เลยเตือนสติไปหนึ่งประโยค
สิ้นเสียง ร่างของเธอก็เลือนหายไปราวกับเงาในน้ำ
ฉากที่เหลือเชื่อนี้ ทำเอาลู่ปู้เอ้อร์อ้าปากค้าง
ส่วนพวกระดับสูงที่นั่งอยู่ต่างลุกขึ้นทำความเคารพ ไปยังทิศที่เธอหายตัวไป
. .
ตกดึก ลู่ปู้เอ้อร์จับหูฟังที่หู บ่นใส่ไมโครโฟนขนาดจิ๋วที่ปกเสื้อว่า "บาปกรรมจริงๆ คนเขาสมองไม่ค่อยดีอยู่แล้ว เรายังไปหลอกเขาอีก นี่มันรังแกคนชัดๆ ผมรู้สึกว่า ระดับศีลธรรมของผมมันทะลุจุดต่ำสุดไปแล้ว"
การประชุมจบลงแล้ว พวกระดับสูงกลับไปเตรียมรับมือกับคลื่นอสูรกาย รายละเอียดต้องไปประชุมหารือกันอีกที ยังไงก็ไม่เกี่ยวกับเขาแล้ว
เพราะตอนนี้เขาเป็นแค่ตัวประกอบเล็กๆ
ข่าวดีที่สุดคือ คดีฆาตกรรมเผาอำพรางในโกดังถือว่าจบลงแค่นี้ อย่างน้อยทางการก็จะไม่สืบสวนต่อ
ทั้งหมดต้องขอบคุณพันตรีหยวนฉิงผู้ชาญฉลาด
เสียงหลงเชวี่ยดังมาจากหูฟัง "ขีดจำกัดทางศีลธรรมมีไว้ให้ก้าวข้ามอยู่แล้ว โลกสมัยนี้ ถ้าไม่รู้จักเหลี่ยมจัด ก็ต้องเกิดมามีบุญ"
ผมสงสัยว่าคุณกำลังแซะพันตรีหยวนฉิงอยู่
ขอร้องล่ะ ปล่อยเจ๊แกไปเถอะ!
ลู่ปู้เอ้อร์นึกย้อนไปถึงการประชุมเมื่อครู่ พวกระดับสูงที่เจอวันนี้ส่วนใหญ่ไม่ใช่คนปกติ ยกเว้นเลขาฯ จากตระกูลรัสเซลที่ดูปกติสุด
ผู้บัญชาการหยวนเลี่ยไม่ต้องพูดถึง
ดูปราดเดียวยังสงสัยว่าไอคิวถึงสิบหรือเปล่า
อาร์ชบิชอปไรเนอร์ที่คุมองค์กรโนอาห์ซึ่งเป็นหน่วยงานวิจัย ตัวจริงกลับเป็นตาแก่คลั่งเทคโนโลยี หน้าตาเหมือนตัวละครวางระเบิดในเกมออนไลน์เมื่อห้าร้อยปีก่อน
น่าเสียดายที่ดูไม่ฉลาดเหมือนกัน
ส่วนมหาปุโรหิตเหลียนฮวาให้ความรู้สึกเหมือนวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ ไม่อยู่ในขอบข่ายของมนุษย์อีกต่อไป ศักดิ์สิทธิ์จนมิอาจล่วงเกิน แฝงความลึกลับน่าเกรงขาม คาดเดาไม่ได้
"จะว่าไป คุณถึงกับเกลี้ยกล่อมให้คนระดับนั้นมาช่วยปิดบังให้ผมได้ มหาปุโรหิตเก่งมากเหรอ?"
ลู่ปู้เอ้อร์ถามด้วยความอยากรู้
หลงเชวี่ยตอบเรียบๆ "ในระบบของลัทธิศักดิ์สิทธิ์อาคาชา นอกจากจอมราชันย์ศักดิ์สิทธิ์ในตำนานกับประมุขและรองประมุขแล้ว ก็มีมหาปุโรหิตทั้งห้าที่มีสถานะสูงสุด ประจำการอยู่ห้าเมืองหลัก คอยปกป้องดินแดนบริสุทธิ์ของมนุษยชาติจากการรุกรานของอสูรกาย และยังสามารถต่อต้านภัยธรรมชาติ รับประกันผลผลิตทางการเกษตร ในเมืองหลินไห่ สถานะของมหาปุโรหิตสูงกว่าผู้นำตระกูลรัสเซลเสียอีก"
ลู่ปู้เอ้อร์ตกใจ "นี่สิขาใหญ่ตัวจริง"
หลงเชวี่ยตอบอย่างสงบนิ่ง "ไม่ใช่แค่นั้น ผู้ที่ได้รับการยอมรับจากวิหารเท่านั้น ถึงจะมีสิทธิ์ไล่ล่าตำแหน่งจอมราชันย์ศักดิ์สิทธิ์ ขั้วอำนาจต่างๆ ในเมืองนี้ ยอมประจบคนของวิหารเพื่อลูกหลานของตัวเอง แต่วิหารมักไม่ยุ่งทางโลก ยากที่จะถูกซื้อตัว อีกอย่าง ทหารที่ปลดประจำการจากกองทัพ ที่ไปที่ดีที่สุดก็คือวิหาร"
เขาเว้นจังหวะ "อย่างสำนักงานกำกับดูแลฯ, กรมบังคับคดี, กรมทรัพยากรประชากร ที่พวกนี้เป็นตัวเลือกรองลงมาทั้งนั้น เพราะงั้นขอแค่มีมหาปุโรหิตรับรองให้คุณ ก็ไม่มีใครกล้าแตะคุณ"
ลู่ปู้เอ้อร์ถึงบางอ้อ "อย่างนี้นี่เอง"
หลงเชวี่ยพูดต่อ "แต่ไม่รับประกันว่าจะมีคนเล่นสกปรกในที่ลับ"
"ครูฝึกไป๋มู่เริ่มสงสัยผมแล้ว เจ้านั่นหลอกหลานชายตัวเองไปที่โกดังใต้ดิน ใจคอโหดเหี้ยมจริงๆ เห็นชัดว่าเบื้องหลังชิงมู่กับไป๋มู่ คือคนเดียวกัน เพียงแต่ตอนนี้เขาไม่มีหลักฐาน ขืนจับตาดูผมมากไป ตัวเองจะกลายเป็นผู้ต้องสงสัยซะเอง แต่ถ้าพรุ่งนี้พวกคุณพาตัวผมไปสืบคดี เขาจะรู้ทันทีว่าผู้แจ้งเบาะแสตัวจริงคือผม"
ลู่ปู้เอ้อร์กดเสียงต่ำ "ถึงตอนนั้นจะทำยังไง?"
หลงเชวี่ยตอบ "นี่คือสาเหตุที่ต้องให้พันตรีหยวนฉิงออกหน้า เธอมาจากสำนักงานใหญ่ เป็นคุณหนูของแท้ ในกองทัพเมืองหลินไห่ ยังไม่มีใครกล้าแหยมกับเธอ ข้างนอกมีพวกเราคุ้มครอง ในเขตทหารมีเธอคุ้มครอง"
เขาเว้นจังหวะ "ถ้าไป๋มู่กล้าแตะคุณ เขาก็ติดเบ็ดแล้ว"
ลู่ปู้เอ้อร์บ่นอุบ "ดีจริงๆ เอาผมเป็นเหยื่อล่อใช่ไหม?"
ช่างเป็นการล่อซื้อที่แยบยล
หลงเชวี่ยพูดเรียบๆ "คุณอยากจะไต่เต้า อยากจะแก้ปัญหาคาราคาซังพวกนี้ให้เด็ดขาด รับประกันความปลอดภัยของตัวเอง ไม่จ่ายค่าตอบแทนหน่อยจะได้เหรอ? คืนนี้พักผ่อนให้ดี พรุ่งนี้กลางวันยังมีเรื่องให้ทำอีกเยอะ ถ้ามีอะไรเกิดขึ้น รีบแจ้งผมทันที"
การสื่อสารตัดไป
ลู่ปู้เอ้อร์พอใจมาก
ถึงจะเกาะขาหยวนฉิงไม่สำเร็จ แต่ดันไปเกาะติดหลงเชวี่ยแบบงงๆ
แถมยังได้โอกาสสร้างผลงานเพิ่มอีก
แถมยังได้ออกไปนอกค่ายทหารด้วย
แจ่มแมว
แถมต่อไปยังต้องสืบเรื่องลัทธิกินศพ ซึ่งเป็นแหล่งที่มาของเมล็ดพันธุ์เทพเจ้าของเขา
คนพวกนั้น ก็มีสสารมืด!
ถ้าหาเบาะแสเจอ พอกลับมาเขายังเอาความดีความชอบไปขอกองทัพได้อีก
ถึงตอนนั้นก็มีข้ออ้างออกไปสำรวจหาอสูรกายตัวใหม่ได้อย่างสมเหตุสมผล!
ลู่ปู้เอ้อร์เปิดเส้นทางสู่ความก้าวหน้าได้สำเร็จแล้ว
เขากลับมาที่ค่าย ทหารที่ถูกพาไปสอบสวนก็กลับมาพร้อมเขา ทุกคนทำหน้าเหมือนเพิ่งรอดตายจากประตูนรก
"น่ากลัวชะมัด ดีนะที่ฉันไม่ได้ทำอะไรผิด"
"โชคดีที่คนมาไม่ใช่ท่านหลงเชวี่ย ไม่งั้นวันนี้ไม่ตายก็คางเหลือง"
"แม่*เอ๊ย ไอ้เพชฌฆาตนั่นทำไมกลับมาเมืองหลินไห่อีกแล้ว? พูดตรงๆ นะ พอเจ้านั่นกลับมา ฉันอยากจะขอลดขั้นเลย ยอมเป็นพรสวรรค์ระดับกลางใช้ชีวิตไปวันๆ ดีกว่า ไม่อยากอยู่ใกล้หมอนี่เลย ไม่งั้นตายไม่รู้ตัวแน่"
"ท่านหลงเชวี่ยเคยทำอะไรเหรอ ทำไมพวกนายกลัวกันจัง?"
"เหอะ พวกเด็กใหม่อย่างแกไม่รู้เรื่องหรอก เมื่อก่อนฉันเคยฟังทหารผ่านศึกเล่าให้ฟัง ไอ้เพชฌฆาตนั่นเมื่อก่อนก็เหมือนพวกเรา อยู่แนวหน้ามาก่อน เพียงแต่เมื่อแปดปีก่อนภูเขาศักดิ์สิทธิ์เกิดความผิดปกติ พวกเขาถูกส่งไปเป็นหน่วยกล้าตายเพื่อระงับเหตุ ในทีมตอนนั้น มีแค่หลงเชวี่ยคนเดียวที่รอดกลับมา และตั้งแต่เขากลับมา นิสัยก็เปลี่ยนไป..."
"เปลี่ยนไปไง?"
"พวกนายรู้ไหมว่าตระกูลรัสเซลตกต่ำลงได้ยังไง? จริงๆ แล้ว... เชี่ย ไม่เอาดีกว่า พูดมากไม่ได้ รู้กันแค่นี้แหละ พอแค่นี้"
ลู่ปู้เอ้อร์ได้ยินดังนั้นก็ชะงัก "คนที่รอดกลับมาจากภูเขาศักดิ์สิทธิ์?"
เท่าที่ได้สัมผัสกับหลงเชวี่ยมา เขาก็ไม่ได้รู้สึกว่าน่ากลัวอะไรขนาดนั้น
แน่นอน หลงเชวี่ยเป็นคนเจ้าเล่ห์เพทุบาย ใจดำพอตัว
แต่เขาก็พอๆ กัน
เพราะงั้นไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่
แต่ฟังจากที่ทหารพวกนี้เล่า หลงเชวี่ยดูเหมือนจะมีอดีตที่ลึกลับซับซ้อน
ถ้ามีเวลา ลองไปถามพันตรีหยวนฉิงดู
อืม ต้องจับไว้ทั้งสองทาง ต้องแข็งทั้งสองมือ
เขาล้วงกระเป๋าเดินทอดน่องกลับบ้าน
ใต้แสงไฟคบเพลิง เหอไซนั่งรออยู่ที่หน้าประตูมานานแล้ว
เจ้านั่นทำท่าลับๆ ล่อๆ เหมือนขโมย กอดของบางอย่างไว้อย่างกังวล
"พี่ลู่ พี่กลับมาสักที!"
เหอไซรีบขยับเข้ามา เหมือนวีเซลคาบไก่
"เถ้าแก่จางเพิ่งเอาของที่พี่อยากได้มาส่ง!"
ลู่ปู้เอ้อร์ตาลุกวาว "ชิปแก่นพลังชีวิต?"
(จบแล้ว)